เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 520 อย่าได้หวัง!

บทที่ 520 อย่าได้หวัง!

บทที่ 520 อย่าได้หวัง!


บทที่ 520 อย่าได้หวัง!

“ตื่นแล้วๆ!” คุณย่าดีใจมาก ฝีเท้าของท่านเร็วกว่าปกติเล็กน้อย เดินมาจูงมือหลินซู พร้อมกับบ่นอย่างไม่พอใจ

“เจ้าเด็กคนนี้ ใจแข็งจริงๆ! กล้าทิ้งย่าไปตั้งหกปีไม่มาหาเลยเหรอ”

หลินซูได้ฟังก็รู้สึกผิดอยู่บ้าง รีบกล่าว “คุณย่าครับ ผมผิดไปแล้ว ผมก็มาแล้วนี่ไงครับ!”

“มาก็ดีแล้ว! หกปีไม่เจอกัน สูงขึ้นแล้ว ก็แข็งแรงขึ้นด้วย”

คุณย่ามองหลินซูขึ้นๆ ลงๆ อย่างใจดี สายตาจับจ้องไปที่ชุดทหารของเขา “เจ้าเด็กคนนี้ ใส่แค่นี้เอง ไม่หนาวหรือไง รีบเข้าบ้านกับย่าเถอะ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา!”

ขณะที่พูด เธอก็หันไปบอกหลินเสี่ยวเสี่ยว “เสี่ยวเสี่ยว เข้าบ้านด้วยกันเถอะลูก! ข้างนอกหนาว!”

“ได้ค่ะคุณย่าใหญ่”

หลังจากที่คุณย่าจูงหลินซูเข้าไปในบ้าน ผู้ใหญ่หลายคนก็มองมาแล้วพากันลุกขึ้นทักทาย ท่านตอบรับง่ายๆ สองสามคำ แล้วก็จูงหลินซูขึ้นไปชั้นบน

เมื่อขึ้นบันได หลินซูก็ชะลอฝีเท้าลง เพื่อให้ท่านเดินได้สะดวก แล้วถาม “ย่าครับ ท่านจะพาผมไปไหนครับ”

“คุณปู่ของแกตื่นแล้ว อยากจะคุยกับแกหน่อย”

คุณย่าพูดจบ ก็เหลือบมองหลินซูทีหนึ่ง “แกอยากจะเจอเขาไหม ถ้าไม่อยากเจอก็แล้วไป คุยกับย่าสักพักก็ได้”

คุยกับเขางั้นเหรอ ในใจของหลินซูต่อต้านโดยสัญชาตญาณ แต่เขาก็รู้ว่าปัญหาบางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเมื่อมาแล้วก็ต้องเผชิญหน้า เขาพยักหน้าแล้วกล่าว

“เขาอยากจะคุยก็คุยสิครับ”

คุณย่าได้ฟังก็ดีใจมาก เธอย่อมไม่หวังว่าหลานชายคนโตกับสามีจะยังคงบาดหมางกันแบบนี้ต่อไป

ทั้งสองคนมาถึงห้องนั่งเล่นชั้นสอง

บ้านตระกูลหลินเป็นสถาปัตยกรรมแบบจีนที่ความเรียบง่ายแฝงไปด้วยกลิ่นอายของความโบราณ ในตอนนี้หลินเว่ยกั๋วกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะน้ำชา เล่นกับลูกวอลนัทคู่หนึ่งในมือ แต่จากความถี่ในการหมุนและสายตาที่เหม่อลอยของเขา ดูยังไงก็ใจลอย เห็นได้ชัดว่าจิตใจไม่ได้อยู่กับสิ่งที่ทำเลย

เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า หลินเว่ยกั๋วก็เงยหน้าขึ้นมาทันที เห็นภรรยาของเขากำลังจูงพันตรีในชุดเครื่องแบบทหารฤดูหนาวเดินเข้ามา

ริมฝีปากของหลินเว่ยกั๋วขยับ ดูเหมือนจะอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พอคำพูดมาถึงปาก เขาก็แค่ถามไปประโยคหนึ่ง “มาแล้วเหรอ”

“อืม” หลินซูพยักหน้า

บรรยากาศพลันแข็งทื่อขึ้นมาทันที

ปู่หลานไม่ได้เจอกันมาหกปีแล้ว และนอกจากเรื่องของเย่ชุ่นซินครั้งที่แล้ว หลินซูก็ไม่เคยโทรศัพท์หาเขาเลยสักครั้ง การเจอกันครั้งนี้ไม่รู้จริงๆ ว่าจะพูดอะไรดี

คุณย่ามองทั้งสองคน แล้วก็ร้อนใจกล่าว “ตาเฒ่า ท่านไม่ใช่ว่ามีเรื่องจะพูดกับหลานเยอะแยะหรอกเหรอ ทำไมพอเจอกันแล้วไม่มีอะไรจะพูดล่ะ”

“แกลงไปช่วยทำกับข้าวก่อนเถอะ!… จริงสิ เอาเกี๊ยวกุยช่ายไข่กุ้งไปนึ่งด้วย”

หลินเว่ยกั๋วรู้สึกว่าภรรยาของเขาอยู่ที่นี่แล้วเขาอึดอัดเล็กน้อย อยากจะให้เธอออกไปก่อน

หลินซูเมื่อได้ยินประโยคหลังของเขา ในใจก็ชะงักไปเล็กน้อย เกี๊ยวนึ่งกุยช่ายไข่กุ้ง ตอนเด็กๆ เขาเคยกินที่บ้านตระกูลหลินบ่อยๆ จำได้ว่าเมื่อก่อนตอนที่มาฉลองปีใหม่ที่นี่ คุณย่าก็มักจะนึ่งให้เขาเป็นพิเศษหนึ่งจาน เพียงแต่ว่าหกปีมานี้ไม่ได้ทานที่นี่อีกแล้ว ในใจของหลินซูเหมือนมีเส้นบางๆ ถูกดีดขึ้นมา

รอจนคุณย่าลงไปดูเรื่องกับข้าวแล้ว

หลินเว่ยกั๋วชี้ไปที่เก้าอี้ตรงหน้า “นั่งสิ อย่ามัวแต่ยืนอยู่เลย!”

หลินซูไม่พูดอะไร นั่งลงบนเก้าอี้อย่างเรียบร้อย จ้องมองเขาอย่างเงียบๆ

คราวนี้หลินเว่ยกั๋วก็ลำบากใจแล้ว หลานชายของตัวเองเป็นคนดื้อรั้น มาก็มาแล้ว แต่กลับมีท่าทีที่เย็นชาแบบนี้ ไม่ทักทายเขา ดูเหมือนจะขี้เกียจคุยกับเขาด้วยซ้ำ แล้วนี่จะทำยังไงดี หรือจะต้องให้ผู้ใหญ่อย่างเขาขอโทษก่อน

“เป็นยังไงบ้าง ชีวิตในหน่วยทหารยังปรับตัวได้ไหม” หลินเว่ยกั๋วเริ่มหาเรื่องคุย

“หึ” หลินซูหัวเราะเยาะ “ปรับตัวได้ไม่ได้ท่านไม่รู้เหรอ ท่านก็สืบเรื่องของผมอยู่ไม่ใช่หรือไง”

“เอ่อ…”

หลินเว่ยกั๋วค่อนข้างอึดอัด “ที่สืบไปน่ะมันเป็นผลงานที่แกทำได้ ไม่เกี่ยวกับการปรับตัวของแกสักหน่อย! ถ้าอยู่แล้วไม่สบายใจ อยากจะกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ก็บอกฉันได้ ฉันช่วยแกได้”

หลินซูหัวเราะ “ท่านคิดว่าค่ายทหารเป็นบ้านของท่านเหรอครับ ผมบอกว่าจะไม่ทำแล้วก็กลับไปได้เลยเหรอ”

หลินเว่ยกั๋วถูกพูดจนอึ้งไปเลย เมื่อก่อนเขาชอบพูดจาหลักการใหญ่ๆ แบบนี้ ไม่คิดว่าตอนนี้จะถูกหลินซูเอาคำพูดแบบนี้มาพูดใส่หน้า อึดอัดจนต้องหัวเราะแห้งๆ

“แกทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติมากมายขนาดนั้นแล้ว จะกลับออกมาก็ไม่มีปัญหาหรอก” ความหมายโดยนัยก็คือ ขอแค่แกอยาก ฉันสามารถใช้เส้นสายบางอย่างให้แกได้

“ไม่ต้อง!”

หลินซูกล่าวอย่างเย็นชา “ผมทำงานในกองทัพก็ดีอยู่แล้ว ยังไม่อยากจะกลับมาหรอก!”

“อ้อๆ! อย่างนั้นเหรอ!” หลินเว่ยกั๋วพยักหน้า “รับใช้ประชาชนในแนวหน้า ก็ดีแล้ว!”

หลินซูเหลือบมองเขา “ดังนั้น ที่ท่านบอกว่าจะคุยกับผม ก็เพื่อจะมาพูดเรื่องไร้สาระพวกนี้เหรอครับ ท่านอยากจะพูดอะไรกันแน่”

อยากจะพูดอะไรกันแน่… คำพูดประโยคเดียวของหลินซู ทำให้หลินเว่ยกั๋วไม่รู้ว่าจะเปิดปากพูดอย่างไรดี

หกปีที่ไม่ได้เจอหลานชาย เขาคิดถึงตอนที่หลินซูยังเด็ก คอยเซ้าซี้ให้เขาเล่าเรื่องสงครามอยู่ตลอดเวลา และคิดถึงตอนที่เจ้าเด็กนี่เล่นหมากรุกกับเขา พอจะแพ้ก็จะขอเดินใหม่ แต่ตอนนี้ความสัมพันธ์กลับตึงเครียดขนาดนี้ เขามีใจอยากจะผ่อนคลาย แต่ก็รู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย

ผู้ปกครองแบบจีนมักจะมีข้อเสียร่วมกันอย่างหนึ่ง ต่อให้จะรู้ว่าตัวเองทำผิด การขอโทษก็มักจะออกมาในรูปแบบประโยคที่ว่า “กินข้าวได้แล้ว”

ดังนั้นในความรู้สึกของหลินเว่ยกั๋ว ท่าทีของตัวเองก็ถือว่ายอมอ่อนข้อแล้ว ก็น่าจะปรองดองกันได้แล้วไม่ใช่หรือ แต่จากท่าทีของหลินซู ดูเหมือนว่าเจ้าเด็กนี่จะไม่อยากจะปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ

อันที่จริงแล้ว หลินซูก็ไม่อยากจะปล่อยไปง่ายๆ จริงๆ! เขารู้ว่าหลินเว่ยกั๋วคิดอะไรอยู่ แต่ด้วยเหตุผลอะไร ความผิดพลาดที่เคยทำไว้ในอดีต ตอนนี้จะมาปล่อยผ่านไปง่ายๆ แบบนี้เหรอ

ผิดก็คือผิด! ผิดก็ควรจะขอโทษ! ไม่ใช่มาพูดจาไร้สาระสองสามประโยค แล้วจะให้เรื่องมันผ่านไปได้

“เล่นหมากรุกกับปู่หน่อยไหม หลายปีแล้ว ดูสิว่าฝีมือหมากรุกของแกจะดีขึ้นไหม” หลินเว่ยกั๋วสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเสนอ

คาดไม่ถึงว่าหลินซูกลับส่ายหน้า เขาลุกขึ้นยืน

“ตาเฒ่า หกปี! ผมไม่เคยรอคำขอโทษจากท่านเลยสักคำ! ตอนแรกผมคิดว่าปีนี้น่าจะปล่อยเรื่องเก่าๆ พวกนี้ไปได้แล้ว แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าผมจะมาโดยไม่จำเป็น! เล่นหมากรุกก็ไม่ต้องแล้ว ท่านจำไว้ประโยคหนึ่งก็พอ! ครั้งนี้ผมมาเพื่อขอบคุณท่านที่ช่วยชีวิตทหารของผมไว้! ปู่หลานเราสองคน ก็คงจะเป็นได้แค่นี้! ต่อไปผมจะมา แต่ผมมาเพื่อคุณย่า! ส่วนท่านผู้เฒ่า… พูดจาไม่เป็นมงคลหน่อยนะ รอให้ถึงวันนั้นของท่าน ผมจะไปส่งท่านเป็นครั้งสุดท้ายแน่นอน แต่เรื่องอื่นท่านอย่าได้หวังเลย!”

พูดจบ หลินซูก็ไม่มองเขาเลยแม้แต่น้อย หันหลังเดินลงไปชั้นล่างโดยตรง

หลินเว่ยกั๋วมองตามเงาหลังของหลินซู ริมฝีปากขยับ ดูเหมือนจะอยากจะเรียกเขาไว้ แต่คำพูดมาถึงปากกลับไม่มีเสียงออกมา สุดท้ายปากของเขาก็ดูเหมือนจะพึมพำคำว่า ‘หลานรัก’ ออกมาเบาๆ

หลินเว่ยกั๋วถอนหายใจยาว

คำพูดของหลินซูฟังดูไม่ดีเหรอ ไม่ดีอย่างยิ่ง วันขึ้นปีใหม่แท้ๆ กลับบอกเขาว่าต่อไปจะไปส่งเขาเป็นครั้งสุดท้าย แต่ที่ฟังดูไม่ดีที่สุด ที่แทงใจเขาที่สุดกลับเป็นท่าทีของหลินซูที่ว่า “นอกจากจะไปส่งเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เรื่องอื่นท่านไม่ต้องหวังจากผม!”

นี่มันต่างอะไรกับการบอกเขาตรงๆ ว่าไม่อยากจะยอมรับเขาเป็นปู่อีกต่อไป!!!

“ตาเฒ่า หกปี! ผมไม่เคยรอคำขอโทษจากท่านเลยสักคำ!” ประโยคนี้ หลินเว่ยกั๋วครุ่นคิดอยู่นาน

หลินซูลงมาข้างล่างด้วยอารมณ์ที่แย่สุดๆ เขาเดินไปหยิบซองบุหรี่และไฟแช็กจากข้างๆ พ่อของเขาโดยไม่พูดอะไร แล้วก็เดินออกไปที่สวนข้างนอกคนเดียว

“แชะ—”

เปลวไฟจากไฟแช็กจุดบุหรี่ขึ้นมา หลินซูสูบเข้าไปอย่างหงุดหงิด แล้วก็พ่นควันออกมาอย่างยาว เขาไม่สูบบุหรี่ แต่ในตอนนี้เขาหงุดหงิดจริงๆ ส่วนเรื่องจะติดบุหรี่นั้นไม่เป็นไร ร่างกายของปรมาจารย์พลังแปรเปลี่ยนของเขา ยังไม่ถึงกับจะติดนิโคตินนิดหน่อยได้

เขาในชุดสีเขียวเข้ม ยืนตัวตรงอยู่ในสวน ถ้าไม่ใช่เพราะเปลวไฟที่สว่างวาบๆ เป็นครั้งคราว และควันที่พ่นออกมาจากปาก เขาก็เหมือนกับต้นสนที่ยืนตระหง่านอยู่

“มาสูบบุหรี่ที่นี่ทำไม” ในตอนนั้นเอง ข้างหูก็มีเสียงของคุณลุงรองดังเข้ามา

“คุณลุงรอง!” หลินซูหันไปมอง ทักทายหนึ่งครั้ง แล้วก็โยนก้นบุหรี่ลงไปที่เท้าแล้วเหยียบดับ

หลินทงเหิงเดินมาถึงข้างๆ หลินซู ยิ้มแล้วกล่าว “ทหารรบพิเศษสูบบุหรี่ไม่ดีนะ!”

ขณะที่พูด เขาก็หยิบซองบุหรี่ออกจากกระเป๋า หยิบออกมาหนึ่งมวนแล้วจุดขึ้นมา “เป็นทหารมาสองปีแล้ว บุหรี่นี่ยังไม่เลิกอีกเหรอ”

หลินซูยิ้ม “คุณลุงรองครับ สองปีนี้รวมกัน นี่เป็นมวนที่สองที่ผมสูบ!”

“ใช้ได้นี่!” หลินทงเหิงยิ้ม “ของแบบนี้มันไม่ดีต่อร่างกาย รีบเลิกซะก็ดีแล้ว ฉันว่าทำไมแกถึงไปหยิบบุหรี่ของพ่อแกมา! เป็นอะไรไป คุยกับคุณปู่ไม่ราบรื่นเหรอ”

“ก็ประมาณนั้นแหละครับ! ผมกับท่านจะมีอะไราบรื่นได้!”

หลินทงเหิงกล่าว “เฮ้อ! คุณปู่ของแกคนนี้แกยังไม่รู้อีกเหรอ ก็แค่ดื้อ! รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองผิด แต่เขาก็เสียหน้าที่จะขอโทษ แกเป็นรุ่นหลัง จะไปทำอะไรได้ พอได้แล้วก็พอเถอะ!”

“คุณลุงรองครับ นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะพอแล้วก็พอได้นะครับ!”

หลินซูพูดอย่างจริงจัง “หกปีก่อน เป็นไอ้เวรแซ่เฉินนั่นที่เมาแล้วทำตัวกร่าง! ผมจะช่วยผู้หญิงคนนั้นไว้ถึงได้ตีมัน! ผลเป็นยังไง ท่านปู่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักอย่าง คนอื่นมาฟ้อง ก็หักขาผม! หึๆ เขาช่างเที่ยงธรรมจริงๆ รู้จักสอนหลานจริงๆ!”

เมื่อได้ยินหลินซูพูดถึงเรื่องเมื่อหกปีก่อน หลินทงเหิงก็ถอนหายใจ “คุณปู่ของแกตอนนั้นก็ช่วยไม่ได้ อย่างไรเสียตอนนั้นแกก็ลงมือหนักเกินไป คนที่ตีก็เป็นลูกชายคนโตของตระกูลเฉิน! ท่านปู่ถ้าไม่ลงมือหนักหน่อย ผลที่ตามมาจะลำบากมาก!”

“ใช่! ผมรู้ว่าบ้านเขาทำอะไร ผมก็รู้ว่าท่านกำลังปิดปากตระกูลเฉินอยู่!”

หลินซูพูดด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน “แต่คุณลุงรองครับ ทำไมเขาไม่สืบเรื่องราวก่อนล่ะ โอเค! สมมติว่าเขาใจร้อน! แล้วหลังจากนั้นล่ะ คนตระกูลจ้าวพาพี่สาวจ้าวมาขอบคุณผม เขาก็เห็นแล้วใช่ไหม รู้แล้วใช่ไหมว่าผมช่วยคน! แล้วทำไมตาเฒ่านั่นไม่เคยพูดว่าจะขอโทษผมสักคำ แม้แต่บ้านแซ่เฉินยังมาขอโทษเลย! ตอนนั้นถ้าผมไม่ตีไอ้เวรเฉินเหรินเจี๋ย ตระกูลเฉินของพวกเขาก็คงจะจบสิ้นไปแล้ว!… คุณลุงรองบอกผมสิว่า นี่เป็นเรื่องที่พอแล้วก็พอได้เหรอครับ ทำผิดก็ต้องยอมรับ โดนตีก็ต้องยืนนิ่ง! นี่เป็นหลักการที่ผมรู้มาตั้งแต่เด็ก เขาอายุขนาดนี้แล้ว ไม่เข้าใจเหรอ!”

หลินซูอารมณ์พุ่งพล่านจริงๆ เพราะความคับข้องใจต่างๆ ในตอนนั้นผุดขึ้นมาในใจ เขาโกรธ ไม่ใช่เพราะถูกเข้าใจผิด แต่เป็นเพราะถูกตีโดยไม่มีเหตุผล แล้วตาเฒ่านั่นหลังจากนั้นก็ไม่เคยแสดงความรับผิดชอบอะไรเลย!

อย่างที่เขาพูด ตอนนั้นถ้าเขาไม่ตีเฉินเหรินเจี๋ย แค่เรื่องโง่ๆ ที่ไอ้เวรนั่นทำในวันนั้น ตระกูลจ้าวก็คงสู้กับตระกูลเฉินจนตายไปข้างหนึ่ง ถึงตอนนั้นสิ่งที่ตระกูลเฉินสั่งสมมาหลายปีก็จะมลายหายไปในพริบตา!

จบบทที่ บทที่ 520 อย่าได้หวัง!

คัดลอกลิงก์แล้ว