- หน้าแรก
- ข้าคือประมุขตระกูลเซียน
- บทที่ 120 - หลี่อวิ๋นเย่า
บทที่ 120 - หลี่อวิ๋นเย่า
บทที่ 120 - หลี่อวิ๋นเย่า
บทที่ 120 - หลี่อวิ๋นเย่า
เมื่อตระกูลได้ขยายเขตตระกูลภูเขาหยกสวรรค์ให้ยิ่งมายิ่งใหญ่โตมากขึ้น บวกกับอสูรระดับสร้างรากฐานในภูเขาล้วนถูกพี่หมีจับไปแลกสุราวิญญาณดื่มจนหมดสิ้นแล้ว ภูเขาหยกสวรรค์ในรัศมีสองร้อยลี้ โดยพื้นฐานแล้วก็มิได้มีสถานที่อันตรายใดๆ หลงเหลืออยู่อีกแล้ว
ในยามนี้ เด็กน้อยเจ็ดคนกลุ่มหนึ่งกำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างระมัดระวังอยู่ท่ามกลางภูเขา แม้จะเป็นเพียงเด็กน้อยอายุเก้าขวบ ทว่าในรูม่านตากลับเต็มไปด้วยความระมัดระวังที่คนในวัยเดียวกันมิได้มีอยู่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กชายและเด็กหญิงที่นำอยู่ด้านหน้าสุดทั้งสองคน โลหิตทั่วร่างแข็งแกร่งองอาจ เด็กชายยิ่งในดวงตาทั้งสองมักจะสาดประกายอันเฉียบแหลมออกมาเป็นระยะๆ พร้อมกับการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติภายในป่า คอยสังเกตการณ์โดยรอบอย่างละเอียดลออ ตักเตือนคนอื่นๆ ว่าอย่าได้หลุดออกจากขบวน เห็นได้ชัดว่าเป็นแกนหลักของกลุ่ม
ภายในภูเขาหยกสวรรค์แม้จะมีต้นไม้ชนิดอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาอยู่บ้าง ทว่าก็ยังคงมีป่าไผ่เป็นหลักอยู่เช่นเดิม ใบไผ่ล้วนขึ้นอยู่ด้านบน ดังนั้นทัศนวิสัยบนพื้นดินแม้จะไม่ชัดเจนนัก ทว่าก็ยังนับว่ากว้างขวางอยู่
ทันใดนั้น เงาสีเขียวยาวสายหนึ่ง ก็พลันพุ่งผ่านด้านหลังของคนทั้งเจ็ดไปอย่างรวดเร็ว คนทั้งสองที่อยู่ด้านหน้าสุดพลันหันศีรษะกลับไปในทันที ทว่ากลับมองเห็นได้เพียงแค่เงาสีเขียวที่หลงเหลืออยู่เพียงแค่สายหนึ่งเท่านั้น
"อวิ๋นจู๋ เห็นหรือไม่?"
แตกต่างจากท่าทีที่ระมัดระวังจริงจังของหลี่อวิ๋นเย่า เฉินอวิ๋นจู๋กลับมีสีหน้าเบื่อหน่าย กลอกตาใส่มองบนไปทีหนึ่ง พลางกล่าว: "คนตาบอดก็ยังมองเห็นเลย เป็นอสูรประเภทงูระดับก่อกำเนิดขั้นต้นตัวหนึ่ง!"
พวกเขาเจ็ดคนที่มาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ ก็เป็นเพราะว่าต้องทำภารกิจที่อาจารย์ผู้สอนในสำนักศึกษาเมฆาครามมอบหมายให้จนสำเร็จ
ล่าอสูรระดับก่อกำเนิดหนึ่งตัว!
เฉินอวิ๋นจู๋แม้นจะเป็นผู้กลับชาติมาเกิดใหม่ ทว่าจิตวิญญาณกลับยังคงหลงเหลืออยู่ส่วนหนึ่ง อสูรระดับก่อกำเนิดนั้นในสายตาของทุกคนความเร็วรวดเร็วยิ่งนัก ทว่าในการรับรู้ของนาง กลับมิได้มีความแตกต่างอันใดไปจากการคลานของหอยทากเลย
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาทั้งเจ็ดคนนับตั้งแต่ที่ย่างเท้าเข้าสู่เขตชั้นในของภูเขาหยกสวรรค์เมื่อตอนเช้า ที่ด้านหลังราวร้อยกว่าเมตร ก็มีผู้ฝึกตนระดับฝึกปราณคนหนึ่งคอยติดตามอยู่ตลอดเวลา เฉินอวิ๋นจู๋เพียงแค่คาดเดาก็ทราบได้ในทันทีว่าเป็นคนที่ในสำนักศึกษาเมฆาครามส่งมาเพื่อคุ้มครองพวกเขา เป็นเช่นนี้แล้วนางก็ยิ่งมิได้ใส่ใจต่อภารกิจในครั้งนี้แล้ว
เมื่อมองดูเจ้าหนูหลี่อวิ๋นเย่าที่เอาจริงเอาจัง คอยค้นหาร่องรอยของอสูรงูระดับก่อกำเนิดนั้นอยู่ที่ด้านหลัง เฉินอวิ๋นจู๋ในใจก็ทั้งรู้สึกโกรธทั้งรู้สึกขบขัน
ที่รู้สึกขบขันก็เป็นเพราะว่ายามปกติหลี่อวิ๋นเย่าอยู่ที่ในสำนักก็มักจะเป็นเช่นนี้อยู่เสมอ อันใดก็ล้วนต้องแย่งชิงเป็นที่หนึ่ง ช่างเป็นเจ้าเด็กที่ยังมิสิ้นกลิ่นน้ำนมโดยแท้
ส่วนเหตุผลที่โกรธเขานั้น ก็ค่อนข้างที่จะเอ่ยปากออกมาได้ยากอยู่บ้าง
สามปีผ่านไปแล้ว ในรุ่น 'อวิ๋น' ของสำนักศึกษาเมฆาคราม การแข่งขันกันระหว่างนางกับหลี่อวิ๋นเย่า ถึงกับพ่ายแพ้มากกว่าได้รับชัยชนะ นี่ก็ทำให้นางสงสัยอยู่พักหนึ่งว่าผู้ที่กลับชาติมาเกิดใหม่เช่นนางผู้นี้เป็นของปลอมหรือไร
"อยู่ทางนั้น!" ห่างออกไปสิบกว่าเมตร หลี่อวิ๋นเย่าจ้องมองเงาสีเขียวสายหนึ่งที่โผล่ออกมาจากในปากถ้ำบนเนินเขาเล็กๆ พลางตะโกนออกมาเสียงดังลั่นคราหนึ่ง ทุกคนพลันพากันไปรวมตัวกันอยู่ที่นั่นในทันที
หลี่อวิ๋นเย่าในยามนี้ได้หยิบกระบี่ไม้เล่มเล็กยาวสองฉื่อที่ทำขึ้นเป็นพิเศษเล่มหนึ่งออกมาแล้ว นั่นก็คือเล่มที่ท่านลุงห้าหลี่ชิงฮั่นนำกลับมาในอดีต มอบให้แก่เขาเล่มนั้น
"อวิ๋นจู๋ เจ้าพาพวกเขาห้าคนเฝ้าอยู่ที่ปากถ้ำ ข้าจะเข้าไปไล่มันออกมาเอง!"
หลี่อวิ๋นเย่าในฐานะที่เป็นพี่ศิษย์ใหญ่ในรุ่น 'อวิ๋น' ย่อมต้องรับภารกิจที่อันตรายที่สุดมาเป็นของตนเองอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ให้คนอื่นๆ คอยให้ความช่วยเหลือ
ยามปกติเขาในสายตาของทุกคนก็เป็นผู้ที่คำพูดมีน้ำหนักอยู่แล้ว อีกห้าคนนั้นก็มีเพียงแค่พลังบำเพ็ญตบะระดับกำเนิดเท่านั้น ย่อมมิได้คัดค้านอันใด ต่างก็พากันพยักหน้าตอบรับ
เฉินอวิ๋นจู๋แค่นเสียงออกมาทางจมูก มองไปยังเงาสีเขียวในถ้ำอย่างรังเกียจแวบหนึ่ง โบกไม้โบกมือตอบรับ
นางคือท่านหญิงผู้สูงศักดิ์ งานที่ทั้งสกปรกทั้งเหนื่อยยากเช่นนี้ก็จงปล่อยให้เจ้าหนูโง่ผู้นี้ไปทำเถิด!
หลี่อวิ๋นเย่าในสำนักศึกษาเมฆาครามสามปี พลังบำเพ็ญตบะทั่วร่างก็ได้บรรลุถึงระดับก่อกำเนิดขั้นต้นขั้นสูงสุดแล้ว พละกำลังทะลุสามพันกว่าจิน
เมื่อเห็นทุกคนตอบรับแล้ว ก็รีบกวัดแกว่งกระบี่สั้นในมือ พุ่งเข้าใส่เงาสีเขียวในถ้ำอย่างรุนแรงในทันที
งูเขียวตัวนั้นมีความยาวราวแปดถึงเก้าจ้าง ลำตัวหนาราวกับถังไม้ โลหิตทั่วร่างควบแน่นเป็นอย่างยิ่ง เห็นได้ชัดว่าก็เป็นอสูรระดับก่อกำเนิดที่มิอาจจะดูแคลนได้ตัวหนึ่งเช่นกัน ภายในถ้ำที่มืดสลัว รูม่านตาพลันสาดประกายอันเย็นเยียบออกมาวูบหนึ่ง หางงูพลันสะบัดเข้าใส่หลี่อวิ๋นเย่าที่พุ่งเข้ามายังปากถ้ำอย่างรุนแรง
ในขณะที่แสงอันเย็นเยียบสาดประกายออกมา หลี่อวิ๋นเย่าก็ได้สังเกตเห็นนานแล้ว กระบี่สั้นในมือพลันปักลงไปเบื้องหน้า เมื่อเห็นหางขนาดมหึมานั้นสะบัดเข้ามา ก็มิได้หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ออกแรงไปที่ขาทั้งสองข้าง ฝ่าเท้าพลันจมลงไปในพื้นดินลึกหนึ่งชุ่นในทันที เห็นได้ชัดว่าคิดจะอาศัยแรงปะทะเพื่อต้านทานอย่างสุดกำลัง
ปัง
เสียงดังสนั่นคราหนึ่ง หางงูสะบัดลงไปบนพื้นดินทุบจนเกิดเป็นรอยยุบยาวสี่ห้าเมตรขึ้นมาเส้นหนึ่ง ก็พอจะเห็นได้ถึงอานุภาพของมันแล้ว ทว่าหลี่อวิ๋นเย่าที่อยู่ด้านหน้าสุด กลับมิได้ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกันกระบี่สั้นทั้งเล่ม กลับแทงทะลุเข้าไปในหางงูจนหมดสิ้น
หลังจากนั้นในทันที ในแววตาของหลี่อวิ๋นเย่าก็พลันฉายแววตื่นเต้นยินดีออกมา เขาเพิ่งจะทะลวงไปถึงระดับก่อกำเนิดได้มินาน โลหิตในตันเถียนยังมิได้ชักนำให้ไหลเวียนได้คล่องแคล่วดีนัก การโจมตีของอสูรที่อยู่ตรงหน้านี้ ถึงกับสามารถที่จะเร่งการไหลเวียนโลหิตของเขาได้
หลี่อวิ๋นเย่าสองมือพลันออกแรงอย่างรุนแรง ฉีกกระบี่ไม้ที่แทงทะลุเข้าไปนั้นไปตามลำตัวงูอย่างรุนแรงในทันที ร่างกายของอสูรระดับก่อกำเนิดนี้ ภายใต้คมกระบี่สั้นที่ท่านลุงห้ามอบให้แก่เขา ถึงกับเปราะบางราวกับกระดาษ
ในคราวนี้เอง สัญชาตญาณอันดุร้ายในแววตาของงูเขียวตัวนั้นจึงได้มอดดับลงอย่างแท้จริงแล้ว ความเจ็บปวดที่ได้รับพลันทำให้มันส่งเสียงร้องคำรามออกมาในทันที จ้องมองหลี่อวิ๋นเย่าที่ตัวเล็กกว่ามันมากถึงเพียงนั้น ทว่าพละกำลังกลับน่าสะพรึงกลัวอย่างน่าตกใจ ในรูม่านตาพลันมิได้มีจิตสังหารหลงเหลืออยู่อีกแล้ว!
อันที่จริงแล้วอสูรระดับก่อกำเนิดเหล่านี้ล้วนเป็นอาจารย์ผู้สอนในสำนักศึกษาเมฆาครามที่ไปจับมาจากรอบๆ เมืองป่ามรกตตามลำดับ ทั้งยังได้แบ่งแยกพื้นที่ตามขอบเขตไว้เป็นอย่างดีแล้ว เพื่อใช้ในการฝึกฝนศิษย์โดยเฉพาะ
อสูรงูเขียวตัวนี้เห็นได้ชัดว่าก็คือการจัดเตรียมไว้เป็นพิเศษที่นี่ โดยอ้างอิงตามพลังบำเพ็ญตบะของเด็กเหล่านี้
งูเขียวพุ่งหนีไปยังด้านนอกถ้ำอย่างบ้าคลั่ง ทว่าด้านนอกกลับมีคนหกคนยืนรอคอยมันอยู่นานแล้ว เฉินอวิ๋นจู๋ก็ได้หยิบกระบี่สั้นสีครามเล่มหนึ่งออกมาเช่นกัน โลหิตทั่วร่างระเบิดออก มิได้ด้อยไปกว่าหลี่อวิ๋นเย่าเลยแม้แต่น้อย นำพาคนอีกห้าคนที่เหลือสกัดกั้นเส้นทางหนีของงูเขียวไว้
งูเขียวบิดลำตัวอย่างบ้าคลั่ง บาดแผลที่หลี่อวิ๋นเย่าสร้างไว้ทำให้มันเจ็บปวดอย่างรุนแรงมิหยุด ทว่าก็มิอาจที่จะหลบหนีไปจากการพันธนาการของคนทั้งหกได้ กลับยิ่งมายิ่งบ้าคลั่งมากขึ้น
ในยามนี้เอง หลี่อวิ๋นเย่าในถ้ำก็ฉวยโอกาสกระโดดออกมา กระโดดขึ้นไปสูงสี่ห้าเมตร กระโดดขึ้นไปอยู่บนศีรษะของงูเขียวโดยตรง สองขาหนีบไปที่โหนกคิ้วของมัน ใช้พละกำลังทั้งหมดของร่างกาย แทงกระบี่สั้นในมือทะลุผ่านศีรษะของมันเข้าไปโดยตรง
ในท้ายที่สุดงูเขียวก็กระตุกอยู่สองสามครา ในที่สุดก็สูญเสียสติไป ร่างกายทอดตัวลงไปบนพื้นดินอย่างหมดเรี่ยวแรง
"พี่ศิษย์ใหญ่อวิ๋นเย่าเก่งกาจยิ่งนัก"
"พี่ศิษย์ใหญ่แข็งแกร่งมาก"
"สมกับที่เป็นผู้ที่ไปถึงระดับก่อกำเนิดได้เร็วที่สุด พี่ศิษย์ใหญ่อวิ๋นเย่าเก่งกาจจริงๆ!"
เมื่อได้ยินวาจาชื่นชมที่แฝงไว้ด้วยประกายตาวิบวับของเด็กน้อยห้าคนที่อยู่ด้านล่างนั้น หลี่อวิ๋นเย่ากลับมิได้มีปฏิกิริยาอันใด เขาคุ้นชินกับมันหมดแล้ว ในทางกลับกันกลับหันศีรษะไปจ้องมองเฉินอวิ๋นจู๋ที่อยู่ข้างๆ ที่มีสีหน้ารังเกียจ พลางหัวเราะฮี่ฮี่
"อวิ๋นจู๋ คราวนี้ก็ถูกข้าแย่งชิงไปได้ก่อนอีกแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า"
"อวดดีอันใดกัน ก็แค่สัตว์ป่าระดับก่อกำเนิดตัวหนึ่ง แม้แต่อสูรก็ยังมิอาจเรียกได้ ท่านหญิงผู้นี้จงใจปล่อยให้เจ้าต่างหาก!" เมื่อครู่เฉินอวิ๋นจู๋ก็ได้พยายามที่จะสังหารงูเขียวก่อนแล้ว ทว่าน่าเสียดายที่กำลังความแข็งแกร่งยังคงขาดไปเล็กน้อย บวกกับยังมีศิษย์น้องอีกห้าคนที่กล่าวว่ามาช่วย ทว่ากลับต้องให้นางคอยแบ่งสมาธิไปดูแล จึงได้ทำให้หลี่อวิ๋นเย่าแย่งชิงไปได้ก่อนอีกแล้ว
ทว่าคิดจะให้นางยอมรับว่ามิสู้หลี่อวิ๋นเย่า นั่นย่อมเป็นไปมิได้ ทำอะไรมิได้ ก็ได้แต่กล่าววาจาปากแข็งแก้ต่างไปสองสามประโยค
ทันใดนั้น สีหน้าของเฉินอวิ๋นจู๋ก็พลันเคลื่อนไหว จิตวิญญาณสัมผัสได้ว่าที่ด้านหลังราวหนึ่งลี้ มีกลิ่นอายสายหนึ่งกำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว
มิถูกต้อง มิใช่อาจารย์ผู้สอนในสำนักศึกษาเมฆาคราม!
เมื่อสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายสายหนึ่งที่รับรู้ได้เมื่อตอนเช้าที่อยู่ด้านหลังมิได้เคลื่อนไหว เฉินอวิ๋นจู๋ก็พลันขมวดคิ้วขึ้นมาในทันที รู้ได้ว่าคนที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้มิใช่อาจารย์ผู้สอน
"เจี๋ยๆๆๆๆ สัตว์เลี้ยงของข้า!"
ทุกคนกำลังปลาบปลื้มยินดีกันอยู่ พลันมีเสียงที่น่าสะพรึงกลัวและแหลมเสียดหูดังขึ้นมาจากฟากฟ้าในทันที พลันเงยหน้าขึ้นไปมอง
ร่างที่หลังค่อมร่างหนึ่งที่ถูกคลุมไว้ด้วยชุดคลุมสีดำทั้งร่าง กำลังเหยียบอยู่บนกระบี่บินเล่มหนึ่ง ยืนอยู่เหนือศีรษะของพวกเขาขึ้นไปราวสิบกว่าเมตร
เหินกระบี่บิน!
ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานผู้ยิ่งใหญ่
เฉินอวิ๋นจู๋กับหลี่อวิ๋นเย่าสองคนสบตากัน ในแววตาพลันเคร่งขรึมเป็นอย่างยิ่ง
งูเขียวตัวนี้ คือสัตว์เลี้ยงของอีกฝ่าย พวกเขาก่อเรื่องแล้ว?
หลี่อวิ๋นเย่าสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองสามครา สะกดกลั้นความหวาดกลัวในใจไว้ ก้าวหยัดออกไปข้างหน้า โค้งกายคารวะอย่างสุภาพ: "ท่านผู้อาวุโสผู้นี้ พวกเราคือศิษย์สถานศึกษาเมฆาครามตระกูลหลี่แห่งภูเขาหยกสวรรค์ เท่าที่ข้าทราบมา ภูเขาหยกสวรรค์ทั้งหมดล้วนเป็นเขตตระกูลหลี่ของข้า งูเขียวของท่านผู้อาวุโสไฉนถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้?"
คำพูดนี้มีเหตุมีผลอยู่บ้าง ราวกับทำให้คนชุดคลุมสีดำผู้นั้นรู้สึกจนคำพูดอยู่บ้าง ในชั่วขณะหนึ่งมิได้เอ่ยคำใดออกมา หลี่อวิ๋นเย่าในแววตาพลันยินดีขึ้นมาในทันที คิดว่ามีหนทางแล้ว กำลังเตรียมที่จะกล่าววาจาต่อไป
พลังกดดันอันแข็งแกร่งสายหนึ่งพลันแผ่ออกมาจากร่างของคนชุดคลุมสีดำผู้นั้นในทันที หลี่อวิ๋นเย่าที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดเพียงแค่รู้สึกว่ามีแรงกดดันอันหนักอึ้งถาโถมเข้ามา ทั้งร่างแทบที่จะถูกกดจนล้มลงไป
"ข้าจะไปจะมาที่ใดได้อย่างอิสระ ยังจะต้องอธิบายให้เจ้าฟังอีก งูเขียวตัวนี้เดิมทีก็เป็นข้าที่ฝากไว้ในภูเขาเมื่อสามวันก่อน วันนี้บังเอิญกลับมาเพื่อที่จะพามันจากไป มิคาดว่าจะต้องมาประสบกับเคราะห์ร้ายด้วยน้ำมือของเจ้าเด็กน้อยเช่นพวกเจ้าไปเสียแล้ว พูดมาเถิด! คิดจะชดใช้เช่นไร!"
คำพูดของคนชุดคลุมสีดำ พลันทำให้ในใจของหลี่อวิ๋นเย่าเข้าใจได้ในทันที นี่มิใช่คนที่จะมาเจรจาด้วยเหตุผลอันใดแล้ว
หันกลับไปอีกครั้งก็ตระหนักได้ถึงความไร้เดียงสาของตนเอง เขามีกำลังความแข็งแกร่งอันใดที่จะไปเจรจาด้วยเหตุผลกับอีกฝ่ายได้!
เมื่อจ้องมองเฉินอวิ๋นจู๋กับศิษย์น้องอีกห้าคนที่อยู่ข้างๆ หลี่อวิ๋นเย่าก็กัดฟันแน่น ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้น จึงได้กล่าว: "ท่านผู้อาวุโส เช่นนั้นแล้วก็เอาเช่นนี้เถิด! ท่านจงปล่อยศิษย์น้องทั้งหกคนของข้ากลับไป ต้องการค่าชดเชยเท่าใด ให้พวกเขากลับไปแจ้งข่าว ข้าจะอยู่ที่ข้างกายท่านผู้อาวุโส รอคอยให้คนในตระกูลมาไถ่ตัวข้ากลับไป เป็นเช่นไร?"
"เจ้าตัวเล็กนี่ก็ฉลาดอยู่บ้าง! หากคนในตระกูลของเจ้ามาแล้ว ไฉนเลยจะยังยอมให้ข้าจากไปได้อย่างปลอดภัย เจ้าเขียวถูกเจ้าสังหารแล้ว เช่นนั้นเจ้าก็จงมาเป็นสัตว์เลี้ยงอยู่ข้างกายข้าแทนเจ้าเขียวเถิด!"
ทุกคนล้วนมิคาดคิดว่า หลังจากที่ผู้ฝึกตนชุดคลุมสีดำผู้นั้นกล่าวจบ โบกมือใหญ่คราหนึ่ง ก็ม้วนนำหลี่อวิ๋นเย่าบนพื้นดินขึ้นมาในทันที พาขึ้นไปบนกระบี่บินแล้วเหินจากไปทางส่วนลึกของภูเขาหยกสวรรค์ในทันที
"พี่ศิษย์ใหญ่ถูกจับตัวไปแล้ว!"
"พี่ศิษย์พี่อวิ๋นจู๋ ทำเช่นไรดี?"
สีหน้าของเฉินอวิ๋นจู๋พลันน่าเกลียดอยู่บ้างในทันที นางกับหลี่อวิ๋นเย่าเป็นศิษย์ร่วมสำนักกันมาสามปี มิต้องกล่าวว่าโดยพื้นฐานแล้วก็มีความรู้สึกผูกพันกันอยู่บ้างแล้ว เมื่อครู่ที่อันตรายถึงเพียงนั้น หลี่อวิ๋นเย่าก็ยังคงคิดที่จะให้พวกตนกลับไปก่อน
ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานผู้ยิ่งใหญ่จับตัวไปแล้ว นี่แม้แต่ท่านเจ้าสำนักผู้นั้นก็มิมีหนทางอื่นใดแล้ว คงจะต้องให้คนของตระกูลหลี่ผู้นั้นไปช่วยแล้ว
"ไป กลับไปกับข้า! รีบไปแจ้งให้อาจารย์ผู้สอนทราบ ขอเพียงแค่ทันเวลา คนผู้นั้นก็คงจะยังไปได้ไม่ไกล ยังมีโอกาสที่จะช่วยเขาได้!" เฉินอวิ๋นจู๋ตัดสินใจในทันที นำพาคนทั้งห้า รีบมุ่งหน้าไปยังอาจารย์ผู้สอนที่คอยคุ้มครองพวกเขาอยู่ด้านหลังผู้นั้น
ในขณะเดียวกันในใจก็พลันรู้สึกไร้คำจะกล่าวอยู่บ้าง ตระกูลหลี่นี่ช่างหละหลวมเสียจริง ในเขตตระกูลมีผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานผู้ยิ่งใหญ่บุกรุกเข้ามา ก็มิมีการแจ้งเตือนอันใดเลยแม้แต่น้อย ยังมีอาจารย์ผู้สอนที่คอยคุ้มครองความปลอดภัยให้พวกเขาอีก ก็มิได้ตระหนักเลยแม้แต่น้อย
ในชั่วขณะที่หลี่อวิ๋นเย่าถูกนำพาขึ้นไปบนกระบี่บิน จมูกก็พลันขยับอยู่สองสามครา สูดได้กลิ่นที่คุ้นเคยสายหนึ่งมาจากบนร่างของผู้ฝึกตนชุดคลุมสีดำ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้น ก็พลันนิ่งอึ้งไปในทันที จากนั้นก็จ้องมองเขาด้วยความสงสัยอยู่บ้าง
อีกฝ่ายบินมาตลอดทางจนถึงลานโล่งแห่งหนึ่งในภูเขาหยกสวรรค์ จึงได้เก็บกระบี่บิน หันศีรษะกลับมาจ้องมองเขา
"เจ้าหนู เจ้ามิได้หวาดกลัวหรือ?"
"ท่านลุงรอง ท่านช่างร้ายกาจยิ่งนัก!" ในยามนี้ หลี่อวิ๋นเย่า ก็ได้นึกออกแล้วว่ากลิ่นที่คุ้นเคยนั้นคือผู้ใด พลางกลอกตาใส่มองบนไปทีหนึ่ง
หลี่ชิงเซียวหัวเราะฮี่ฮี่ออกมาเบาๆ สองครา ถอดชุดคลุมสีดำที่คลุมอยู่บนร่างโยนทิ้งไป
ชุดคลุมสีครามสะท้อนเข้ามาในม่านตาของหลี่อวิ๋นเย่า พลันทำให้เขามีสีหน้าตื่นเต้นยินดีขึ้นมาในทันที ในแววตาก็พลันมีน้ำตาคลอขึ้นมาอยู่บ้าง
"ท่านลุงรอง ท่านปิดด่านไปห้าปีเต็มเลยมิใช่หรือ! ในที่สุดท่านก็ออกมาแล้ว ข้าอยู่ที่สำนักศึกษาเมฆาครามมาสามปีแล้ว!"
ในบรรดาผู้อาวุโสสายตรงทั้งเจ็ดคนในตระกูลหลี่ของอวิ๋นเย่า รวมถึงบิดาของตนเองหลี่ชิงเจี๋ย ทว่านับตั้งแต่เล็กจนโต เขากลับมีความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดกับท่านลุงรองหลี่ชิงเซียว
ที่สำคัญก็คือความรักที่หลี่ชิงเซียวแสดงออกมาต่อเขานั้น เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ แล้ว ก็นับว่าลึกซึ้งที่สุด
แม้แต่บิดาของเขา ก็ยังมิอาจทำให้เขารู้สึกได้เท่ากับท่านลุงรองเลย!
นั่นย่อมมิใช่อยู่แล้ว เมื่อตอนอายุเพียงแค่สามสี่ขวบเท่านั้น หลี่ชิงเซียวหลายปีนั้นที่อยู่ในตระกูล พอมีเวลาว่างก็จะพาเขาไป บางครั้งก็ไปตกปลาวิญญาณที่เกาะกลางสระ บางครั้งก็เหินกระบี่บินไปท่องเที่ยวเล่นอยู่เหนือฟากฟ้าภูเขาหยกสวรรค์
เดิมทีบิดากับมารดา ย่อมมิอนุญาตให้เขาที่ยังเล็กถึงเพียงนั้นไปทำเรื่องที่อันตรายเช่นนี้อย่างแน่นอน ทว่าพอท่านลุงรองออกโรง หลี่ชิงเจี๋ยกับจงเหวินเอ๋อร์ก็มิได้คัดค้านอีกต่อไป
บวกกับในตระกูลไม่ว่าจะเป็นท่านตาใหญ่ทั้งสอง หรือว่าเหล่าท่านลุงท่านน้าทั้งหลาย ก็มักจะเล่าเรื่องราวในยามที่ท่านลุงรองยังหนุ่มแน่นที่ได้นำพาตระกูลให้พัฒนาขึ้นมาทีละก้าว ทีละก้าว ให้เขาฟังอยู่เสมอ ทำให้หลี่อวิ๋นเย่าโดยกำเนิดแล้วก็ชื่นชมบูชาเขา
ครั้งล่าสุดที่ได้พบหลี่อวิ๋นเย่า เขายังอายุเพียงแค่สี่ขวบเท่านั้น ทำได้เพียงแค่ให้ตนเองอุ้ม ในยามนี้กลับสูงเกือบจะถึงเอวแล้ว หลี่ชิงเซียวลูบไปที่หน้าผากของเขา ชั่วขณะหนึ่งก็พลันรู้สึกทอดถอนใจอยู่บ้าง
หลี่อวิ๋นเย่าที่ติดเขาถึงเพียงนี้ อันที่จริงแล้วเหตุผลที่ใหญ่ที่สุดก็ยังคงเป็นเพราะบิดาหลี่ชิงเจี๋ย
หลี่ชิงเจี๋ยยิ่งมายิ่งเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านมากขึ้น ความรักที่มีต่อหลี่อวิ๋นเย่าก็มิเคยที่จะแสดงออกมาเลยแม้แต่น้อย นี่จึงได้ทำให้เจ้าตัวน้อยอวิ๋นเย่าคิดว่าบิดามิได้ให้ความสำคัญต่อตนเอง ในทางกลับกันย่อมต้องใกล้ชิดกับหลี่ชิงเซียวผู้เป็นท่านลุงรองมากยิ่งขึ้น
ทว่าความใส่ใจที่หลี่ชิงเจี๋ยมีต่อหลี่อวิ๋นเย่านั้น อาจจะกล่าวได้ว่าเหนือล้ำกว่าของตนเองเสียอีก หลี่ชิงเซียวในใจย่อมรู้ดีอยู่แล้ว
"อวิ๋นเย่า มิเลว เมื่อครู่ลุงรองก็เพียงแค่จงใจทดสอบเจ้าเท่านั้น เผชิญอันตรายมิหวั่นเกรง กล้าที่จะแบกรับภาระ มิได้ทำให้ชื่อเสียงบุตรชายคนโตในรุ่นที่เจ็ดของตระกูลหลี่ต้องเสื่อมเสีย!"
เมื่อได้ยินคำชื่นชมของหลี่ชิงเซียว หลี่อวิ๋นเย่าก็พลันปลาบปลื้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง ความเหนื่อยยากลำบากที่ได้บำเพ็ญเพียรอยู่ที่สำนักศึกษาเมฆาครามตลอดสามปีมานี้ ชั่วขณะหนึ่งก็พลันรู้สึกว่าคุ้มค่าแล้ว!
คนที่เก่งกาจถึงเพียงนั้นอย่างท่านลุงรอง ยังมาเอ่ยปากชมข้าเลย!
หลี่ชิงเซียวเมื่อมองดูท่าทางที่ลำพองใจของเขาก็อดที่จะหัวเราะออกมามิได้
"อวิ๋นเย่า ให้ลุงรองดูรากวิญญาณของเจ้าหน่อย!"
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่ชิงเซียว บนใบหน้าของหลี่อวิ๋นเย่าก็พลันปรากฏแววหยิ่งทะนงขึ้นมาโดยธรรมชาติ พยักหน้า
หลี่ชิงเซียวโคจรพลังวิญญาณออกมาสายหนึ่ง แผ่ขยายไปยังหว่างคิ้วแท่นวิญญาณของเขา ค่อยๆ ชักนำรากวิญญาณของเขาออกมา
มิต้องรอถึงชั่วครู่ รากวิญญาณวารีสีครามยาวเก้าชุ่นก็พลันปรากฏออกมาจากหว่างคิ้วแท่นวิญญาณ หลี่ชิงเซียวพลันมิอาจที่จะปิดบังความประหลาดใจยินดีของตนเองไว้ได้ในทันที
การได้ยินมากับการได้เห็นกับตาตนเอง ก็ยังคงเป็นสองเรื่องที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง!
รากวิญญาณระดับปฐพี รากวิญญาณระดับปฐพีจริงๆ ด้วย!
ในทางกลับกัน หลี่ชิงเซียวสะกดกลั้นสีหน้าที่ประหลาดใจยินดีไว้ได้แล้ว ก็ได้ส่งผ่านพลังวิญญาณสายเล็กๆ แทรกซึมเข้าไปในรากวิญญาณของหลี่อวิ๋นเย่าอีกครั้ง ไอพิษสีดำสายหนึ่งที่เลือนราง ก็พลันถูกพลังวิญญาณสีครามของเขาชักนำออกมา ในแววตาของหลี่ชิงเซียว ก็พลันเต็มไปด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม
พิษสลายวิญญาณที่สืบทอดกันมา แม้แต่ในรากวิญญาณของศิษย์รุ่นที่เจ็ดอย่างหลี่อวิ๋นเย่า ก็ยังมีอยู่!
"ท่านลุงรอง เป็นอันใดไปหรือ? รากวิญญาณของข้ามีปัญหาอันใดหรือไม่?" หลี่อวิ๋นเย่าเมื่อได้เห็นแววตาที่เคร่งขรึมในดวงตาของเขา ก็เอ่ยปากถามไถ่ออกมาด้วยความสงสัยอยู่บ้าง
หลี่ชิงเซียวส่ายหน้า สีหน้าที่เคร่งขรึมสลายหายไป จ้องมองหลี่อวิ๋นเย่า ก็ยังคงรู้สึกว่ามีความจำเป็นที่จะต้องตักเตือนอยู่บ้าง!
"อวิ๋นเย่า สวรรค์ในเมื่อได้ประทานคุณสมบัติที่เหนือกว่าผู้อื่นเช่นนี้ให้แก่เจ้าแล้ว เช่นนั้นเจ้าก็ยิ่งสมควรที่จะต้องไขว่คว้ามันไว้ให้ดี เข้าใจหรือไม่?"
หลี่อวิ๋นเย่าพยักหน้าอย่างหนักแน่น เรื่องเหล่านี้ มิต้องกล่าวถึงท่านลุงรองเลย แม้แต่บิดาของเขาและท่านตาใหญ่ต่างก็เคยกล่าวกับเขาไว้แล้ว เขาก็จดจำไว้ในใจตลอดเวลา มิเช่นนั้นแล้วอยู่ที่สำนักศึกษาเมฆาคราม เขาก็คงจะไม่แย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่าง พยายามจนได้เป็นที่หนึ่งแล้ว!
ท่าทีของหลี่อวิ๋นเย่าตลอดหลายปีมานี้ หลี่ชิงเซียวก็ได้ยินมาจากหลี่ชิงหมิงที่นั่นแล้วเช่นกัน ดังนั้นจึงมิได้กล่าววาจาสั่งสอนอันใดมากนัก
ห่างหายกันไปนานหลายปี หลี่อวิ๋นเย่าก็พันแข้งพันขาหลี่ชิงเซียวให้เหินกระบี่บินพาเขาไปท่องเที่ยวเล่นอยู่นานถึงสองชั่วยามเต็ม จึงจะยอมกลับไปรายงานตัวที่สำนักศึกษาเมฆาคราม
ย่อมมิได้ไปส่งเขากลับไปอย่างโอ้อวดอันใด หลี่ชิงเซียวในยามที่ยังอยู่ห่างจากเขตตระกูลอยู่บ้าง ก็ปล่อยหลี่อวิ๋นเย่าลง ให้เขากลับไปเพียงลำพัง ส่วนทางด้านอาจารย์ผู้สอนนั้น เขาก็ได้ไปทักทายไว้เนิ่นๆ แล้ว อีกฝ่ายจึงได้มิได้ส่งเสียงดังออกมา
หลังจากที่หลี่อวิ๋นเย่าจากไปแล้ว สีหน้าที่เคร่งขรึมในแววตาของหลี่ชิงเซียวก็พลันปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง
พิษสลายวิญญาณมิเพียงแต่จะยับยั้งระดับชั้นของรากวิญญาณเท่านั้น แต่ยังจะส่งผลกระทบต่อการสร้างแก่นทองคำในภายภาคหน้าอีกด้วย รากวิญญาณของหลี่อวิ๋นเย่าที่ถูกยับยั้งไว้ ก็ยังสามารถที่จะไปถึงระดับปฐพีขั้นต่ำได้ เช่นนั้นแล้วคุณสมบัติรากวิญญาณเดิมของเขา ไฉนเลยจะไม่สูงส่งยิ่งไปกว่านี้อีก!
นี่มิน่าแปลกใจเลยที่ในใจของหลี่ชิงเซียวจะบังเกิดความรู้สึกร้อนรนขึ้นมาอยู่บ้าง บุตรชายของหลี่ชิงหมิง อวิ๋นเจา อายุสองขวบ บุตรชายของชิงคัง อวิ๋นหลง อายุห้าขวบ บุตรสาว อวี้ซวง อายุสามขวบ อีกไม่กี่ปี ศิษย์รุ่นที่เจ็ดของตระกูลหลี่ก็จะยิ่งมายิ่งเพิ่มมากขึ้น
พิษสลายวิญญาณนี้ จำต้องรีบคิดหาหนทางแก้ไขโดยเร็ว! มิเช่นนั้นแล้วก็จะส่งผลกระทบ ต่อระดับชั้นรากวิญญาณของคนในตระกูลทั้งหมดในภายภาคหน้า
แม้แต่ตนเอง ชิงเจี๋ย ปี้อวี่ สามคน หากมิได้แก้ไขพิษสลายวิญญาณนี้ แม้แต่การสร้างแก่นทองคำก็ยังเป็นปัญหาใหญ่
"จริงสิ ห้าปีใกล้จะถึงแล้ว! ปี้อวี่ก็สมควรที่จะกลับมาสักครั้งแล้วกระมัง!"
พึมพำกับตนเองอยู่ประโยคหนึ่ง หลี่ชิงเซียวก็รีบมุ่งหน้ากลับไปยังทิศทางของเขตตระกูลในทันที เขาที่ออกมาในวันนี้ เดิมทีก็เป็นเพราะอยากจะมายืนยันรากวิญญาณของอวิ๋นเย่าด้วยตนเอง เมื่อเรื่องราวเสร็จสิ้นแล้ว เขาก็สมควรที่จะกลับไปแล้ว