เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25 คำสั่งซื้อที่ห้า [หวังกั๋วเซิง บิดาผู้มั่งคั่งยุค 80]

บทที่ 25 คำสั่งซื้อที่ห้า [หวังกั๋วเซิง บิดาผู้มั่งคั่งยุค 80]

บทที่ 25 คำสั่งซื้อที่ห้า [หวังกั๋วเซิง บิดาผู้มั่งคั่งยุค 80]


บทที่ 25 คำสั่งซื้อที่ห้า [หวังกั๋วเซิง บิดาผู้มั่งคั่งยุค 80]

เย่ซิงกวาดตามองชื่อเล่นของลูกค้า แล้วก็ต้องชะงัก "บิดาผู้มั่งคั่งยุค 80 หวังกั๋วเซิง"

โอ้โห! ฟังดูเหมือนพวกเศรษฐีใหม่ยุค 80 จริงๆ นั่นแหละ แต่ชื่อ 'หวังกั๋วเซิง' นี่มันออกจะบ้านๆ ไปหน่อยไหมเนี่ย... แต่ก็ถือว่าเข้ากับสไตล์การตั้งชื่อยุคนั้นดี

เมื่อพิจารณาจากชื่อเล่นลูกค้า 'แสตมป์ลิง' ที่ว่านี่ ก็น่าจะเป็นแสตมป์ไปรษณีย์ไม่ผิดแน่

เย่ซิงไม่ได้สะสมแสตมป์และแทบไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย แต่แสตมป์ลิงชุดนี้ดังระเบิดระเบ้อ เธอเคยได้ยินผ่านหูมาบ้างตอนไถดูคลิปวิดีโอสั้น มันเป็นแสตมป์นักษัตรชุดแรกที่ออกจำหน่ายในปี 1980 ซึ่งมีคุณค่าทางจิตใจสูงมาก แม้ตอนนั้นจะผลิตออกมาเยอะ แต่ที่หลงเหลือรอดมาถึงปัจจุบันมีน้อยนิด ทำให้ราคามันพุ่งกระฉูด ดวงเดียวขายได้เป็นพันเป็นหมื่นหยวนเลยทีเดียว

เธอส่งข้อความกลับไปหาลูกค้า: "คุณลูกค้าคะ แสตมป์ยังใหม่เอี่ยมอยู่ไหมคะ? แล้วมีทั้งหมดกี่ดวงคะ? เรื่องอาหารที่สั่งมีข้อจำกัดอะไรหรือเปล่า? พอดีคุณลูกค้าสั่งเยอะมาก ทางเราอาจจะต้องทยอยส่งไปให้นะคะ"

'บิดาผู้มั่งคั่งยุค 80 หวังกั๋วเซิง' ตอบกลับมาแทบจะทันที "ใหม่กริ๊บครับ! ผมให้คุณห้าดวงเลย รับประกันของแท้แน่นอน ส่วนอาหารไม่มีอะไรต้องห้าม ขอแค่ซื้อของอร่อยๆ มาให้เยอะๆ ก็พอครับ!"

พูดจบเขาก็ส่งรูปถ่ายแสตมป์ลิงมาให้ดู ในภาพมีแสตมป์ลิงห้าดวงเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ สภาพใหม่เอี่ยมอ่อง เป็นการยืนยันว่าเขาไม่ได้โม้

เย่ซิงรีบเช็กราคาแสตมป์ลิงในเน็ต พบว่าราคาซื้อขายอยู่ที่ราวๆ ห้าพันถึงหนึ่งหมื่นหยวน หลังหักค่าคอมมิชชันให้ระบบไปสองดวง ก็จะเหลือถึงมือเธอสามดวง ถ้าคิดราคาขั้นต่ำสุดที่ดวงละ 5,000 หยวน เธอก็จะมีเงินในมือเหนาะๆ 15,000 หยวน

หลังจากหักค่าอาหารที่ต้องซื้อให้หวังกั๋วเซิงแล้ว เธอยังเหลือกำไรเข้ากระเป๋าอีกหลายพันหยวน ถึงจะไม่เยอะเท่าตอนทำเคสของตงฮั่นอี แต่นี่ก็ถือเป็นรายได้ที่มั่นคง คนทำมาค้าขายไม่เกี่ยงกำไรน้อยหรอกนะ ยุงตัวเล็กก็ถือเป็นเนื้อเหมือนกัน เย่ซิงคว้าเสื้อคลุมแล้วออกเดินทางทันที!

เธอแวะร้านเบอร์เกอร์เป็นที่แรก สั่งชุดคอมโบชุดใหญ่ไฟกะพริบ นัดรับของอีกสองชั่วโมงข้างหน้า จากนั้นก็ตระเวนไปร้านพิซซ่า ร้านหม่าล่าทั่ง ร้านกุ้งมังกรเล็ก ร้านเกี๊ยว และร้านอื่นๆ อีกสารพัด ใช้วิธีเดียวกันคือกวาดสั่งเมนูเด็ดๆ มาเพียบ

เมื่อสั่งอาหารครบทุกร้าน เธอจึงโทรเรียกใช้บริการรถขนส่งมาช่วยขนของ เพราะปริมาณอาหารทั้งหมดนี้ยัดใส่รถตู้ทึบคันใหญ่จนแน่นเอี๊ยดแน่นอน

เพื่อให้ขนย้ายสะดวก เธอขอให้คนขับเตรียมกล่องลังสำหรับย้ายบ้านมาด้วย กล่องพวกนี้มีหูหิ้ว พอจัดเรียงกล่องอาหารลงไปนอกจากจะขนง่ายแล้ว ยังช่วยกันไม่ให้อาหารหกเลอะเทอะอีกด้วย

ทุกอย่างพร้อมสรรพ อาหารจากร้านเบอร์เกอร์เจ้าแรกก็เสร็จพอดี ผู้จัดการร้านโทรตามให้เธอไปรับของ

เย่ซิงพาคนงานไปรับของแบบ non-stop พนักงานส่งของที่มาช่วยขนถึงกับอึ้งเมื่อเห็นกองทัพอาหาร "มิน่าล่ะถึงต้องจ้างพวกผมมาขน! นี่คุณกินหมดจริงๆ เหรอเนี่ย?"

เย่ซิงฉีกยิ้มหวาน "จะบ้าเหรอพี่! บริษัทฉันจัดงานเลี้ยงรับน้อง มีคนเป็นร้อยๆ คนต่างหาก"

หนุ่มส่งของพยักหน้าหงึกๆ "อ้อ บริษัทใหญ่สวัสดิการดีจังเลยนะครับ!"

เย่ซิงช่วยกันขนของขึ้นรถอย่างขะมักเขม้น สองหนุ่มส่งของก็ทำงานรวดเร็วฉับไว ทันทีที่ขนเบอร์เกอร์เสร็จ โทรศัพท์จากร้านถัดไปก็ดังขึ้น ทั้งสามคนจึงรีบบึ่งไปรับพิซซ่าต่อทันที

กว่าจะขนของครบทุกร้าน รถตู้ทึบก็แน่นจนแทบปริ เย่ซิงแจ้งที่อยู่เป็นโฮมสเตย์แห่งหนึ่ง แล้วรถบรรทุกเสบียงก็มุ่งหน้าไปส่งของที่นั่น

โฮมสเตย์ที่ว่านี้ไม่ใช่ของใครที่ไหน แต่เป็นบ้านสวนของคุณย่าเย่ซิงนั่นเอง หลังจากคุณย่าย้ายไปอยู่คอนโดในเมือง บ้านหลังนี้ก็ถูกดัดแปลงเป็นโฮมสเตย์ปล่อยเช่า ช่วงนี้เป็นหน้าโลว์ซีซัน แทบไม่มีแขกมาพักมาหลายวันแล้ว จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นจุดพักของ

พนักงานส่งของช่วยกันลำเลียงของลง เย่ซิงเคลียร์ค่าใช้จ่ายเรียบร้อย รอจนประตูปิดสนิทแล้วจึงเริ่มกระบวนการส่งของ

เธอเปิดคอมพิวเตอร์และส่งข้อความหาหวังกั๋วเซิงก่อน: "คุณลูกค้าคะ นี่เป็นของล็อตแรกของวันนี้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะไปซื้อให้อีกชุด รบกวนกดรับของก่อนนะคะ"

หวังกั๋วเซิงโผล่มาในเสี้ยววินาที ส่งสติ๊กเกอร์ดีใจรัวๆ เร่งให้เธอรีบส่งของมาไวๆ

เนื่องจากกล่องสินค้าวางอยู่ในห้องมิดชิด การที่กล่องลังหายวับไปกับตาจึงไม่ทำให้ใครตกอกตกใจ

หวังกั๋วเซิงกดรับสินค้า คว้าเบอร์เกอร์ขึ้นมากัดคำโตด้วยความหิวโหย ตามด้วยโค้กเย็นเจี๊ยบ ก่อนจะระเบิดเสียงถอนหายใจด้วยความฟินเป็นครั้งแรกในรอบสามปีนับตั้งแต่ข้ามมิติมา "อร่อยน้ำตาไหล!"

รสชาตินี้มันสวรรค์ทรงโปรดชัดๆ!

เขาถึงกับส่งมีม 'อร่อยจนแสงออกปาก' เป็นรูปหัวเหลืองทำหน้าเคลิ้มมาให้เย่ซิง เพื่อแสดงความพึงพอใจในบริการขั้นสุด

เย่ซิงกวาดตามองรายการสั่งซื้อ "รายการที่เหลือเดี๋ยวฉันไปจัดการให้พรุ่งนี้นะคะ ถ้ามีเมนูไหนหาไม่ได้ ฉันขออนุญาตเปลี่ยนเป็นของอร่อยขึ้นชื่อแถวนี้แทน โอเคไหมคะ?"

"ได้ครับ ได้เลย!" หวังกั๋วเซิงไม่มีปัญหา เขาจัดการยัดอาหารทั้งหมดเข้า 'พื้นที่ส่วนตัว' กะว่าจะเก็บไว้กินยาวๆ

ในพื้นที่ส่วนตัวเวลาจะหยุดเดิน ทำให้อาหารคงสภาพเดิมได้ตลอดไป ซึ่งมันยอดเยี่ยมกระเทียมดองมากๆ

วันรุ่งขึ้น เย่ซิงออกไปสั่งอาหารให้เขาอีกรอบ เรียกใช้บริการรถขนส่งเจ้าเดิม ส่งไปที่โฮมสเตย์ที่เดิม หลังจากส่งของล็อตที่สองเสร็จ หวังกั๋วเซิงมองเสบียงกรังที่อัดแน่นเต็มพื้นที่ส่วนตัวแล้วก็น้ำตาซึมด้วยความซาบซึ้ง "คุณเจ้าของร้าน คุณคือฝนทิพย์ชโลมใจผมจริงๆ!"

เย่ซิงถามด้วยความสงสัย "ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะคะ?"

หวังกั๋วเซิงปาดน้ำตา เปิดกล่องกุ้งมังกรเล็กรสเผ็ดขึ้นมาแกะกินพลางตอบกลับ "แค่เห็นชื่อผม คุณก็น่าจะเดาได้แล้วใช่ไหมว่าผมข้ามมาที่ไหน? คุณไม่รู้หรอก ที่นี่นอกจากจะเป็นยุค 80 แล้ว ยังเป็นบ้านนอกคอกนาที่ยากจนข้นแค้นสุดๆ ชาวบ้านที่นี่ถ้าไม่กินแป้งดำๆ ก็กินข้าวโพด ชีวิตแบบนี้มันไม่ใช่ที่ของมนุษย์ชัดๆ!"

หวังกั๋วเซิงระบายความอัดอั้นตันใจ เย่ซิงถึงได้รู้ว่าเขาข้ามมิติไปติดอยู่ในหมู่บ้านบนภูเขาอันทุรกันดารในยุค 80

แสตมป์ห้าดวงนี้ เขาต้องใช้ความสามารถส่วนตัวดิ้นรนไปสมัครเป็นบุรุษไปรษณีย์ถึงจะได้มาครอบครอง ไม่อย่างนั้นคงไม่มีสมบัติชิ้นไหนมาแลกข้าวกินแน่ๆ

ของวิเศษติดตัวของหวังกั๋วเซิงคือพื้นที่ส่วนตัว แต่มันดันปลูกผักทำสวนวิเศษอะไรไม่ได้เลย ทำได้แค่เก็บของอย่างเดียว เขาเลยใช้มันเป็นโกดังเก็บของ อย่างน้อยเสบียงที่ตุนไว้นี้ก็ทำให้เขาไม่ต้องทนกินอาหารหยาบๆ ไปอีกหลายเดือน

ทั้งสองคุยสัพเพเหระกันสักพัก โทรศัพท์ของเย่ซิงก็ดังขึ้นอีกครั้ง เธอเหลือบมองเห็นชื่อ 'ไป๋เสวียน' ลูกพี่ลูกน้องโชว์หราอยู่ จึงรีบตัดบทกับหวังกั๋วเซิงเพื่อรับสาย

ไม่ได้เจอกันเป็นสิบวันแล้ว ตั้งแต่ครั้งนั้นที่เย่ซิงให้ยา 'โอสถความงาม' กับน้าและลูกพี่ลูกน้องไป เธอก็ยุ่งจนลืมถามไถ่ถึงผลลัพธ์

ทันทีที่กดรับสาย เสียงกรีดร้องด้วยความตื่นเต้นของไป๋เสวียนก็ทะลุเข้ามา "พี่! พี่คะ! หน้าหนูหายแล้ว! กรี๊ดดด หน้าหนูหายดีแล้ว!"

ตั้งแต่เริ่มกินยา หน้าของไป๋เสวียนก็ลอกออกทุกวัน ยิ่งลอกมากเท่าไหร่ ปานดำน่าเกลียดบนใบหน้าก็ยิ่งจางลงเท่านั้น

แต่เพราะเธอเอาแต่ไว้ผมม้าปิดหน้าปิดตา แถมยังหลบหน้าผู้คนเวลาส่องกระจก เลยไม่มีใครสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้นอกจากตัวเธอเอง

พอเข้าวันที่เจ็ด ผิวหน้าก็หยุดลอก และเริ่มมีผิวใหม่สีชมพูระเรื่อขึ้นมาแทนที่ ไป๋เสวียนเริ่มมีความหวัง เธอพยายามข่มความตื่นเต้นเอาไว้ แล้วเฝ้าสังเกตใบหน้าตัวเองทุกวัน รอคอยปาฏิหาริย์อย่างใจจดใจจ่อ

เธอเลิกรายงานอาการให้เย่ซิงฟัง แต่หันมาส่องกระจกดูหน้าตัวเองวันละร้อยรอบเหมือนคนบ้า ไม่ว่าจะว่างหรือไม่ว่างก็ต้องควักกระจกขึ้นมาดู

ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ผิวสีชมพูเริ่มหนาตัวขึ้นจนกลมกลืนกับสีผิวเดิม แต่เพราะรอยปานมันใหญ่ ขอบเขตของผิวใหม่เลยยังเห็นชัดเจน ไม่เนียนเป็นเนื้อเดียวกัน

จนกระทั่งบ่ายวันนี้ หลังจากเรียนวิชาพละเสร็จ เธอกลับมาล้างหน้า น้ำทำให้ผมม้าเปียกลู่ เธอเสยผมขึ้นแล้วเผลอมองกระจกโดยสัญชาตญาณ... แล้วก็ต้องตะลึงพรึงเพริดเมื่อพบว่า ใบหน้าของเธอหายเป็นปกติแล้ว!

หายสนิทเลย! แม้แต่รอยต่อของผิวใหม่ก็จางหายไป ราวกับปาฏิหาริย์มีจริง ใบหน้าของเธอเกลี้ยงเกลาผุดผ่อง เหมือนกับว่าไม่เคยมีปานดำขนาดใหญ่นั้นอยู่มาก่อน!

จบบทที่ บทที่ 25 คำสั่งซื้อที่ห้า [หวังกั๋วเซิง บิดาผู้มั่งคั่งยุค 80]

คัดลอกลิงก์แล้ว