เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 54 กล้ารับกระบี่ของเปิ่นจั้วไหม?

Chapter 54 กล้ารับกระบี่ของเปิ่นจั้วไหม?

Chapter 54 กล้ารับกระบี่ของเปิ่นจั้วไหม?


“โอ้วสวรรค์ ในโลกนี้ยังมีของอร่อยขนาดนี้อยู่อีก!”

“ข้าไม่เคยกินข้าวผัดที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน ขออีกจาน...ไม่ ๆ ขอสองจานเลย!”

“ฝีมือของตู้ตู้กับศิษย์พี่รอง ต่างกันราวกับฟ้าและเหวเลย!”

ภายในโรงอาหารสำนัก เหล่าศิษย์ที่ได้แปลงร่างกายเป็นหมาหิวโซ โซ้ยข้าวผัดอย่างตะกละตะกลามแทบกลืนลิ้นตัวเองไปด้วย ทุกคนต่างก็กล่าวยกย่องอย่างบ้าคลั่ง แม้แต่ไม่เหลือข้าวติดจานเลยสักเม็ด.

กับข้าวผัดที่อร่อยขนาดนี้ พวกเขาไม่รู้จะบรรยายพรรณนาความอร่อยระดับโลกนี้ ออกมาได้อย่างไร มันอร่อยเกินไปแล้วจริง ๆ.

แม้แต่ลู่เชียนเชียนที่เป็นเทพธิดาน้ำแข็ง เวลานี้ยังนั่งกินอาหารไปมากกว่าหนึ่งจานในมุมหนึ่งของโรงอาหาร.

ส่วนหลี่ชิงหยางแทบไม่ต้องเอ่ยถึง.

หลังจากกินข้าวผัดแล้ว เขาแทบจะสรุปได้เลยว่าอาหารที่เขาทำก่อนหน้านี้ ก็เพียงแค่ขยะเท่านั้น.

เซียวจุ้ยจื่ออีกคนที่ค่อย ๆ ลิ้มรสช้า ๆ ใบหน้าที่เปลี่ยนไปครั้งแล้วครั้งเล่า แม้แต่ลอบอุทานออกมาเบา ๆ “อาหารอร่อยระดับโลก.”

จุนซ่างเซียวเองก็กินไปสองจาน ตอนนี้แทบจะไม่สามารถยัดอะไรลงไปได้อีกแล้ว ท้องที่ป่องนั่งเหยียดอยู่บนเก้าอี้.

หลิวหว่านซี่ที่นั่งท้าวคางจดจ้องมอง ดวงตากระพริบปริบ ๆ กล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม “เจ้าสำนัก อาหารของข้าเป็นอย่างไรบ้าง?”

จุนซ่างเซียวเอ่ยปากชม “เจ้าทำอาหาร อร่อยมากกว่าพ่อครัวภัตตาคารจันทร์ดาราซะอีก!”

ตอนนี้เขารู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก เหล่าศิษย์ของสำนักไท่กู่เจิ้งเองก็พึงพอใจกันทุกคน ไม่คาดคิดจะโชคดีได้รับสุดยอดเชฟมา.

หลิวหว่านซี่ที่ยกริมฝีปากเผยยิ้ม กล่าวออกมาว่า “พ่อครัวภัตตาคารจันทร์ดาราก็แค่ระดับทั่วไป ส่วนข้านั้นคือแม่ครัวชั้นหัวหน้า ไว้ให้ข้าสำเร็จขั้นสูง ซะก่อนเถอะ ข้าจะทำอาหารที่เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับทุกคนได้ลิ้มรอง.”

“ร้ายกาจขนาดนั้นเลยรึ?”จุนซ่างเซียวที่เผยท่าทางตื่นตระหนก.

ลู่เชียนเชียนที่ลอบมองพวกเขาคุยกัน จากนั้นก็ก้มหน้าลงกินข้าวผัดต่อไป.

หลิวหว่านซี่ที่หัวเราะ คริ คริ กล่าวออกมาว่า “เจ้าสำนัก ตอนนี้ข้าอาศัยอยู่ในสำนักได้แล้วใช่ใหม?”

“ได้.”

จุนซ่างเซียวแทบไม่ต้องคิดเลยแม้แต่น้อย.

ข้าวผัดของหลิวหว่านซี่นั้นทำให้เขาพึงพอใจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นศิษย์คนใหน ๆ ต่างก็ชื่นชอบ กล่าวชื่นชมกันไม่หยุด.

......

ยามค่ำคืนที่ความมืดปกคลุมท้องฟ้า ทำให้ดวงจันทราส่องประกายแสงโดดเด่นอยู่กลางนภา.

ลู่เชียนเชียนที่นั่งอยู่บนหลังคาห้องโถง มือทั้งสองข้างกอดเข่าคุดคู้ คางของนางที่วางค้ำบนเข่าที่ตั้งชัน กวาดตามองป่าเขาลำเนาไพรจดจ้องมองฉากที่งดงามด้านนอกสำนัก.

“ยังไม่นอนอีกรึ? พรุ่งนี้เจ้าต้องไปทำภารกิจอีกนะ.”จุนซ่างเซียวที่กระโดดขึ้นมาบนหลังคาเช่นกัน.

ลู่เชียนเชียนที่ไม่ได้หันไปมองเขาแม้แต่น้อย ดวงตาของนางยังคงจดจ้องมองภาพฉากที่ไกลออกไป ลมหนาวที่พัดโบก เข้ามาเป็นระยะ เป่าผมสีดำของนางปลิวสยายไปมา.

จุนซ่างเซียวที่นั่งลง ก่อนที่จะจ้องมองไปยังฉากที่นางมองไป และกล่าวออกมาว่า “เปิ่นจั้วรู้สึกว่า หากมีเรื่องกังวลอะไรในใจ ควรจะหาใครสักคนระบาย จะทำให้รู้สึกดีขึ้นได้.”

ลู่เชียนเชียนกล่าว “ข้าไม่มีเรื่องกังวลใด.”

จุนซ่างเซียวที่เผยยิ้มออกมา “เช่นนั้นเจ้าขึ้นมานั่งเล่นบนหลังคาเวลาค่ำคืน แค่เพียงต้องการชมดวงจันทร์เท่านั้นรึ?”

“ใช่.”

“......เป็นคนที่มีอารมณ์สุนทรีย์สินะ.”

ลู่เชียนเชียนกล่าว.“เจ้าสำนัก หลิวหว่านซี่นั้นไม่ธรรมดา.”

“ไม่ธรรมดา อย่างไรรึ?”จุนซ่างเซียวกล่าวสอบถาม.

ลู่เชียนเชียนเอ่ย “เท่าที่ข้ารู้มีเพียงตระกูลโอวหยางเมืองจักรพรรดิเทียนยวีเท่านั้น ถึงจะสามารถทำอาหารยกระดับความแข็งแกร่งได้.”

เมืองจักรพรรดิเทียนยวี?

จุนซ่างเซียวที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ทว่ากับคำว่าเมืองจักรพรรดิ ก็ทำให้คิดว่ามันเป็นสถานะที่โดดเด่นน่าเกรงขามแล้ว.

“ตู้ตู้ไม่ได้มีแซ่โอวหยาง.”

“ชื่อเปลี่ยนได้ แซ่เองก็ปกปิดได้เช่นกัน.”

“ยกตัวอย่างเจ้าอย่างงั้นรึ?”

ลู่เชียนเชียนที่เปลี่ยนเป็นเงียบ จากนั้นก็ลุกขึ้นและกระโดดลงจากหลังคา.

ขณะที่กำลังเห็นอีกฝ่ายก้าวจากไป จุนซ่างเซียวก็ตะโกนออกไป “ลู่เชียนเชียน เจ้าอย่าลืม จำเอาไว้ เจ้าคือศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักไท่กู่เจิ้งตลอดไป.”

ลู่เชียนเชียนที่ชะงักและกล่าวออกมาว่า “ข้ารู้.”

จุนซ่างเซียวที่จ้องมองกล่าวออกมาอย่างจริงจัง “หากว่าเจ้ามีศัตรูล่ะก็ กับความแค้นที่มี รอให้สำนักทรงพลัง เปิ่นจั้วจะเป็นคนช่วยเจ้าเอง สิบปีล้างแค้นยังไม่สาย อย่ารีบร้อน ทำอะไรโง่ ๆ ล่ะ.”

ดวงตาของลู่เชียนเชียนที่ส่ายไปมา ก่อนที่จะเร่งรีบกลับห้องไปอย่างรวดเร็ว.

จุนซ่างเซียวเองก็ลุกขึ้นกระโดดลงมาจากหลังคาและกลับห้องตัวเองเช่นกัน.

ลู่เชียนเชียนที่ยืนอยู่หลังประตูห้องตัวเอง กล่าวออกมาเบา ๆ “ข้ารู้ตัวเองดีอยู่แล้ว.”

......

เช้าวันถัดมา.

ดวงตะวันเริ่มทอแสง หลิวหวานซี่ในชุดกันเปื้อน เข้าครัวทำอาหาร อย่างรวดเร็ว อาหารจานผักที่ส่งกลิ่นหอมไปทั่วทั้งลาน เหล่าศิษย์มากมายที่ลุกขึ้นจากเตียงเร่งรีบออกจากห้องด้วยเสียงท้องที่ส่งเสียงเรียกร้องให้ต้องตื่นก่อนกำหนด.

“อุ้ย....อร่อยจริง ๆ!”

“ราวกับอาหารที่ข้ากิน ทำให้ข้ามีพลังเต็มเปี่ยมล้น ดูเหมือนว่าวันนี้ข้าคงไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยแน่นอน!”

“ข้าขอน้ำซุปหน่อย!”

ภายในโรงอาหารสำนัก เหล่าศิษย์ที่กลายเป็นหมาโหยอีกครั้ง พวกเขายอมรับอาหารของหลิวหว่านซีอย่างราบคาบ.

หลังจากที่กินอาหารเสร็จ ศิษย์ทุกคน รู้สึกถึงพลังที่พลุ้งพล่าน แม้แต่สามารถบ่มเพาะพลังได้ดียิ่งกว่าวันก่อน.

“เชียนเชียน ชิงหยาง พวกเจ้าไปทำภารกิจได้แล้ว.”

จุนซ่างเซียวที่คาบตะเกียบ ก่อนที่จะก้าวออกมาจากโรงอาหารสำนัก.

“ตูมมมม!”

พริบตานั้น เสียงระเบิดดังสนั่นดังข้ามผ่านเข้ามา ในเวลาเดียวกันประตูสำนักก็ลอยโด่งกระเด็นครูดไปกับพื้นเสียงดังกึกก้อง.

ประตูของข้า......

ไม้ตะเกียบที่คาบไว้ในปากหล่นลงบนพื้นทันที เขาหันหน้าจ้องมองไปยังทางเข้า ร่างถึงกับแข็งค้างไปในทันที.

“กึก กึก กึก.”

ผู้บ่มเพาะวิถีดาบที่เพิ่งตื่นขึ้นเมื่อวานนี้ ก้าวเข้ามา ตะโกนออกมาเสียงดัง “มือดาบ หม่าหยงหนิง มาขอคำแนะนำจากเจ้าสำนักไท่กู่เจิ้งโดยเฉพาะ!”

......

บนลานยุทธ์.

จุนซ่างเซียวที่ถือดาบสะบั้นมังกรเขียว จดจ้องมองด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างหนัก.

หลังจากทุกคนอิ่มเอมกับอาหาร ก้าวออกมาด้วยความพึงพอใจ ทันใดนั้นก็มีคนทำลายประตู สร้างความไม่พอใจให้กับทุกคนในทันที.

มือดาบที่มีนามว่า หม่าหยงหนิงกวาดตามองทุกคน ก่อนที่จะชักดาบออกมาจากฝัก กล่าวออกมาเสียงดัง “เท่าที่ดู เป็นเจ้ารึที่จะมาสู้กับข้า.”

“เป็นทวดแกนี่ล่ะ!”

จุนซ่างเซียวที่ก้าวออกไป แผ่พุ่งพลังมากกว่าสองพันจินเข้าไปในดาบสะบั้นมังกรเขียว(ชิงหลงไท่)ในทันที.

ไม่มียันต์ความเร็วแล้ว แม้ว่าคมดาบจะเปล่งประกายแผ่พลังที่แข็งแกร่งออกมา ทว่าก็ยังห่างไกลกับเมื่อครั้งเขาสังหารอาวุโสสำนักหลิงชวน.

“เคร้ง!”

หม่าหยงหนิงที่ยกดาบขึ้นรับ กล่าวออกมาด้วยความประหลาดใจ “นี่เจ้ายังก้าวไปไม่ถึงระดับศิษย์ยุทธ์อีกรึ?”

“ฟิ้ว!”

จุนซ่างเซียวที่ยกดาบ ฟันออกไป.

ทว่าหม่าหยงหนิงยังคงเอ่ยต่อ “หม่าโหมวนั้นได้เดินทางตะเวนประลอง กับสำนักต่าง ๆ กว่า 30 สำนักแล้ว ไม่เคยเห็นเจ้าสำนักที่อ่อนแอขนาดนี้มาก่อน!”

“เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว!”

จุนซ่างเซียวที่ตะวัดดาบฟันออกไปอีกครั้งและก็อีกครั้ง เสียงโลหะปะทะกันเสียงดังก้องกังวาน.

จากสิ่งที่เห็น ฝ่ายตรงข้ามดูเหมือนว่าจะอยู่ในระดับศิษย์ยุทธ์แล้ว การจะตั้งรับและหลบหลีกนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายดายเป็นอย่างมาก.

หม่าหยงหนิงที่รับการโจมตีของฝ่ายตรงข้ามสองสามกระบวนแล้ว เขาที่ถูกบีบให้ถอยไปอยู่ที่มุมลานยุทธ์ “ไอ้หนู ความแข็งแกร่งของเจ้าอ่อนด้อยมาก หม่าโหมวไม่อยากรังแกเจ้า.”

“งั้นรึ?”

จุนซ่างเซียวที่เก็บดาบสบั้นมังกรเขียว พร้อมกับนำกระบี่หานเฟิงระดับสามัญขั้นต้นออกมา พร้อมกับกล่าวออกมาว่า “เจ้ากล้ารับกระบี่ของเปิ่นจั้วหรือไม่?”

หม่าหยงหนิงที่จ้องมองไปยังกระบี่ที่แผ่กลิ่นอายความเย็นออกมา รับรู้ได้ในทันทีว่ากระบี่เล่มนี้ไม่ธรรมดาแม้แต่น้อย หากแต่ก็กล่าวออกมาเบา ๆ ว่า “เจ้าคิดว่าความแข็งแกร่งที่แตกต่างระหว่างพวกเรา สามารถทดแทนได้ด้วยอาวุธที่มีระดับสูงกว่า ได้อย่างงั้นรึ?”

จุนซ่างเซียวที่ก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าว ก่อนที่จะเริ่มร่ายรำทวงท่าของกระบี่ออกมา.

“ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!”

จุนซ่างเซียวที่กวัดแกว่งกระบี่ แสดงทักษะคลื่นกระบี่เก้าทบออกมา กระบวนท่าที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม....หลังจากกระบวนท่าที่แปด เขาก็กระโดดลอยขึ้นสูง ก่อนที่จะฟาดฟันโจมตีด้วยกระบวนท่าที่เก้ากลายเป็นคลื่นกระบี่เก้าชั้นรวมพลังพุ่งออกไปยังด้านหน้า.

ด้วยการเชื่อมชีพจรทั้งสิบเอ็ดจุด พร้อมกับวิชาบ่มเพาะเปลี่ยนเส้นเอ็น ทำให้เพลงกระบี่ ของเขาที่ใช้เวลานี้ ทรงพลังกว่าก่อนมาก!

“ซูมมมม!”

ปราณกระบี่ที่ผสานเข้ากับคลื่นกระบี่เก้าทบ พุ่งออกไปเป็นเหมือนดั่งไหมสีขาวที่ตัดผ่านอากาศแหวกห้วงสายลมพุ่งออกไปด้วยความเร็ว.

หม่าหยงหนิงที่แค่นเสียงเหยียดหยัน มือทั้งสองข้ากำด้ามดาบ ก่อนที่จะยกขึ้น แผ่พุ่งพลังวิญญาณเข้าไปในอาวุธ พร้อมกับโจมตีรับคลื่นกระบี่เก้าทบที่พุ่งมา!

“เคร้ง!”

ปราณกระบี่ที่พุ่งกระแทกดาบของหม่าหยงหนิง คลื่นความหนาวเย็นที่แผ่เข้าไปในใบดาบ ลามออกไปอย่างรวดเร็ว.

“แก๊ก แก๊ก!”

วินาทีถัดมา เสียงแตกร้าวของดาบก็ดังขึ้น พลังวิญญาณที่ปกคลุมใบดาบกำลังรั่วจากการทะลวงของปราณกระบี่ แม้แต่ถูกตีกลับคืนไปยังร่างของหม่าหยงหนิง.

“ตูมมมมม!”

คลื่นกระบี่เก้าทบที่ระเบิดดังก้อง จากนั้นดาบยักษ์ของหม่าหยงหนิงก็หักขาดเหลือเพียงครึ่ง ใบดาบส่วนบนที่ลอยเคว้งกระเด็นออกไปปักลงบนพื้น.

สายตาของหม่าหยงหนิงที่ชะงักงัน ก่อนจะทรุดลงนั่งกองบนพื้น แขนทั้งสองข้างที่ยังคงสั่นสะท้านกุม อีกครึ่งหนึ่งของดาบที่เหลืออยู่ พร้อมกับค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าตะโกนออกมาด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว “ดาบ...ดาบของข้า!”

จบบทที่ Chapter 54 กล้ารับกระบี่ของเปิ่นจั้วไหม?

คัดลอกลิงก์แล้ว