- หน้าแรก
- กฎสุดท้ายของผู้ถูกลืม
- บทที่ 330 ออกเดินทาง
บทที่ 330 ออกเดินทาง
บทที่ 330 ออกเดินทาง
"เจ้านี่มัน..."
หัวหน้าโล้นที่เคยสงบนิ่ง ตอนนี้ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดผวา
"ตกลงมันเป็นตัวประหลาดอะไรกันแน่วะ!"
ฉัวะ
เบื้องหลังจิลัน ปรากฏร่างบิดเบี้ยวแปลกประหลาดแทรกตัวเข้ามาอย่างเงียบงัน
เจมส์ที่ไร้หัว ยืนขึ้นด้วยท่าทางบิดเบี้ยว น่าขนลุก ส่วนต้นคอของมันกลับเบ่งบานคล้ายดอกไม้ขนาดใหญ่สีขาวงอกออกมา เส้นขาวขนาดเท่าแขนหลายสิบเส้นขยับไหวเป็นสาย ราวกับฝูงงูขาวอันน่าขยะแขยงที่พุ่งโจมตีเข้าใส่เขา
แต่จิลันไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง ดวงตาเขายังเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง
เงาร่างของเขาพุ่งวูบออกไปด้านข้างของเจมส์ รวดเร็วจนเหมือนสายฟ้าแลบ
ปัง!!!
เสียงระเบิดดังกึกก้อง ตามมาด้วยลมกระแทกกระจาย
ฝูงงูขาวถูกแรงกระแทกสลัดออกทันที โครงสร้างร่างกายแตกร้าว เสียสภาพในพริบตา
หน้าอกซ้ายของเจมส์ถูกเจาะเป็นรูขนาดใหญ่โดยไม่รู้ว่าเมื่อไร หัวใจก็หายไปแล้ว
หัวหน้าแก๊งที่เหลืออยู่เพียงหกคน จ้องมองชายหนุ่มผมแดงร่างสูงใหญ่ด้วยแววตาเบิกโพลง
อีกฝ่ายหันหลังให้พวกเขา ยืนตรงแน่วในมือขวาที่ชูขึ้นนั้น กำลังถือหัวใจที่ยังเต้นอยู่ซึ่งเปื้อนเลือดสีแดงฉาน นั่นคือหัวใจของเจมส์
ฉัวะ!!
เขากำมือบดหัวใจนั้นทันที เลือดสดผสมกับพวกปรสิตสีขาวขนาดเล็กเป็นกระจุกคล้ายเส้นด้ายทะลักจากซอกนิ้ว
ตุบ
เจมส์ที่ถูกควักหัวใจร่วงลงกับพื้นอย่างหนัก ไร้ชีวิต
"หนี..."
หัวหน้าโล้นร้องออกมาอย่างตื่นตระหนก
เสียงของเขาสูงขึ้น เต็มไปด้วยความหวาดกลัว:
"หนีเร็ว!!"
แม้แต่เจมส์ระดับเบต้า ยังโดนฆ่าเหมือนของเล่น ศัตรูตรงหน้าช่างน่าสะพรึงเกินไป ไม่มีทางชนะได้เลย
อย่าว่าแต่พวกเขาเลย แม้จะเอาแก๊งเลือดท่าเรือทั้งแก๊งมารวมกัน ก็คงสู้ไม่ได้!
"คิดว่าจะหนีได้เหรอ?"
ชายผมแดงร่างยักษ์ที่ไว้ผมยาวถึงเอวหันกลับมายิ้มเย็น ดวงตาเต็มไปด้วยความอำมหิต
หัวหน้าแก๊งทั้งหกคนรีบวิ่งหนีออกจากห้องลับสุดชีวิต
ทว่าเพียงชั่วพริบตา เงาร่างของจิลันก็ปรากฏขึ้นขวางประตู ปิดทางหนีไว้ทั้งหมด
"ตาย"
เสียงเย็นชาดังขึ้น
ปัง!!
หนึ่งในหัวหน้าแก๊งโดนต่อยครึ่งตัวบนแหลกเละ เหลือเพียงช่วงล่างร่วงลงกับพื้นอย่างไร้แรง
หัวหน้าโล้นที่อยู่ใกล้สุดนิ่งงัน ใบหน้าเขาเปื้อนเศษอวัยวะและเลือดของพรรคพวก
ราชาใต้ดินแห่งเมืองลึกฤดูใบไม้ร่วง ตอนนี้เขากลับรู้สึกถึงความกลัวจากก้นบึ้งของหัวใจอย่างแท้จริง
มันคือคลื่นความมืดที่ซัดกระหน่ำท่วมร่างเขาจนมิด
เพียะ!
มือขาวซีดดุจหยกฟาดลงบนศีรษะโล้นอย่างจัง ร่างเขาสะท้านเฮือก
ความกลัวรุนแรงทำให้เขาอ้าปากหวอแต่เปล่งเสียงไม่ออก ได้แค่เงยหน้าจ้องชายหนุ่มผมแดงตรงหน้าด้วยความตื่นตระหนก
"ขอ"
จิลันคว้าตัวหัวหน้าโล้นขึ้นมา แล้วเหวี่ยงไปทางกำแพงอย่างไร้เยื่อใย
ปัง!!!
มือใหญ่ของเขากดหัวอีกฝ่ายกระแทกกำแพงหนาแน่นจนเกิดเสียงดังสนั่น
แถบพลังชีวิตเหนือหัวลดฮวบจนเป็นศูนย์ทันที
ซ่า
หัวหน้าแก๊งที่หัวแตกละเอียดไถลลงกับพื้นเหมือนเศษผ้าขี้ริ้ว
"อ๊ากก!"
คนอื่นๆ ร้องลั่นถอยหนีอย่างแตกตื่น
แต่จิลันยิ้มเหี้ยม ก้าวเท้าเข้าไป
ปัง!!
ปัง!!!
หมัดและเตะอันเรียบง่ายของเขาภายใต้สภาวะ “เค้าคลั่ง” กลับรุนแรงเกินพิกัด
แม้กระทั่งพวกแก๊งเกอร์ดัดแปลงระดับแกมมา ที่มีพลังเกินขีดจำกัด ก็ยังโดนสังหารทันทีที่โดนเข้าไป
พวกมันไม่อาจตอบโต้ ไม่อาจหลบเลี่ยง
เพราะจิลันเคลื่อนไหวเร็วเกินไป
ยังไม่ทันตั้งตัว ก็โดนบดขยี้จนเละกลายเป็นกองเศษเนื้อ
เพียงแค่สองลมหายใจ
ทั้งห้องลับ เหลือเพียงจิลันเพียงคนเดียว
ร่างเขาชุ่มเลือด ผมยาวและดวงตาสีแดงสดดูไม่ขัดกันแม้แต่น้อย ราวกับนี่คือสภาพที่เหมาะสมกับเขาที่สุด
จิลันพ่นลมหายใจขาวร้อนออกมา ร่างค่อยๆ หดลง ผมยาวสีแดงก็หดสั้นกลับเป็นสีทองดังเดิม
"ยังทดสอบขีดจำกัดไม่ได้เลย..."
เขาเช็ดเลือดบนแก้มด้วยผ้าเช็ดหน้า สีหน้าแสดงความผิดหวัง
พวกหัวหน้าแก๊ง รวมถึงเจมส์ระดับเบต้า สำหรับเขานั้นอ่อนแอเกินไป
หลังปลดปล่อยทักษะแปรร่าง เค้าคลั่ง พลังเขาก็ท่วมท้นเกินกว่าจะสู้กันได้อย่างสูสี
มันไม่สามารถใช้ทดสอบพลังของตนได้เลย
"คงต้องหาผู้สืบทอดนิรันดร์ระดับสี่ที่แข็งแรงถึงจะพอได้ล่ะนะ"
เขาพึมพำเบาๆ
ในสายตาเขา พวกผู้ล่วงรู้จิตวิญญาณระดับสาม หรือแม้แต่ระดับสูง ก็ล้วนไร้ค่า
มีเพียงผู้สืบทอดนิรันดร์ระดับสี่ที่มีกำลังกายอันแกร่งกล้าเท่านั้น ที่อาจทำให้เขารู้ได้ว่าตัวเองแข็งแกร่งแค่ไหน
แต่นั่นไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่จะหาเจอได้ง่าย และถ้าคิดแค่จะประลอง เขาก็ไม่อาจเผยไพ่ตายของตนได้โดยง่าย
"ลืมไว้เลยว่า ควรเหลือใครไว้ดูดความทรงจำ..."
จิลันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า จุดประสงค์ของการลอบเข้ามาคือเพื่อหาเรือสมบูรณ์และแหล่งพลังงานแบตเตอรี่ปลาวาฬ
เขาส่ายหัวเบาๆ พลางคิดว่า ช่างเถอะ
"วิเวีย"
เขาเรียกปีศาจรับใช้ตัวเล็กออกจากแหวนไพลิน แล้วสั่งการว่า:
"ไปตามหาร่องรอยของสมาชิกแก๊งในบริเวณใกล้เคียง ควบคุมไว้ แล้วรอฉันไปหา"
"เจ้าค่ะ นายท่าน"
ปีศาจรับใช้รีบรับคำ
จากนั้นก็บินทะลุกำแพงออกไปทันทีด้วยปีกคล้ายค้างคาว
จิลันจึงเริ่มเดินไปแตะซากศพที่กระจัดกระจายบนพื้นทีละร่าง
แสงสีรุ้งระยิบระยับที่ปลายนิ้วของเขา ทำให้ซากของเจมส์ หัวหน้าโล้น และหัวหน้าแก๊งคนอื่นๆ เริ่มเน่าเปื่อย สลายกลายเป็นผงละอองลอยฟุ้ง
ที่มุมสายตาของเขา แต้มญาณลับที่เดิมทีเหลือเพียงตัวเลขหลักเดียวคือ 8 กำลังกระโดดขึ้นอย่างรวดเร็ว
สุดท้าย หยุดที่ 412 แต้ม
เจมส์มอบแต้มให้มากที่สุดถึง 115 แต้ม ส่วนพวกหัวหน้าแก๊งคนอื่นให้อยู่ระหว่าง 30 ถึง 40 แต้ม
แต้มที่ได้อย่างงามนี้ ทำให้เขาอารมณ์ดีมาก
ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนดัง "ติ๊ง"
ภารกิจ "ตัดหัวศัตรู" ที่ได้จาก "ตัวเลขสีทอง" สำเร็จแล้ว
"ภารกิจ: ตัดหัว (สำเร็จแล้ว)"
"รางวัล: เลือกหนึ่งจากสาม ญาณลับ, วิญญาณ, ร่างกาย (เลือกหนึ่ง)"
"กรุณาเลือก"
จิลันไม่ลังเล คำตอบผุดขึ้นในใจทันที:
'ร่างกาย'
หวึม
ความสามารถของ "ผู้เล่น" ทำปฏิกิริยาตอบสนองทันที
ร่างของจิลันเริ่มร้อนและเหงื่อออก
กล้ามเนื้อสั่นเล็กน้อย กระดูกส่งเสียงดังกรอบแกรบ แม้แต่อวัยวะภายในก็ขยับไหว
หลายสิบนาทีต่อมา
เขารู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงภายใน
'ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นอีกราวสองส่วน...'
เขายิ้มพึงพอใจ
ภารกิจตัดหัวครั้งนี้ นับว่าคุ้มค่ามาก
จิลันตรวจห้องลับ อย่างคร่าวๆ พบจดหมายสื่อสารที่อาจเกี่ยวข้องกับแก๊งเลือดท่าเรือและหน่วยทองหมายเลข 7 รวมถึงหน้าจอมอนิเตอร์กระจัดกระจายไร้ระเบียบที่ฉายภาพห้องต่างๆ ในที่หลบไอพิษใต้ดิน
จากจอภาพสิบกว่าจอ เขาเห็นสมาชิกแก๊งอีกสองสามสิบคนกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ
จิลันละสายตาจากจอ แล้วเดินออกจากห้อง พร้อมพึมพำอย่างเย็นชา:
"ไหนๆ ก็มาแล้ว... ฆ่าทิ้งให้หมดเลยก็แล้วกัน"
...
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง
ชายหัวโล้นร่างผอมคนหนึ่งเดินออกจากที่หลบไอพิษใต้ดิน อย่างไม่เกรงกลัว ผ่านโรงงานอิฐแดงออกมา
"ฮอลแดน, เซลีน, บูวิก, ฮาริดัน พวกเจ้าสี่คนจัดการพวกแก๊งในตึกขวาให้หมดเดี๋ยวนี้"
ชายหัวโล้นพูดเรียบๆ มองตรงไปข้างหน้า
สมาชิกสี่คนที่รออยู่บนชั้นสองของตึกฝั่งขวาต่างชะงัก
พวกเขามองหน้ากันแตะหูฟัง แล้วรีบตอบ:
"รับทราบ ท่านจิลัน"
หลังจากจิลันออกคำสั่งเสร็จ สายตาเขาก็หันไปมองตัวเลขตรงมุมจอ ตอนนี้แต้มสีรุ้งขยับขึ้นเป็น 505 แล้ว
เมื่อครู่เขาใช้เวลาเพียง 15 นาที สังหารสมาชิกแก๊งเลือดท่าเรือที่อยู่ในที่หลบไอพิษใต้ดินทั้งหมด
บางคนที่เคยกิน "ยาเม็ดเลือด" ยังถูกพลังของ "ตัวเลขสีรุ้ง" ย่อยสลายกลายเป็นแต้มญาณลับอีกด้วย
ด้วยความสามารถของวิเวีย ทั้งมนตร์สับสนและการล้วงจิต เขาก็ได้ข้อมูลตำแหน่งเรือและแหล่งแบตเตอรี่ปลาวาฬของแก๊งเลือดท่าเรือเรียบร้อย
ภารกิจนี้จึงสำเร็จสมบูรณ์
นอกจากนั้น เขายังพบตู้นิรภัยในห้องหนึ่งที่ไม่มีใครสนใจ
ข้างในมีเครื่องประดับและธนบัตรทองคำมูลค่าประมาณ 2000 ไคเซอร์
นี่คงเป็นเงินทุนหมุนเวียนของแก๊ง
หลังได้ของทั้งหมดนี้ เงินในมือของเขาก็ทะลุเกิน 6000 ไคเซอร์
ขณะนั้นเอง
เขาเอียงหูฟัง เสียงสั่นเบาๆ ของพื้นและเสียงปืนดังแว่วมาไกลๆ
"ทหารกับพวกมาร์วีมาถึงใกล้แล้วสินะ... ต้องรีบเก็บกวาดที่เหลือให้เรียบร้อย"
จิลันก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังตึกฝั่งซ้าย
"ไหนๆ ก็มาแล้ว..."
ไม่นาน เขาก็เดินมาถึงหน้าตึกซ้าย
สมาชิกแก๊งสองคนที่เฝ้าหน้าตึกเห็นเขามา สีหน้าก็เปลี่ยน รีบวางปืนลง แล้วทำความเคารพอย่างนอบน้อม:
"บอส!"
"ท่านมา..."
ฉัวะ
ชายหัวโล้นเดินผ่านคนสองคน ทั้งคู่ชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือกุมคอแล้วล้มลงกับพื้น
จิลันไม่แม้แต่จะเหลือบตามอง เดินก้าวยาวเข้าไปด้านใน
...
เมื่อกองยานเกราะของฝ่ายทหารมาถึงโรงงานอิฐแดง จิลันและพวกก็ยืนรออยู่ข้างทางแล้ว
มาร์วีและคายาเป็นคนแรกที่ลงจากรถ เดินเร็วเข้ามาด้วยสีหน้าแปลกใจ
"ท่านจิลัน พวกท่านนี่มัน...?”
จิลันเหลือบตามองทั้งสอง ก่อนจะมองเลยไปยังทหารด้านหลัง
พันตรีโทรเรและนายทหารชั้นยศนายร้อยอีกหลายคนยืนตัวตรง รอคำสั่งอยู่ที่เดิม สีหน้าทุกคนไม่เห็นเค้าอ่อนล้า ยังคงกระฉับกระเฉง
ส่วนกองร้อยราวร้อยนายที่ร่วมขบวนกันมาก็ดูไม่ได้รับความเสียหายมากนัก แสดงว่าระหว่างทางแทบไม่มีการต่อต้านใดๆ
ก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว กองทัพมีทั้งมาร์วีและคายาซึ่งเป็นผู้ล่วงรู้จิตวิญญาณระดับสามประสบการณ์สูง อีกทั้งยังได้เปรียบทั้งในด้านอาวุธและจำนวนคน แก๊งเลือดท่าเรือไม่มีทางต้านทานได้เลย
“รังของแก๊งเลือดท่าเรือถูกท่านจิลันเก็บกวาดเรียบร้อยแล้วครับ”
ยังไม่ทันที่จิลันจะตอบ ชายหัวเกรียน ฮอลแดนที่อยู่ข้างๆ ก็กล่าวเสียงเบา
น้ำเสียงเขาแฝงด้วยความเคารพ
“รวมถึงหัวหน้าใหญ่ ทั้งหมดสิบสองคนถูกกำจัดสิ้น และสมาชิกอีกกว่าหกสิบคนในห้องลับใต้ดินกับตึกสองหลังบนพื้นดิน ก็ล้วนถูกสังหารหมดแล้ว”
“เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ?!”
ทั้งมาร์วีและคายาต่างเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ทั้งคู่มองหน้ากัน ก็เห็นแววตกตะลึงในแววตาของอีกฝ่าย
พวกเธอเดินทางมากับกองทัพ แทบไม่เจออุปสรรคหรือต้านทาน ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงก็มาถึงที่นี่แล้ว
แต่แค่เวลาสั้นๆ นี้ ท่านจิลันไม่เพียงแค่สังหารผู้นำของศัตรู ยังจัดการศัตรูทั้งหมดในรังแก๊งได้ราบคาบอีกด้วย!
เก่งเกินไปแล้ว...
พันตรีโทรเรกับนายทหารคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านหลังก็รู้สึกสั่นสะท้านในใจเมื่อได้ยินคำอธิบายของฮอลแดน
“นี่แหละคือบุคคลใหญ่จากเมืองหลวงของจักรวรรดิ... ผู้ล่วงรู้จิตวิญญาณที่เก่งกว่า
มิสมาร์วีและมิสคายาเสียอีก”
พันตรีก้มหน้าลง ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
ในฐานะนายทหารอาวุโสของกองทัพ เขารู้ดีว่าผู้ล่วงรู้จิตวิญญาณน่ากลัวแค่ไหน โดยเฉพาะพวกที่ระดับสี่ขึ้นไป
แทบจะเรียกได้ว่า “คนเดียวก็เท่ากองทัพหนึ่งกอง!”
จิลันไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม เพียงมอบพวงกุญแจกับแผนที่อย่างง่ายให้มาร์วี
“เรือประมงขนาดเล็กกับแบตเตอรี่ปลาวาฬที่แก๊งเลือดท่าเรือรวบรวมไว้ช่วงนี้ ถูกเก็บไว้ที่ท่าเรืออีบอร์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง กับอีกที่คือโกดังแห่งหนึ่งที่อยู่แค่ถนนเดียวจากที่นี่”
เขายิ้มเล็กน้อย
“ช่วยพาทหารไปขนย้ายทีนะ ผมติดต่อกับคุณหญิงเทเรซาไว้แล้ว พอทุกอย่างพร้อม เราจะออกเรือจากท่าเลือดทันที”
“ได้เลย!” มาร์วีกับคายาพยักหน้ารับ
ไม่นานนัก
จิลันและพรรคพวกก็กลับมาที่ท่าเลือด พร้อมพบกับคุณหญิงเทเรซา
เมื่อเห็นทหารกำลังขนแบตเตอรี่ปลาวาฬกับเรือประมงหลายลำที่ค่อยๆ ลอยมาจากท่าเรือตะวันออก คุณหญิงก็ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
คนแคระเรย์โนที่นั่งอยู่บนบ่าของมูกูลยกนิ้วโป้งให้จิลันกับสองสาว
“พวกคุณนี่เร็วจริงๆ”
กาโนดหัวเราะแห้งๆ ส่ายหน้าไปมา
“เราพึ่งไปถึงที่หลบไอพิษใต้ดินที่อยู่ในเขตสภาเมือง เจรจากับพวกสมาชิกสภาตั้งนาน ฆ่าคนไปหลายคนก็ยังไม่คืบหน้าเลย...”
กระรอกโรบินที่ยืนอยู่บนบ่าของเขาก็เอามือเท้าเอว ส่งเสียงจิ๊จ๊ะอย่างขัดใจ
คุณหญิงเทเรซาพูดชมว่า:
“จิลัน ครั้งนี้ต้องขอบคุณพวกเธอจริงๆ”
“ไม่เป็นไร ภารกิจขุดสุสานครั้งนี้ล่าช้าเกินไปแล้ว พวกเราไม่มีเวลามัวเสียอีก”
จิลันโบกมือพลางพูด
“อืม ออกเดินทางเถอะ...”
คุณหญิงเทเรซาพยักหน้า แล้วเริ่มเดินไปยังสะพานไม้ ทันใดนั้นเรือประมงสองสามลำก็ค่อยๆ แล่นเข้ามาใกล้
“เป้าหมายสำคัญของเราคือการถอนรากแผ่นศิลาแห่งฝันร้ายระดับสองบนเกาะไร้นาม”
เมื่อเรือจอดสนิท ทหารที่ทำหน้าที่ขับเรือก็ขึ้นฝั่ง ส่งมอบหน้าที่และคำนับให้ทุกคน
คุณหญิงเทเรซาเลือกเรือสองลำ โดยให้จิลัน มูกูล กาโนด ฮอลแดน และบูวิกรับหน้าที่ขนแบตเตอรี่ปลาวาฬไว้ใช้เป็นพลังงานสำรอง
จากนั้น ทั้งหมดสิบเอ็ดคนก็ลงเรือ ออกจากท่าเลือด มุ่งหน้าสู่ท้องทะเลเบื้องหน้า
จิลันยืนอยู่ตรงทางเดินแคบของดาดฟ้าเรือประมง พิงราวเหล็ก มองทะเลสีแดงฉานเบื้องหน้า
‘นี่สินะ ทะเลเลือดแห่งแผ่นดินใน... ว่ากันว่าสมัยเดียวกับโอเมียร์ เทพเจ้าอันชั่วร้ายที่ชื่อว่า “กาเม” ถูกสังหาร และโลหิตของมันก็รินไหลหล่อเลี้ยงกลายเป็นทะเลนี้...’
...........