- หน้าแรก
- ข้าคือประมุขตระกูลเซียน
- บทที่ 150 - ความกังวลของเจ้าสำนักเถี่ย
บทที่ 150 - ความกังวลของเจ้าสำนักเถี่ย
บทที่ 150 - ความกังวลของเจ้าสำนักเถี่ย
บทที่ 150 - ความกังวลของเจ้าสำนักเถี่ย
ศักราชตงจี๋ลี่ ปีที่ 2299 วันที่หนึ่ง เดือนสาม
เรือรบของหอรั่วซวีได้ล่องลอยอยู่กลางทะเลมานานถึงยี่สิบสี่วันแล้ว เหลือระยะทางอีกเพียงครึ่งเดียวกว่าๆ ก็จะถึงเกาะเมฆาสุญตา ขอเพียงอีกครึ่งเดือนก็จะสามารถไปถึงจุดหมายปลายทางได้แล้ว
ภายในห้องโดยสารสำหรับแขกผู้มีเกียรติหมายเลขสาม หลี่ชิงเซียวกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ กายอัสนีเทวะในทะเลจิตวิญญาณมีขนาดเพียงหนึ่งนิ้วกว่าๆ เท่านั้น ดูภายนอกค่อนข้างจะเล็กกะทัดรัดอยู่บ้าง แต่กายเทวะที่แผ่คลื่นพลังวิญญาณอัสนีอันแข็งแกร่งออกมาจางๆ กลับทำให้สีหน้ายินดีบนใบหน้าของหลี่ชิงเซียวมิอาจปิดบังไว้ได้
นับตั้งแต่ที่สามารถรวมกายเทวะได้เมื่อครึ่งปีก่อน ตันเถียนของเขาก็ได้แปรเปลี่ยนเป็นทะเลคลั่งอัสนีโดยสมบูรณ์แล้ว และอัสนีพิฆาตมารที่เคยมีอยู่ก่อนหน้านี้ก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก บัดนี้ยิ่งไปกว่านั้น ทุกการกระทำขอเพียงแค่โคจรพลังวิญญาณ ก็จะแผ่เสียงอัสนีครืนครั่นออกมาจางๆ อย่าว่าแต่อสูรระดับสร้างรากฐานเหล่านั้นเลย แม้แต่ผู้ฝึกตนทั่วไปหากต้องมาต่อกรกับเขา ก็ย่อมต้องอ่อนด้อยลงไปถึงสามส่วนโดยธรรมชาติ
คัมภีร์อัสนีเทวะ ราวกับถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ
การถือกำเนิดขึ้นของกายอัสนีเทวะ ยิ่งทำให้เขาสามารถใช้กายเทวะดูดซับพลังปราณฟ้าดินได้ตลอดเวลาทุกชั่วยาม บำรุงเลี้ยงทะเลอัสนีในตันเถียนของเขาไม่หยุดยั้ง ความเร็วในการบ่มเพาะเพียรยิ่งรวดเร็วกว่าแต่ก่อนอยู่มากโข
ขอบเขตทะเลอัสนีในตันเถียนเหลืออีกเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดก็จะถึงหกลี้แล้ว หลี่ชิงเซียวคาดการณ์ว่าคงมิต้องรอจนถึงเกาะผลึกต้นกำเนิด ก็น่าจะสามารถทะลวงสู่ระดับสร้างรากฐานขั้นที่หกได้แล้ว
แต่ก่อนที่จะถึงตอนนั้น ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องทำ
หลี่ชิงเซียวหยิบแหวนมิติสีเขียวมรกตวงหนึ่งออกมาจากอก ค่อยๆ ใช้จิตวิญญาณเปิดแหวนมิติออก ภายในพื้นที่เก็บของขนาดกว้างร้อยจ้าง เต็มไปด้วยวัตถุดิบจนแน่นขนัด ทันใดนั้นก็ทำให้เขาละลานตาไปหมด เมื่อมองเห็นวัตถุดิบเหล่านี้จนชัดเจนแล้ว แม้แต่เสียงลมหายใจก็ยังหนักหน่วงขึ้นมาหลายส่วน
ร่ำรวยแล้ว ร่ำรวยแล้ว!
ไป่กุ้ยอวิ๋นสมแล้วที่เป็นถึงผู้นำตระกูลไป่ ภายในแหวนมิติแทบจะรวบรวมวัตถุดิบในการบ่มเพาะเพียรไว้จนหมดสิ้น ประเภทก็ครบครัน แม้กระทั่งคัมภีร์ก็ยังมีอยู่ไม่น้อย
ศิลาวิญญาณ:
ชั้นเลิศ 2,100 ก้อน, ชั้นสูง 54,000 ก้อน, ชั้นกลาง 5,200,000 ก้อน
ยันต์:
ยันต์โล่ทองคำระดับสาม สองแผ่น, ยันต์ระดับสอง สองร้อยกว่าแผ่น
อาวุธวิเศษ:
อาวุธวิเศษชั้นเลิศ สิบแปดชิ้น, อาวุธวิเศษรูปทรงกระบี่มีมากที่สุดเกินกว่าครึ่ง, ประเภทอื่นๆ มีอยู่แปดชิ้น
ต่อไปก็คือโอสถวิญญาณที่เป็นก้อนใหญ่ที่สุด ดวงตาของหลี่ชิงเซียวแทบจะถลนออกมานอกเบ้า จ้องมองไปยังพื้นที่ขนาดใหญ่ส่วนสุดท้ายในแหวนมิติ
โอสถรวมปราณ: หนึ่งหมื่นสองพันเม็ด
โอสถรวมวิญญาณ: เก้าร้อยสามสิบเม็ด
โอสถสร้างรากฐาน: สี่สิบสามเม็ด
“นี่เพียงแค่โอสถวิญญาณ ก็มีมูลค่าทะลุร้อยล้านแล้ว!”
หลี่ชิงเซียวอุทานออกมาคำหนึ่ง นี่ยังไม่ได้นับรวมโอสถเทพหยวนอีกร้อยกว่าเม็ดที่เขาได้มาจากในตำหนักถ้ำฉางหมิง นั่นมันล้ำค่ายิ่งกว่าของเหล่านี้เสียอีก
ตามหลักเหตุผลแล้ว ผู้นำตระกูลพกพาทรัพย์สินติดตัวไว้มากหน่อยก็นับเป็นเรื่องปกติ แต่ส่วนใหญ่ย่อมต้องเก็บไว้ที่ตระกูลอยู่แล้ว แต่ในแหวนมิติของผู้นำตระกูลไป่เพียงผู้เดียวกลับมีของมากมายถึงเพียงนี้ ก็พอจะจินตนาการได้ว่าตระกูลไป่ที่สืบทอดกันมานานถึงสามร้อยกว่าปีนั้น จะร่ำรวยมั่งคั่งถึงเพียงใด!
ทรัพย์สมบัติเหล่านี้ หากนำไปให้ตระกูลในตอนนี้ใช้ เกรงว่าคงจะใช้ได้นานหลายสิบปีก็คงจะเกือบหมดแล้ว แน่นอนว่าที่สำคัญก็ยังคงต้องดูที่ความเร็วในการเติบโตของพลังฝีมือ
สุดท้ายก็มามองดูที่คัมภีร์อีกร้อยกว่าเล่มนั้น แทบทั้งหมดล้วนเป็นคัมภีร์สืบทอดของตระกูลระดับสร้างรากฐาน คาดว่าก็คงจะเป็นของที่รวบรวมมาจากตระกูลเล็กๆ ที่ต้องพ่ายแพ้ในเงื้อมมือของตระกูลไป่ตลอดหลายปีมานี้
《คัมภีร์แท้จริงวารีพิสุทธิ์ตระกูลไป่》
คัมภีร์เล่มนี้ หลี่ชิงเซียวเพียงแค่พลิกเปิดดูคร่าวๆ บนใบหน้าก็พลันปรากฏรอยยิ้มเย็นชาออกมาวูบหนึ่ง
คัมภีร์แท้จริงวารีพิสุทธิ์ตระกูลไป่อันใดกัน ถอดแบบมาจาก 《เคล็ดวิชาวารีลึกล้ำ》 ไม่ผิดเพี้ยน ไป่ไฉเซวียนผู้นี้ก็ช่างหน้าด้านไร้ยางอายเสียจริง คิดว่าเปลี่ยนชื่อแล้วก็จะกลายเป็นคัมภีร์สืบทอดของตระกูลไป่ไปได้หรือ
การที่ได้รับทรัพย์สมบัติก้อนโตมาโดยไม่คาดคิดเช่นนี้ ทำให้ในใจของหลี่ชิงเซียวตื่นเต้นยินดี ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้เขามีความเข้าใจที่ชัดเจนเพียงพอต่อพลังของตระกูลเก่าแก่ระดับแก่นทองคำบนเกาะแห่งนี้แล้ว
แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!
เมื่อเทียบกับเกาะทรายครามที่ตระกูลหลี่ถือกำเนิดขึ้นมา แม้กระทั่งทั้งสี่เกาะแดนใต้ พลังของตระกูลไป่ ก็ยังคงแข็งแกร่งเกินไปอยู่ดี
เพียงแค่ปรมาจารย์ระดับแก่นทองคำก็มีถึงสี่คน ยิ่งมีปรมาจารย์วารีพิสุทธิ์ที่สามารถต่อกรกับอสูรผู้ยิ่งใหญ่ระดับแก่นทองคำช่วงกลางถึงสองตนได้เพียงลำพัง
เพียงแค่ผู้นำตระกูลผู้หนึ่ง ที่มิใช่พลังต่อสู้ระดับสูงสุดของตระกูล บนร่างก็ยังสามารถมีทรัพย์สมบัติมากมายถึงเพียงนี้ได้
น่าเสียดาย ที่สุดท้ายก็ยังคงเป็นเพราะปัญหาด้านพลังฝีมือ จึงได้ถูกเขาใช้หุ่นเชิดระดับแก่นทองคำสังหารไป
พูดถึงที่สุดแล้ว พลังฝีมือก็ยังคงเป็นที่หนึ่งอยู่ดี!
หลังจากที่หลี่ชิงเซียวอุทานออกมาคำหนึ่งแล้ว ก็ไม่ได้ครุ่นคิดอันใดอีก รอจนรับเจ้าหนูทั้งเจ็ดคนของอวิ๋นกุยแล้ว ก็จะไปเกาะผลึกต้นกำเนิดก่อน สุดท้ายก็เหลือเวลาอีกเพียงครึ่งเดือน หลี่ชิงเซียวก็ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการบ่มเพาะเพียร อย่างไรเสียตอนนี้โอสถรวมวิญญาณก็มีเหลือเฟือแล้ว ต่อให้ต้องใช้เวลาขับพิษโอสถออกไป หลี่ชิงเซียวทุกห้าวันก็จะสามารถใช้โอสถรวมวิญญาณได้หนึ่งเม็ด นี่ในบรรดาผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐาน ก็นับว่าผิดปกติอย่างยิ่งยวดแล้ว
เดิมทีก็ยังทำได้เพียงทุกสิบวันกลืนกินได้หนึ่งเม็ด แต่หลังจากที่เปลี่ยนมาบ่มเพาะเพียรคัมภีร์แท้จริงแล้ว ทะเลคลั่งอัสนีของเขาก็แทบจะมิอาจมีพิษใดๆ มาทำอันตรายได้แล้ว แม้แต่พิษโอสถก็เพียงแค่ต้องใช้เวลาเล็กน้อย ก็จะสามารถหลอมรวมมันในร่างกายได้อย่างสมบูรณ์แล้ว
“เร่งรัดเวลาบ่มเพาะเพียรเถิด! พลังฝีมือแข็งแกร่งขึ้นอีกสักนิด ไปถึงเกาะผลึกต้นกำเนิด ความมั่นใจก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นอีกสักนิด”
หลังจากที่ครุ่นคิดในใจคำหนึ่งแล้ว หลี่ชิงเซียวก็พลันนั่งขัดสมาธิหลับตาลงโดยตรง เริ่มทำการบ่มเพาะเพียรในค่ายกลรวมวิญญาณระดับหนึ่งที่ตนเองจัดเตรียมไว้
เรือรบยังคงล่องลอยอยู่กลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลราวกับเรือบดใบหนึ่ง มุ่งหน้าต่อไปยังเกาะเมฆาสุญตาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้อย่างรวดเร็ว
………………
ศักราชตงจี๋ลี่ ปีที่ 2299 วันที่เก้า เดือนสาม
ทิศตะวันออกของตลาดเมฆาสุญตาห่างออกไปร้อยกว่าลี้ มีสถานที่เล็กๆ แห่งหนึ่งนามว่า ชุมนุมร้อยใบไม้ ชุมนุมไปด้วยคนธรรมดานับสิบกว่าล้านคน มีขุมกำลังฝึกปราณขนาดเล็กอยู่สามแห่ง ได้แก่ นิกายเมฆาครามเจ้าถิ่น, นิกายภูผาเหล็ก, และยังมีชุมนุมวายุอสูรที่เพิ่งจะมาถึงได้สามปี
นอกจากผู้พิทักษ์ประจำถิ่น เฉินซวี่ ที่ตระกูลจางส่งมาประจำการแล้ว คนธรรมดานับสิบกว่าล้านในชุมนุมร้อยใบไม้แห่งนี้ โดยพื้นฐานแล้วก็ล้วนอยู่ภายใต้การปกครองของขุมกำลังขนาดเล็กทั้งสามนี้
แต่ว่านิกายเมฆาคราม นับตั้งแต่ที่เจ้าสำนัก หลี่ชิงซือ ตายไป คนในสำนักก็ทยอยจากไปจนกระจัดกระจาย เหลือเพียงศิษย์สายตรงเจ็ดคนเท่านั้นที่ยังคงอยู่ ไม่เพียงแต่จะไม่รับศิษย์เพิ่ม ทั้งยังแทบจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการทางโลกในชุมนุมร้อยใบไม้อีกแล้ว บทบาทก็นับวันยิ่งอ่อนแอลงไปทุกที นิกายภูผาเหล็กกลับก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นขุมกำลังอันดับหนึ่งของเจ้าถิ่นแทนที่
เพียงแต่ความรุ่งโรจน์ของนิกายภูผาเหล็ก กลับต้องมลายหายไปในพริบตาหลังจากการมาถึงของชุมนุมวายุอสูรเมื่อสามปีก่อน
หัวหน้าชุมนุมวายุอสูรนามว่า หลูโสวง เมื่อสามปีก่อนได้นำพาศิษย์ผู้ฝึกตนสิบสามคนมาตั้งรกรากอยู่ที่ชุมนุมร้อยใบไม้ อาศัยพลังบ่มเพาะระดับฝึกปราณขั้นที่แปดขีดสุด แย่งชิงรายได้จากอุตสาหกรรมที่เกือบจะครอบครองครึ่งหนึ่งของสำนักไปจากเงื้อมมือของนิกายภูผาเหล็กจนได้ ทั้งยังคอยกดขี่นิกายภูผาเหล็กไม่หยุดยั้ง
แม้กระทั่งยังอาศัยพลังบ่มเพาะของตนเอง บางครั้งก็ยังกล้าที่จะหักหน้าผู้พิทักษ์ประจำถิ่น เฉินซวี่ ท่วงท่าการกระทำเผด็จการ สร้างชื่อเสียง (ในทางที่ไม่ดี) ในชุมนุมร้อยใบไม้ได้ในชั่วพริบตา
หลูโสวงก็สมกับชื่อของตนเองแปลว่า ยิ่งใหญ่, กล้าหาญ มีปณิธานอันยิ่งใหญ่ ประกาศก้องว่าชุมนุมวายุอสูรอีกไม่เกินห้าปี จะต้องไปลงทะเบียนกับผู้พิทักษ์ประจำถิ่นเพื่อเลื่อนขั้นเป็นขุมกำลังระดับสามให้จงได้
ฐานที่มั่นของชุมนุมวายุอสูรตั้งอยู่บริเวณใจกลางของชุมนุมร้อยใบไม้ อยู่ติดกับผู้พิทักษ์ประจำถิ่น เฉินซวี่ ก็พอจะมองเห็นได้ถึงปณิธานของมันแล้ว
ในยามนี้ หลูโสวงกำลังนั่งขัดสมาธิบ่มเพาะเพียรอยู่บนตำแหน่งหัวหน้าชุมนุม รอบกายห่อหุ้มไปด้วยแสงสีทองจางๆ ชั้นหนึ่ง ด้านหลังมีอาวุธวิเศษดาบยาวสีทองส้มอร่ามเล่มหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่เป็นที่น่าจับตามอง
“หัวหน้าชุมนุม สืบได้แล้ว เถี่ยซานเมื่อหลายวันก่อนได้ไปที่นิกายเมฆาครามมา ดูเหมือนว่าจะเป็นไปตามหาเจ้าสำนักของนิกายเมฆาครามผู้นั้น!”
“นิกายเมฆาคราม?”
ในดวงตาของหลูโสวงฉายแววงุนงงออกมาวูบหนึ่ง เขามาอยู่ที่ชุมนุมร้อยใบไม้สามปีแล้ว ก็ไม่เคยได้ยินชื่อนิกายเมฆาครามอันใดมาก่อน
ผู้ใต้บังคับบัญชาผู้นั้นสีหน้าก็ค่อนข้างแปลกประหลาดอยู่บ้าง กล่าวว่า:
“ตอนแรกข้าเองก็ไม่รู้จักนิกายเมฆาครามนี้เช่นกัน ภายหลังไปได้ยินคนธรรมดาระดับก่อกำเนิดเบื้องล่างพูดถึงจึงได้รู้มา นิกายเมฆาครามนี้เมื่อร้อยปีก่อนก็เคยเป็นขุมกำลังระดับสามเช่นกัน น่าเสียดายที่หลังจากบรรพชนเฒ่าผู้ก่อตั้งสำนักตายไป สำนักก็พลันไร้ผู้สืบทอดมาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อหลายปีก่อนที่เจ้าสำนัก หลี่ชิงซือ ผู้ฝึกตนระดับฝึกปราณช่วงกลางเพียงคนเดียวผู้นี้ตายไป สำนักก็แทบจะสลายไปแล้ว เหลือเพียงศิษย์สายตรงเจ็ดคนของเขากลับยังคงดื้อรั้นประคับประคองกันอยู่ แทบจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับผู้คนในชุมนุมร้อยใบไม้เลยแม้แต่น้อย!”
หลังจากที่หลูโสวงฟังจบ บนใบหน้าก็ไม่ได้ปรากฏสีหน้าอันใดออกมา กลับเป็นเอ่ยถามขึ้นมาเป็นประโยคแรก:
“ศิษย์สายตรงทั้งเจ็ดคนนั้นล้วนมีพลังบ่มเพาะเท่าใด?”
“เจ้าหนูที่เพิ่งจะรับตำแหน่งเจ้าสำนักต่อจากพวกเขาผู้นั้นนามว่า หลี่อวิ๋นกุย พลังบ่มเพาะสูงสุดแล้ว ดูเหมือนว่าจะเพิ่งจะอยู่ระดับฝึกปราณขั้นที่สอง!”
เมื่อได้ยินมาถึงตรงนี้ ในดวงตาของหลูโสวงจึงได้เผยแววดูแคลนออกมาวูบหนึ่ง
“เถี่ยซานเจ้าขยะผู้นี้ ก็คงจะถูกพวกเราบีบคั้นจนหมดหนทางแล้วจริงๆ กลับไปหาคนเหล่านี้มาช่วย ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า...”
หลูโสวงกล่าวจบก็พลันหัวเราะออกมาเสียงดัง จากนั้นในดวงตาก็พลันฉายแววเผด็จการออกมาวูบหนึ่ง ออกคำสั่ง:
“เจ้าไปสั่งการศิษย์ในสำนัก ให้ไล่ตามจับคนของนิกายภูผาเหล็กนอกชุมนุมร้อยใบไม้ต่อไป ขอเพียงพวกมันกล้าออกไปล่าสัตว์ ก็จงสังหารให้สิ้น ข้าต้องการให้นิกายภูผาเหล็กไสหัวออกไปจากชุมนุมร้อยใบไม้”
ผู้ใต้บังคับบัญชาผู้นั้นเมื่อได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า จากนั้นก็เอ่ยถามขึ้นอีกประโยคหนึ่ง
“นิกายเมฆาครามผู้นั้นจะทำอย่างไรหรือ?”
หลูโสวงแค่นเสียงเย็นชาออกมาคำหนึ่ง กล่าวว่า:
“ไร้ซึ่งพลังฝีมือ แม้แต่ทุนที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปก็ยังไม่มี รีบไปแจ้งคำสั่งของข้าทันที สั่งให้นิกายเมฆาครามย้ายออกไปจากชุมนุมร้อยใบไม้ภายในสามวัน มิเช่นนั้นหลังจากนิกายภูผาเหล็กแล้ว ก็จะถึงตาพวกมัน”
“ผู้ใต้บังคับบัญชารับคำสั่ง!”
เรื่องที่ต้องไปแจ้งคำสั่งอย่างวางอำนาจถึงหน้าประตูเช่นนี้ ผู้ใต้บังคับบัญชาย่อมชื่นชอบที่จะทำที่สุดแล้ว
ประกอบกับถึงแม้ว่าเขาจะมีพลังบ่มเพาะเพียงระดับฝึกปราณขั้นที่สี่ แต่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของนิกายเมฆาครามผู้นั้นก็เพิ่งจะอยู่ระดับฝึกปราณขั้นที่สองมิใช่หรือ เขานำคำสั่งของหัวหน้าชุมนุมไป ข่มขู่สักสองสามคำ ฉวยโอกาสกรรโชกทรัพย์มาสักหน่อยหรือจะไม่น่ายินดีเล่า!
ทางฝั่งของนิกายเมฆาคราม หลู่หมิงกำลังส่งเถี่ยซาน เจ้าสำนักนิกายภูผาเหล็ก ที่มีใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล ออกไปนอกประตูด้วยท่าทีที่เป็นมิตร
“เจ้าสำนักเถี่ย ต้องขออภัยโดยแท้จริง! นิกายเมฆาคราม นับตั้งแต่ที่ท่านอาจารย์ของข้าล่วงลับไป ก็มิได้ยุ่งเกี่ยวกับกิจการใดๆ ในชุมนุมร้อยใบไม้อีกเลย ชุมนุมวายุอสูรนี้กระทำการเผด็จการ ข้าเองก็เคยได้ยินมาบ้าง เพียงแต่เรื่องนี้ท้ายที่สุดแล้วก็ยังคงมิใช่เรื่องที่พวกเราจะไปยุ่งเกี่ยวได้”
เถี่ยซานแม้จะมีพลังบ่มเพาะระดับฝึกปราณขั้นที่หก แต่ก็อายุเกือบร้อยปีแล้ว ผมเผ้าขาวโพลน ดูภายนอกค่อนข้างจะน่าสงสารอยู่บ้าง ในยามนี้สีหน้าบนใบหน้าก็เต็มไปด้วยการอ้อนวอน ยังคงไม่ยอมตัดใจ กล่าวว่า:
“สหายยุทธ์น้อยหลู่ เช่นนี้เถิด ให้ข้าได้พบกับหลานอวิ๋นกุยสักหน่อยเถิด ข้ากับบิดาของเขา หลี่ชิงซือ มีมิตรภาพเก่าก่อนต่อกัน ข้าเชื่อว่าหลานอวิ๋นกุยจะต้องไม่ทนดูอยู่เฉยโดยไม่ช่วยเป็นแน่!”
หลู่หมิงเมื่อได้ยินดังนั้น ในใจก็พลันแค่นเสียงดูแคลนออกมา หลี่ชิงซือก็คือท่านอาจารย์ของเขา นิกายภูผาเหล็กฉวยโอกาสตอนที่หลี่ชิงซือตายไปแล้วเหยียบย่ำซ้ำเติม เขาก็ได้เห็นมากับตาตนเอง
บัดนี้เถี่ยซานที่อยู่ตรงหน้า เพื่อที่จะขอความช่วยเหลือ ก็ช่างกล้าพูดได้ทุกคำโดยแท้จริง คิดว่าเขา หลู่หมิง จำความไม่ได้หรืออย่างไร ทันใดนั้นก็ส่ายหน้า ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย กล่าวว่า:
“เจ้าสำนักกับศิษย์น้องอีกหลายคนกำลังปิดด่านบ่มเพาะเพียรอยู่ หากมิใช่เพราะคนรับใช้มาแจ้ง ข้าก็คงจะไม่ออกจากการปิดด่านมาต้อนรับเจ้าสำนักเถี่ยหรอก ตัวข้าต่ำต้อย เจ้าสำนักเถี่ยจะมารบกวนสักเล็กน้อยก็มิเป็นไร แต่หากไปรบกวนการบ่มเพาะเพียรของเจ้าสำนักคงจะไม่ดีนัก เจ้าสำนักเถี่ยเชิญกลับไปช้าๆ เถิด ผู้น้อยเองก็ต้องไปปิดด่านบ่มเพาะเพียรแล้ว”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่ตั้งใจจะส่งแขกถึงเพียงนี้ ในใจของเถี่ยซานก็พลันเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง รู้ดีแก่ใจว่าเป็นเพราะเมื่อครั้งกระนั้นตนเองทำเกินไปแล้ว มิเช่นนั้นเด็กหนุ่มเหล่านี้ก็คงจะไม่ทำกับเขาถึงเพียงนี้
ที่สำคัญก็คือหลูโสวงแห่งชุมนุมวายุอสูร บีบคั้นนิกายภูผาเหล็กมากเกินไปจริงๆ เมื่อเห็นว่าอุตสาหกรรมในชุมนุมร้อยใบไม้ของนิกายภูผาเหล็กถูกแย่งชิงไปกว่าครึ่งแล้ว ในใจของเถี่ยซานไฉนจะไม่ร้อนรนได้
เดิมทีเขาก็ยังไม่ได้นึกถึงนิกายเมฆาคราม ยังคงเป็นผู้พิทักษ์ประจำถิ่น เฉินซวี่ ที่เห็นแก่ที่เขาคอยเอาอกเอาใจมานานหลายปี จึงได้ชี้ทางสว่างให้เขาเส้นหนึ่ง บอกเขาว่าหากนิกายเมฆาครามยินดีจะช่วยเขา ชุมนุมวายุอสูรก็มิใช่ปัญหาอันใด
เถี่ยซานพลันตกตะลึงในทันที นิกายเมฆาครามที่ตกต่ำมานานนับร้อยปีนี้ ยังจะมีไพ่ตายอันใดหลงเหลืออยู่อีกหรือ?
เขาต้องใช้ศิลาวิญญาณก้อนโตไปติดสินบนเฉินซวี่อีกครั้ง ตาเฒ่าผู้นี้จึงได้ยอมบอกเขา
เจ้าสำนักนิกายเมฆาคราม หลี่อวิ๋นกุย มีอาผู้หนึ่ง เป็นถึงผู้ฝึกตนผู้ยิ่งใหญ่ระดับสร้างรากฐาน
ในยามนั้น เถี่ยซานตกตะลึงจนพูดไม่ออกไปเลยแม้แต่คำเดียว โดยไม่รู้ตัวยังเอ่ยถามออกไปอีกประโยคหนึ่ง “อาแท้ๆ?”
รอจนกระทั่งเฉินซวี่มิใช่แค่พยักหน้า ทั้งยังบอกเขาอีกว่าเมื่อปี 2295 นิกายเมฆาล่องที่ชุมชนวารีคราม ก็คือผู้ที่ถูกอาของหลี่อวิ๋นกุยสังหารล้างสำนักไปในกระบี่เดียว หลังจากนั้น เถี่ยซานก็แทบจะยืนไม่ติดเก้าอี้
ปฏิกิริยาแรกของเขา มิใช่ว่ามีความหวังที่จะได้รับความช่วยเหลือ!
กลับเป็นความหวาดกลัว
ในยามที่หลี่อวิ๋นกุย บิดาของหลี่ชิงซือตายไป เขาก็ได้เหยียบย่ำซ้ำเติมนิกายเมฆาครามไปไม่น้อย
หลังจากนั้น ทุกเดือนเขาก็จะต้องส่งของขวัญมูลค่านับร้อยศิลาวิญญาณไปให้นิกายเมฆาคราม หวังว่าจะสามารถปรับปรุงความสัมพันธ์กับนิกายเมฆาครามให้ดีขึ้นได้
น่าเสียดายที่ หลี่อวิ๋นกุยกลับไม่เคยรับมันไว้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ทุกเดือนล้วนถูกส่งกลับคืนมา จนกระทั่งเมื่อเดือนที่แล้ว ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอันใด หลู่หมิงกลับเดินทางมาที่ประตูด้วยตนเอง บอกเขาว่า ไม่ต้องส่งมาอีกแล้ว เรื่องในอดีตถือว่าแล้วกันไป เถี่ยซานจึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกได้ในที่สุด
ได้คืบ ก็จะเอาศอก!
นิกายเมฆาครามไม่คิดจะถือสาหาความกับเขาแล้ว เช่นนั้นเรื่องของชุมนุมวายุอสูรนี้ จะพอจะอ้อนวอนขอให้พวกเขาช่วยสะสางให้ได้หรือไม่เล่า!
เถี่ยซานไม่สงสัยในความสามารถของนิกายเมฆาครามแม้แต่น้อย แม้กระทั่งยังมิต้องให้หลี่อวิ๋นกุยอาผู้นั้นต้องลงมือ ขอเพียงแค่แสดงท่าทีออกมา ชุมนุมวายุอสูรก็ย่อมต้องไม่กล้าที่จะโอหังถึงเพียงนี้อีกต่อไป
แต่ในวันนี้ หลู่หมิงดูภายนอกแม้จะเกรงอกเกรงใจ แต่ก็ปฏิเสธเขาอย่างเด็ดขาดที่นอกประตู
ทำให้ความหวังสุดท้ายในใจของเขาก็พลันมอดดับลงไปด้วย
เถี่ยซานที่ตกต่ำทำได้เพียงกลับไปยังนิกายภูผาเหล็กอย่างห่อเหี่ยว แต่ก็ยังคิดหามาตรการรับมืออื่นใดออกมาไม่ได้ สุดท้ายแม้กระทั่งยังเริ่มครุ่นคิดขึ้นมาว่า หรือว่าจะถอนนิกายภูผาเหล็กออกจากชุมนุมร้อยใบไม้ไปเสียเลยดีหรือไม่
เพียงแต่การตัดสินใจนี้ ไฉนเลยจะทำได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น นิกายภูผาเหล็กดำเนินกิจการอยู่ที่ชุมนุมร้อยใบไม้มานานกว่าร้อยปีแล้ว ไฉนเลยจะเป็นเขาที่พูดว่าจะไป ศิษย์ในสำนักก็จะยอมตามไปด้วย
เมื่อคิดได้ถึงข้อนี้ ในใจก็ยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก เถี่ยซานยกถ้วยชาขึ้นมาเตรียมจะดื่มหนึ่งอึก เพื่อสะกดกลั้นความอัดอั้นในใจ
ในขณะนั้นเอง ศิษย์ในสำนักผู้หนึ่งก็พลันพุ่งพรวดเข้ามา
“เจ้าสำนัก ชุมนุมวายุอสูร หลูโสวง... หลูโสวงส่งคนไปที่หน้าประตูนิกายเมฆาคราม แจ้งคำสั่งให้นิกายเมฆาครามต้องย้ายออกจากชุมนุมร้อยใบไม้ภายในสามวัน มิเช่นนั้นจุดจบก็จะเหมือนกับนิกายภูผาเหล็กของพวกเรา ท่าทีโอหังอย่างยิ่ง”
ถ้วยชาในมือของเถี่ยซานพลันร่วงหล่นลงสู่พื้น ส่งเสียงดังออกมาอย่างคมชัด ใบหน้าที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยความอัดอั้น ทันใดนั้นก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความยินดีอย่างบ้าคลั่ง
“สถานการณ์เป็นอย่างไร! หลี่อวิ๋นกุยออกมาแล้ว?”
“ยังเลยขอรับ เป็นหลู่หมิงที่ออกมารับหน้า ศิษย์ที่ไปแจ้งคำสั่งผู้นั้นคือหลานชายของหลูโสวง หลูเจิ้น ถูกหลู่หมิงซัดจนหนีกระเจิงไปแล้ว ตะโกนโหวกเหวกโวยวายว่าจะกลับไปรายงานหัวหน้าชุมนุม สังหารล้างนิกายเมฆาครามให้สิ้น!”
สีหน้าบนใบหน้าของเถี่ยซานพลันแข็งค้างไปอีกสามวินาที จากนั้นก็พลันระเบิดเสียงหัวเราะที่สะใจออกมาอย่างเต็มที่ ความมืดครึ้มบนใบหน้าที่สะสมมานานกว่าสามปีพลันมลายหายไปจนหมดสิ้น เสียงดังมากจนแทบจะทำให้ศิษย์ในสำนักอีกสี่สิบกว่าคน รวมทั้งคนรับใช้อีกสองสามร้อยคนของนิกายภูผาเหล็กได้ยินกันจนหมดสิ้น
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า... สวรรค์ช่วยข้าโดยแท้จริง สวรรค์ช่วยข้าโดยแท้จริง! หลูโสวงผู้นี้มีหลานชายที่ดีจริงๆ หลานชายที่ดีจริงๆ!”