เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 7 ขวางหูขวางตาก็ไสหัวไปซะ

Chapter 7 ขวางหูขวางตาก็ไสหัวไปซะ

Chapter 7 ขวางหูขวางตาก็ไสหัวไปซะ


“เจ้าไม่เคยได้ยินข่าวรึไง? เจ้าสำนักไปเที่ยวหอนางโลม ถูกเจ้าหน้าที่ทางการจับขังคุก จากนั้นก็พยายามแหกคุกจนถูกตัดหัว เหตุเกิดเมื่อครั้งการชุมนุมรับศิษย์ร้อยสำนักครั้งที่แล้วนี่เอง!”

“ไม่ได้ยินเลย แล้วยังเหลือเจ้าสำนักอีกรึ?”

“สมองมีปัญหารึไง ไม่ได้ยินหรือไง เขาบอกว่าเป็น เจ้าสำนักรุ่นสอง แต่คาดไม่ถึงเลยว่าจะมีพลังบ่มเพราะเพียงเปิดชีพจรขั้นสาม.”

“เปิดชีพจร ดูเหมือนว่ารุ่นสองจะไม่ได้รับสมบัติตกทอดจากเจ้าสำนักรุ่นแรก เพียงแค่เปิดชีพจรขั้นที่สาม ไม่คิดเลยว่าจะหาญกล้าเปิดสำนักต่ออีก?”

จุนซ่างเซียวที่ยืนเด่นอยู่ด้านหน้าประตูเมือง โดยไม่สนสายตาและคำพูดของคนรอบ ๆ เลยแม้แต่น้อย.

แน่นอน คำพูดของคนเหล่านั้นเต็มไปด้วยการดูแคลนและเสียงหัวเราะ.

เจ้าสำนักของสำนักไท่กู่เจิ้งคนก่อน ดูเหมือนว่าจะมีชื่อเสียงเล็กน้อย กลายเป็นคนที่ถูกพูดถึงในร้านน้ำชาและสถานที่ชุมนุมต่าง ๆ เป็นอย่างมาก และแน่นอนว่าเป็นการพูดถึงในอีกด้านเป็นชื่อเสียงด้านลบอย่างไม่ต้องสงสัย.

จุนซ่างเซียว เดินไปตามถนนของเมืองชิงหยาง มีคนมากมายที่พูดคุยนินทาต่อหน้าเขา เหยียดหยันตัวเขาไม่หยุด ทำให้จุนซ่างเซียวรู้สึกเศร้าขึ้นมาเช่นกัน.

แม้นว่าเขาจะเป็นเจ้าสำนัก ทว่ากับถูกปฏิบัติไม่ต่างกับเศษขยะที่เหม็นโฉ่ว ผู้คนต่างดูแคลนและเหยียดหยันแสดงท่าทางรังเกียจต่อเขาไม่หยุด.

ไม่ได้การ ไม่ได้การแล้ว.

กับชื่อเสียงเหม็นโฉ่วเช่นนี้ การจะเฟ้นหาเหล่าผู้มีพรสวรรค์เข้าสำนักแทบเป็นไปไม่ได้ เส้นทางสร้างสำนักของเขาเต็มไปด้วยขวากหนามจริง ๆ.

แม้นว่าเขาจะมีระบบช่วย ทว่าเขาก็ถูกผูกมัดด้วยระเบิดเวลา กับเส้นตายที่ถูกกำหนดไว้แล้ว เป็นอะไรที่น่าอนาถ หากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ เส้นทางที่รออยู่ มีแต่ความตายเท่านั้น.

ลู่เชียนเชียนที่เอ่ยด้านข้าง “เจ้าสำนัก ท่านยังต้องการเข้าร่วมรับศิษย์ร้อยสำนักต่อไปอีกหรือไม่?”

สตรีผู้นี้.

ไม่คิดที่จะปลอบใจเยียวยาจิตใจของเปิ่นจั้วเลยอย่างงั้นรึ?

“ฟู่!”

จุนซ่างเซียวที่ถอนหายใจยาว กล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม “วางใจได้ เปิ่นจั้วต่อให้คลื่นใหญ่ลมแรง ก็หาได้ยอมแพ้ง่าย ๆ.”

“คลื่นใหญ่ลมแรงอย่างงั้นรึ?”

ลู่เชียนเชียนที่เบ้ปากกล่าวออกมาเบา ๆ “ดูเหมือนว่าตั้งแต่เด็กจนโต จะไม่เคยแม้แต่ออกมาจากหมู่บ้านชิงหยางเลยสินะ.”

ฮึ ฮึ ฮึ.

เหล่าจื่อมีความเป็นตายรออยู่ เพียงแค่คลื่นใหญ่ลมแรงมีอะไรต้องกลัวกัน?

จุนซ่างเซียวที่ไม่สนใจคำติฉินนินทา ที่ดังขึ้นเป็นระยะ ๆ เดินหน้ามุ่งตรงไปยังทิศตะวันตกของเมือง เพื่อไปยังสถานที่ชุมนุมร้อยสำนัก.

ตลอดเส้นทาง.

มีผู้คนมากมายที่กล่าวดูถูกตามหลังไม่หยุด.

คำดูแคลนล้อเลียนหาได้มีผลใด ๆ จุนซ่างเซียวยังคงเชิดหน้า ก้าวไปบนเส้นทางอย่างภาคภูมิ.

ก้าวเดินราวกับว่าเป็นวีรบุรุษที่ได้รับความดีความชอบ.

สำหรับผู้มาจากต่างโลก เขาย่อมมีใบหน้าที่หนากว่าคนปรกติ.

หากเป็นจุนซ่างเซียวคนก่อน หรือคนที่มีความภาคภูมิใจในตัวเอง กับคำพูดถากถาง ดูถูกดูแคลนเหล่านี้ คงกลายเป็นบ้าหรือพ่นโลหิตออกมาแล้ว.

ลู่เชียนเชียนที่ก้าวตามห่าง ๆ จ้องมองด้านหลังเจ้าสำนักที่ดูสุขุมต่อหน้าผู้คนมากมาย กำลังล้อเลียนถากถางไม่หยุด พร้อมกับคิดอยู่ในใจ “ยังทนได้อีกรึ?”

คาดไม่ถึงเลยว่าจะยังทนได้.

เพราะนางคิดว่าจุนซ่างเซียว สามารถใช้กำลัง เพื่อปิดปากหลายคนให้ปิดปากได้.

ฝากไว้ก่อน!

ต้องมีสักวัน ข้าจะให้พวกเจ้าพูดถึงสำนักไท่กู่เจิ้ง ด้วยสายตาเคารพเทิดทูนอย่างสมบูรณ์!

ด้วยภารกิจหลักที่ระบบมอบให้ หากมัวแต่รับฟังสนใจคำพูดเยาะเย้ยถากถางเช่นนี้ จะสำเร็จได้อย่างไร!

เรื่องในอดีตเขาต้องปล่อยมันผ่านไป ตอนนี้เพิ่งจะเริ่มต้น ยังมีเรื่องที่หนักหนายิ่งกว่านี้รออยู่.

......

เมืองชิงหยางนั้นมีขนาดใหญ่มาก.

เพียงแค่พื้นที่ทิศตะวันตก สถานที่ใช้เป็นพื้นที่ชุมนุมรับศิษย์ก็มีสำนักนับร้อยมารวมกัน ย่อมกว้างขวางไม่ธรรมดาอยู่แล้ว.

จุนซ่างเซียนที่นำลู่เชียนเชียนก้าวเดินไปยังพื้นที่ดังกล่าว เขากวาดสายตาจับจ้องมองไปยังพื้นที่โล่งมีซุ้มชั่วคราวของสำนักยุทธ์มากมายมาตั้งเอาไว้ และที่ด้านหน้าก็มีป้ายสำนักแขวนอยู่.

สำนักดาบใหญ่!

กลุ่มมังกรทอง!

ป้อมปราการจิงหยิงซาน!

สำนักมังกรคำราม......

ป้ายสำนักที่ดูระยิบระยับเด่นสะดุดตา เพียงแค่มองก็ทำให้ตาพล่ามัวแล้ว.

มีบางซุ้มมีผู้เยาว์ชายหญิง ที่มาพร้อมกับพ่อแม่ ญาติหรือเพื่อน เขาไปสอบถามรายระเอียดสำนักไม่หยุดหย่อน.

รายระเอียดคร่าว ๆ-

สำนักเป็นอย่างไร?

มีสมาชิกเท่าไหร่?

มีวิชาบ่มเพราะระดับใหน?

พลังบ่มเพาะถือเป็นส่วนสำคัญ ที่จะเป็นการกำหนดอนาคตว่า จะทำให้พวกเขาก้าวไปถึงระดับไหนนั่นเอง.

จากการเฝ้ามองและสังเกตเหตุการณ์ จุนซ่างเซียวถึงกับส่ายหน้า ลอบคิดในใจ “งานชุมนุมรับศิษย์ร้อยสำนัก? ดูไม่ต่างจากนิทรรศการหางานเลย!”

“เจ้าสำนัก.”

ลู่เชียนเชียนที่กล่าวเสียงเบา “พวกเราจะต้องหาพื้นที่วาง ตั้งซุ้ม และโต๊ะรับสมัคร เพื่อให้คนเข้ามาสอบถาม.”

ในเมื่อมาแล้ว ยังไงก็ต้องไปให้ถึงที่สุด.

จุนซ่างเซียวกวาดตามองรอบ ๆ ก่อนที่จะชี้ไปยังพื้นที่ว่างแห่งหนึ่ง “ที่นั่นไม่เลว.”

ลู่เชียนเชียนที่มองตาม คิ้วของนางที่ขมวดเล็กน้อย “ด้านซ้ายเป็นสำนักดาบใหญ่กองกำลังระดับแปด ด้านขวาเป็นสำนักพยัคฆ์คำรามกองกำลังระดับแปดเช่นกัน ท่านคิดที่จะตั้งตรงกลางขวางทางหน้าซุ้มพวกเขาเลยรึ?”

จุนซ่างเซียวกล่าวตอบ “สองสำนัก ในเมื่อเป็นกองกำลังลำดับแปด พวกเขาย่อมสร้างความสนใจต่อสายตาผู้คนมากมาย การที่พวกเราไปอยู่ตรงกลางย่อมมีคนจับจ้องมองด้วยเช่นกัน.”

ลู่เชียนเชียนที่ครุ่นคิดเล็กน้อยพร้อมกับกล่าวออกมาว่า “มีเหตุผล.”

“ไป.”

จุนซ่างเซียว “ตั้งซุ่มที่ด้านหน้านี้ล่ะ.”

จุนซ่างเซียวนำลู่เชียนเชียน ไปยังที่ว่างที่ประกบด้วยกองกำลังระดับแปดสองสำนัก ก่อนที่จะนำผ้ากระโจม ออกมาสร้างเป็นซุ้มขนาดเล็กขึ้น.

งานชุมนุมรับศิษย์ร้อยสำนักนั้นเกิดขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นวันฝนตกแดดออก ไม่มีการเลื่อน ทำให้กระโจมของหลายสำนักนั้นหรูหราคงทนไม่ธรรมดา.

ยกตัวอย่างกระโจมของสำนักดาบยักษ์ด้านซ้ายและกระโจมของสำนักพยัคฆ์คำรามด้านขวา.

สองสำนักนับว่ามีความแข็งแกร่งอยู่เล็กน้อย ซุ้มของพวกเขา ต้องบอกว่าหรูหราใหญ่โต จนแทบจะบอกว่าฟุ่มเฟือยเกินจริงไปแล้ว.

สำนักไท่กู่เจิ้งที่นำซุ้มแบบหยาบ ๆ ไปตั้งระหว่างกลางยิ่งเกิดการเปรียบเทียบ ทำให้ซุ้มของจุนซ่างเซียวกากขยะอย่างรุนแรง.

อย่างไรก็ตาม.

นี่คือสิ่งที่เขาต้องการ.

ซุ่มของสองสำนักที่หรูหรา เมื่อมีซุ่มกาก ๆ เหมือนรังนกปรากฏขึ้นตรงกลาง ย่อมทำให้ง่าย กลายเป็นจุดสนใจมากขึ้นทันที.

เป็นการอาศัยสำนักอื่นสร้างความสนใจขึ้นมานั่นเอง.

กล่าวได้ว่าจุนซ่างเซียวใช้การเกาะคนอื่นเพื่อสร้างความสนใจก็คงไม่ผิดนัก.

หลังจากนั้นไม่นานคนของสำนักดาบใหญ่พูดคุยกันเสร็จ ขณะออกมาจากกระโจมถึงกับต้องอุทานเสียงดัง “เป็นสำนักใหนกันที่ไม่ดูตาม้าตาเรือ กล้ามาตั้งซุ้มขวางทางสำนักดาบใหญ่ของข้ากัน?”

คนของสำนักพยัคฆ์คำรามเองก็เห็นแล้วเช่นกัน.

ศิษย์คนหนึ่งของสำนักที่สบถเสียงดัง “มารดามันเถอะ กล้ามาตั้งซุ้มขวางหน้าทางเข้าสำนักพยัคฆ์คำราม หาญกล้าเกินไป ไปกินดีหมีมาจากใหนกัน?”

ประจวบเหมาะกับ จุนซ่างเซียวที่นำป้ายสำนักออกมาแขวน.

หลังจากที่พวกเขามองเห็นป้าย “สำนักไท่กู่เจิ้ง” ใบหน้าของทั้งสองสำนักถึงกับเผยท่าทางเหยียดหยันดูแคลนขึ้นมาทันที.

“เพ่ย.”

ศิษย์ของสำนักพยัคฆ์คำรามถึงกับคำรามลั่น “เป็นสำนักที่เจ้าสำนักไปเที่ยวหอนางโลมแล้วถูกจับนี่เอง กล้ามากที่มาตั้งซุ้มหน้าสำนักพยัคฆ์คำรามของข้า หน้าด้านไร้ยางอาย!”

“ถุยยยย!”

จวีซีสำนักดาบใหญ่ได้ชี้นิ้วไปยังจุนซ่างเซียว กล่าวออกมาด้วยความเดือดดาล “ที่นี่คือเขตแดนของสำนักดาบใหญ่ รีบเก็บซุ้มกาก ๆ แล้วไสหัวไปให้พ้นซะ.”

(執事 Zhíshì  ความหมายคือ หัวหน้าผู้รับผิดชอบ)

ทั้งสองสำนักไม่เห็นสำนักไท่กู่เจิ้งอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย ต้องไม่ลืมว่ากองกำลังระดับเก้าและแปดนั้น มีความต่างชั้นกันอยู่ไม่น้อย.

ลู่เชียนเชียนที่เอ่ยกล่าวออกมาอย่างนุ่มนวล “สถานที่งานรับศิษย์ร้อยสำนัก ถูกจัดโดยเจ้าเมืองชิงหยาง กลายเป็นเขตแดนของสำนักเล็ก ๆ ระดับแปดตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”

จุนซ่างเซียวถึงกับพูดไม่ออก.

สำนักระดับแปดขนาดเล็ก ลิ้นของนางช่างรุนแรงยิ่งนัก.

ส่วนเขาที่เป็นสำนักระดับเก้า นี่ไม่กลายเป็นขยะหรอกรึ? นี่มันเป็นการตีวัวกระทบคราด ด่าเขาไปด้วยหรือไม่?!

ได้ยินว่า สำนักเล็ก ๆ ระดับแปด คำพูดดังกล่าวทำให้จวีซีสำนักดาบใหญ่โกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที หากแต่ไม่มีคำพูดอะไรจะโต้เถียง.

ไม่ผิด.

ตำแหน่งสถานที่แห่งนี้ถูกจัดเตรียมโดยเจ้าเมืองชิงหยาง.

พวกเขาเป็นเพียงสำนักระดับแปด แม้แต่สำนักระดับเจ็ดก็ยังไม่กล้า เอ่ยว่าเป็นพื้นที่ของตัวเอง.

ศิษย์สำนักพยัคฆ์คำรามเวลานี้โกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมาก เพราะคำพูดของลู่เชียนเชียน ที่เอ่ยกล่าวว่าสำนักลำดับแปดเล็ก ๆ นั่นได้หมายรวมถึงสำนักพวกเขาด้วยนั่นเอง.

จุนซ่างเซียวที่ก้าวเดินออกมาและเอ่ยกล่าวออกไปว่า “งานรับศิษย์ร้อยสำนักกำลังเริ่มขึ้นแล้ว ข้าเองก็เป็นหนึ่งในร้อยสำนัก ควรถือว่าเป็นสหายของทุกท่าน ไม่เห็นจำเป็นต้องโกรธเกรี้ยวขนาดนั้นเลย.”

“หากเจ้าสำนักหวังยังอยู่ พวกข้า ก็อาจจะให้เกียรติในฐานะหนึ่งในร้อยสำนัก แต่ว่า....เวลานี้พวกเจ้าถึงกับกล้าดูแคลนจวีซีสำนักดาบใหญ่ มันเป็นคนละเรื่องกัน!”

“ใช่แล้ว.”

ศิษย์สำนักพยัคฆ์คำรามคนหนึ่งที่เอ่ยกล่าวเสียงดัง “ศิษย์ของสำนักไท่กู่เจิ้งได้จัดงานเลี้ยงส่ง สลายสำนักกันไปแล้ว สำนักของพวกเจ้าเองก็ล่มสลายหายไปแล้ว คิดจะมาเล่นสนุกอะไรในเมืองชิงหยางกัน.”

จุนซ่างเซียวที่ใบหน้าเปลี่ยนสีไปเหมือนกัน การถูกดูแคลนจากคนทั่วไปตลอดเส้นทาง เขาสามารถทนได้ ต้องไม่ลืมว่ามันเป็นเรื่องปรกติของโลก ทว่าเขาไม่สามารถทนได้กับการที่สองสำนักรุมด่าว่า ไม่มีสำนักของเขาเวลานี้ได้อีก.

“ทั้งสอง.”

เขาที่สีจมูกไปมา ก่อนที่จะกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม “เปิ่นจั้วต้องการที่จะตั้งซุ้มที่นี่ในวันนี้ หากทุกคนเห็นแล้วไม่สบายใจ ขวางหูขวางตา สามารถเก็บซุ้มของตัวเองแล้วไสหัวไปซะ.”

จบบทที่ Chapter 7 ขวางหูขวางตาก็ไสหัวไปซะ

คัดลอกลิงก์แล้ว