เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 330 - เมฆคล้อยสี่ทิศ กลองรัวกระชั้น

บทที่ 330 - เมฆคล้อยสี่ทิศ กลองรัวกระชั้น

บทที่ 330 - เมฆคล้อยสี่ทิศ กลองรัวกระชั้น


บทที่ 330 - เมฆคล้อยสี่ทิศ กลองรัวกระชั้น

โหวอวี้เซียวมายังโลกใบนี้เมื่อศักราชซินอวี่ปีที่หนึ่งพันสองร้อยสิบเก้า

จวบจนบัดนี้ เป็นเวลาแปดปีเต็ม

แปดปี โหวอวี้เซียวเองก็ยากจะบอกได้ว่า ตนเองได้หลอมรวมเข้ากับโลกใบนี้อย่างสมบูรณ์แล้วหรือไม่ แม้ว่าเวลาส่วนใหญ่ เขาจะเป็นโหวอวี้เซียวแห่งตระกูลโหวเหอซี แต่ในบางช่วงเวลาอันน้อยนิด เขาก็ยังคงนึกถึงว่า ตนเอง แท้จริงแล้วคือ "โหวอวี้เซียว" อีกคนหนึ่ง

ในแง่ของความรู้สึก แน่นอนว่าเขาชอบตัวตนในปัจจุบันมากกว่า

เพราะเมื่อเทียบกับตัวเขาอีกคน ตัวตนนี้ มีโหวอวี้เฉิง โหวอวี้หลิง โหวอวี้เจี๋ย โหวอวี้ตวน ญาติพี่น้องทั้งสี่คน

มีความแข็งแกร่งที่เขาเพียรพยายามฝึกฝนมาอย่างยากลำบาก

มีตระกูลโหวอันเกรียงไกรที่เขานำพาคนในตระกูลฝ่าฟันอุปสรรค สร้างเนื้อสร้างตัวมาตลอดแปดปี จนบัดนี้ผงาดง้ำค้ำเหอซี

แต่นั่น เป็นเพียงแค่ความรู้สึกเท่านั้น

ส่วนลึกในจิตใจของเขา ตระหนักรู้เสมอว่า ตนเองคือใคร

ทว่า ณ เวลานี้ มองดูจ้าวชิงเสวี่ยที่นั่งอยู่บนตั่งนุ่ม

จิตใจของโหวอวี้เซียว เกิดความหวั่นไหวขึ้นเป็นครั้งแรก...

"ชิงเสวี่ย!"

โหวอวี้เซียวนั่งลงข้างตั่งนุ่ม เลิกผ้าคลุมหน้าสีแดงที่จ้าวชิงเสวี่ยสวมมาตลอดทางออก

จะออกเรือน มวยผมแบบนักพรตของจ้าวชิงเสวี่ยย่อมไม่อาจคงไว้ได้อีก เกศาสามพันเส้นถูกเกล้าขึ้นอย่างประณีตเป็นมวยผมทรงงูเห่า รูปโฉมของนางเดิมทีงดงามแบบบริสุทธิ์ผุดผ่อง แต่กลับมีดวงตาเมล็ดซิ่งที่เย้ายวนใจอย่างที่สุด ยามนี้ใบหน้าแต่งแต้มเครื่องสำอางบางเบา ผ่านขนตาที่สั่นระริก พอมองออกว่านางคงจะตื่นเต้นอยู่บ้าง

งดงามจนหาที่เปรียบมิได้!

โหวอวี้เซียวอุทานในใจด้วยความชื่นชม ขยับกายเข้าไปใกล้ สูดดมกลิ่นหอมของหญิงสาวที่ลอยมาแตะจมูกไม่ขาดสาย

"ท่านพี่... อื้ม..."

ท่ามกลางเสียงครางแผ่วเบาอย่างขัดขืนปนยินยอมของจ้าวชิงเสวี่ย โหวอวี้เซียวประกาศการเริ่มต้นของคืนวันเข้าหอ และพร้อมกันนั้นก็ประกาศว่า นับจากวันนี้ไป บนโลกใบนี้ นอกจากตระกูลโหวแล้ว เขามีครอบครัวเล็กๆ ที่เป็นของเขาคนเดียวอย่างแท้จริง

...

แคว้นปิ้งโจว ส่วนกลางของภูเขาโม่อวิ๋น

นอกเมืองมณฑลซีอวิ๋น ค่ายทหารนิกายอสูรโลหิต

ยามวิกาล หวงฝู่ซิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานฝั่งซ้ายของค่ายทหารเพียงลำพัง ฉับพลันขมวดคิ้ว หันไปมองด้านบนเก้าอี้ประธาน เห็นสีฟ้าปรากฏขึ้นในสายตา เขารีบลุกขึ้นคารวะ

"ข้าน้อยคารวะท่านเซิ่งกู!"

"ลุกขึ้นเถิด ทางนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?"

หวงฝู่ซิงส่ายหน้ากล่าวว่า "นิกายวิญญาณโลหิตเพิ่มกำลังพลที่เมืองมณฑลซีอวิ๋นแล้ว ตั้งแต่เดือนสี่จนถึงตอนนี้กองทัพของข้าบุกเข้าไปในเมืองหลายครั้ง ล้วนถูกตีโต้กลับมา ตามข่าวที่แม่ทัพหานรายงาน นิกายวิญญาณโลหิตส่งกองกำลังพิทักษ์โลหิตนับล้านจากมณฑลเจาหยวนมาทั้งหมด ดูท่าคงไม่คิดจะทิ้งมณฑลซีอวิ๋นแล้ว ยามนี้เว้นแต่จะให้แม่ทัพถงและแม่ทัพเยว่นำกองทัพในสังกัดมาช่วยตีเมือง มิฉะนั้นในเวลาอันสั้น คงยึดมณฑลซีอวิ๋นไม่ได้แน่!"

สำนักศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ล้วนมีกองกำลังชั้นยอดของตนเอง นิกายวิญญาณโลหิตก็ไม่เป็นข้อยกเว้น

นอกจากมณฑลหยางเหมยที่เป็นที่ตั้งของศูนย์บัญชาการใหญ่ของนิกายวิญญาณโลหิตแล้ว อีกสามมณฑลล้วนมีกองกำลังพิทักษ์โลหิตนับล้านคอยเฝ้ารักษาการณ์ เมืองมณฑลซีอวิ๋นเดิมทีก็มีกองกำลังพิทักษ์โลหิตหนึ่งล้าน บวกกับกองกำลังพิทักษ์โลหิตอีกหนึ่งล้านที่โยกย้ายมาจากมณฑลเจาหยวน รวมเป็นกองกำลังชั้นยอดของสำนักศักดิ์สิทธิ์ถึงสองล้าน ต่อให้อริยะแห่งวิถียุทธ์ลงมือเองก็ยังไม่อาจยึดได้

หวงฝู่ซิงบอกว่า ในเวลาอันสั้นยึดไม่ได้ ความจริงแล้วยังถือว่าถ่อมตัว หากไม่เกิดเหตุสุดวิสัย ลำพังแค่กองทัพใต้บังคับบัญชาของหานเทียนเฟิง เกรงว่าชั่วชีวิตก็คงตีเมืองมณฑลซีอวิ๋นไม่แตก

"การศึกที่มณฑลเสวี่ยคงเป็นอย่างไรบ้าง?"

น้ำเสียงของซือคงเยว่ ยังคงราบเรียบ ราวกับคาดการณ์ไว้แล้ว

หวงฝู่ซิงขมวดคิ้ว กล่าวว่า "กองทัพอสูรมายาหนึ่งล้านห้าแสนนาย ใช้เวลาเจ็ดเดือนเต็ม ยึดได้เพียงสองเขตปกครองในมณฑลเสวี่ยคง ยังตีไปไม่ถึงเมืองมณฑลเสวี่ยคง พวกเราส่งจดหมายไปตำหนินักพรตโม่คงจื่อสามครั้งแล้ว เขาตอบกลับมาเหมือนเดิมทั้งสามครั้ง บอกว่าเฟินหลิงหวงจับตาดูแคว้นเหลียงโจวอยู่ทางเหนือ เขาไม่กล้าทุ่มสุดตัว แต่ตามข่าวจากสายลับของเราในต้าจิ้น เฟินหลิงหวงกลับไปรายงานตัวที่เมืองโยวตูแล้ว ตัวคนไม่ได้อยู่ที่แคว้นเฟินโจวเลย เช่นนี้ ก็พอจะฟันธงได้ว่า นักพรตโม่คงจื่อคิดจะออมแรง รอให้เราสู้กับแคว้นปิ้งโจวจนอ่อนแรง แล้วเขาค่อยชุบมือเปิบ!"

ซือคงเยว่เงียบไปครู่หนึ่ง ฉับพลันส่ายหน้า หัวเราะเบาๆ

"โง่เขลา... ช่างเถอะ เขาไม่โง่ พวกเราก็ยึดแคว้นปิ้งโจวไม่ได้"

หวงฝู่ซิงได้ยินดังนั้นก็ชะงัก สีหน้าฉายแววไม่เข้าใจ แต่ซือคงเยว่ไม่เอ่ยปากบอกเอง เขาก็ไม่กล้าถาม ได้แต่เงียบอยู่นาน จึงถามเสียงเบาว่า "ท่านเซิ่งกูเดินทางไปเมืองมณฑลล่าง ทุกอย่างราบรื่นดีหรือไม่?"

"หลินเสวียนก่านตายแล้ว!"

รูม่านตาของหวงฝู่ซิงหดเกร็ง รีบถามว่า "แล้วแผนภาพสมบัติเสินจงเล่า?"

"ลูกสาวเขาจ้าวชิงเสวี่ยออกเรือน ถูกอริยะพุทธซื่อเทียนขัดขวาง เขาออกหน้าขอร้อง อริยะพุทธซื่อเทียนไม่ยอม เขาคงเตรียมตัวตายมาแต่แรกแล้ว เผาผลาญแก่นแท้ศักดิ์สิทธิ์ห้วงดาราที่ขุนเขาเบญจมังกรในเหอซี ระเบิดแผนภาพสมบัติเสินจง แยกออกเป็นเก้าส่วน ถูกอริยะพุทธซื่อเทียนแย่งไปหนึ่งส่วน อีกแปดส่วนที่เหลือ เก้าสำนักศักดิ์สิทธิ์ไม่มีใครยอมใคร จึงต้องให้ต้าจิ้นเก็บรักษาไว้ก่อน..."

ข้อมูลในคำพูดนี้มากมายเหลือเกิน หวงฝู่ซิงยืนอยู่ที่เดิม สีหน้าเปลี่ยนไปมาหลายครั้ง หลังจากย่อยข้อมูลทั้งหมดแล้ว จึงเงยหน้าขึ้น สีหน้าตื่นตระหนกกล่าวว่า "ลูกท้อสองผลสังหารสามยอดขุนพล หลินเสวียนก่านผู้นี้ ช่างอำมหิตนัก!"

"เขามีลูกสาวแค่จ้าวชิงเสวี่ยคนเดียว อริยะพุทธซื่อเทียนเป็นไปไม่ได้ที่จะยอมให้เหอซีรวมตัวกับนิกายสุริยันม่วงศักดิ์สิทธิ์ หลินเสวียนก่านน่าจะมองออกแต่แรกแล้ว

เขาภักดีต่อต้าอวี่ ไม่อยากมอบแผนภาพสมบัติเสินจงให้ใครฟรีๆ ทั้งยังอยากรักษาลูกสาว จึงคิดแผนร้ายลูกท้อสองผลสังหารสามยอดขุนพลนี้ขึ้นมา ต่อไปไม่ว่าจะเป็นอริยะพุทธซื่อเทียน หรือสำนักศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ คาดว่าคงต้องเริ่มเปิดศึกทั้งในที่ลับและที่แจ้งกันแล้ว

อย่างไรเสียในสายตาของหลินเสวียนก่าน เก้าสำนักศักดิ์สิทธิ์รวมถึงอารามเหลยอิน ล้วนเป็นพวกขุนนางกบฏ สิบสำนักสู้กันให้ตายไปข้าง เขาก็ยินดีที่จะเห็น!"

ซือคงเยว่กล่าวจบ น้ำเสียงพลันแฝงแววหยอกล้อ กล่าวว่า "แถมยังถือโอกาสช่วยลูกเขยตัวเอง ช่วยไปเปลาะใหญ่ทีเดียว"

ลูกเขย?

หวงฝู่ซิงตั้งสติสักพักถึงนึกได้ว่าเป็นโหวอวี้เซียว ก็เงียบเสียงลง

"แผนการของหลินเสวียนก่าน อริยะพุทธซื่อเทียนอาจจะมองไม่ออก แต่ความเย้ายวนของแผนภาพสมบัติเสินจงแม้แต่เขาก็ไม่อาจต้านทาน ต่อจากนี้ อารามเหลยอินคงต้องตกอยู่ในที่นั่งลำบากไปอีกนาน ก็ดูว่าอริยะพุทธซื่อเทียนจะมีวิธีการกอบกู้สถานการณ์หรือไม่!

สามอสูรอมตะที่เผยจวี้ปล่อยออกมา ไท่ซีตายไปแล้วหนึ่ง ไม่เพียงไม่ทำให้ต้าจิ้นบาดเจ็บสาหัส กลับทำให้อวี่เหวินพ่อลูกแข็งแกร่งขึ้น หลงอวี๋กับนี่หานคาดว่าคงสร้างคลื่นลมอะไรไม่ได้แล้ว หลินเสวียนก่านคงมองเห็นจุดนี้ ถึงยอมเอาแผนภาพสมบัติเสินจงออกมา ปั่นป่วนสถานการณ์

แปดปีต่อจากนี้ ต้าจิ้นจะทุ่มเทกำลังไปที่สองอสูรอมตะ หลงอวี๋และนี่หาน อู่เวยอ๋องหากไม่ฉวยโอกาสนี้ตั้งหลักในแคว้นเมฆาอุดร รอให้ต้าจิ้นว่างมือ เขาจะซวยแน่ ศึกทางฝั่งแม่น้ำบรรจบฟ้าตะวันออกน่าจะยกระดับความรุนแรงขึ้นในไม่ช้า นิกายสุริยันม่วงศักดิ์สิทธิ์ก็น่าจะเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว กองทัพแคว้นเจียวโจวขยับ แคว้นเมฆาอุดร แคว้นชิงโจว แคว้นหยางโจว แคว้นเหยี่ยนโจว ห้าแคว้นแดนใต้ล้วนต้องขยับ

แปดปีให้หลัง ต้าจิ้นสังหารสามอสูรอมตะระดับไม่เสื่อมสลายจนหมด อวี่เหวินพ่อลูก และสี่อริยะที่เหลือ พลังของทั้งหกคนจะต้องเหนือจินตนาการของพวกเราอย่างแน่นอน ตอนนี้แปดสำนักศักดิ์สิทธิ์ต่างร้อนรน ล้วนพยายามขยายดินแดน เพิ่มพูนความแข็งแกร่ง เพื่อหวังว่าในอนาคตจะมีทุนรอนไปต่อกรกับต้าจิ้น

ยุคแห่งการแย่งชิง บัดนี้ถือว่า มาถึงแล้วจริงๆ!"

วาจาของซือคงเยว่ ทำให้สีหน้าของหวงฝู่ซิงสั่นไหวเล็กน้อย

จะว่าไป คนที่ฉีกพันธสัญญาเมืองจิ้นที่แคว้นบรรพตทองคำในปีนั้น ก็คือเขา

ตอนนั้นเขาก็คาดการณ์ไว้แล้วว่ายุคแห่งการแย่งชิงจะมาถึง เพียงแต่คิดไม่ถึงว่า เวลาจะผ่านไปเร็วขนาดนี้ เพียงห้าปี ความสงบสุขสี่ร้อยปี ก็ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง ใช้เวลาเพียงห้าปี และตามคำพูดของซือคงเยว่ แปดปีต่อจากนี้ นอกจากต้าจิ้นแล้ว แปดสำนักศักดิ์สิทธิ์ที่เหลือ ล้วนจะเปิดศึก

รอแปดปีผ่านไป ต้าจิ้นเข้าสู่สนามรบอย่างเป็นทางการ ถึงตอนนั้นใต้หล้า จะเป็นเช่นไร

"ให้กองทัพของเยว่เชียนหานลงมือเถิด ภายในปีนี้ต้องยึดมณฑลซีอวิ๋นให้ได้!"

หวงฝู่ซิงได้ยินคำสั่งของซือคงเยว่ สีหน้าตื่นตระหนก กล่าวว่า "กองทัพของเยว่เชียนหานลงมือ แล้วทางนิกายศักดิ์สิทธิ์อสูรมายาจะทำอย่างไร ลำพังแค่ถงอู๋ตี้คนเดียว เกรงว่าจะป้องกันทางเหนือได้ยาก หากนิกายศักดิ์สิทธิ์อสูรมายาไม่ตีมณฑลเสวี่ยคง หันมาเล่นงานพวกเราแทน จะไม่แย่หรือ?"

"วางใจเถิด นิกายศักดิ์สิทธิ์อสูรมายา ไม่มีเวลามาสนใจเราหรอก"

หวงฝู่ซิงสีหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่เห็นซือคงเยว่ชัดเจนว่าไม่คิดจะเปลี่ยนใจ เขาก็ไม่กล้าเอ่ยปากทัดทาน ได้แต่พยักหน้ารับคำ "ข้าน้อยรับคำสั่ง!"

"อริยะพุทธซื่อเทียนกำชิ้นส่วนแผนภาพสมบัติไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เมืองมณฑลล่างน่าจะมีเรื่องวุ่นวายเพิ่มขึ้นอีกมาก พวกเราต้องรีบถอนตัวจากแคว้นปิ้งโจว ยึดเมืองมณฑลซีอวิ๋นให้ได้โดยเร็ว เตรียมการศึกขั้นต่อไป รีบกลืนกินแคว้นปิ้งโจว ถึงตอนนั้นค่อยหันกลับมาดูสถานการณ์ทางเมืองมณฑลล่าง ขอเพียงกอบโกยผลประโยชน์ได้มากพอ แปดปีให้หลัง นิกายอสูรโลหิตของข้า จึงจะมีทุนรอนไปเผชิญหน้ากับต้าจิ้น!"

หวงฝู่ซิงพยักหน้า สีหน้าเห็นด้วย

อารามเหลยอินใช่ว่าจะไม่มีโอกาส แปดสำนักศักดิ์สิทธิ์แม้จะจ้องชิ้นส่วนแผนภาพสมบัติในมืออริยะพุทธซื่อเทียนตาเป็นมัน แต่ไม่มีใครอยากเป็นคนแรกที่เข้าไปหาเรื่อง อย่างไรเสียอริยะพุทธซื่อเทียนก็เป็นอริยะแห่งวิถียุทธ์ บีบคั้นมากไป จนเกิดความเสียหายทั้งสองฝ่าย คนที่ได้ประโยชน์ก็คือผู้อื่น ต้าจิ้นเสนอตัวเก็บรักษาชิ้นส่วนแปดชิ้น ประกาศว่าใครได้ชิ้นส่วนในมืออริยะพุทธซื่อเทียนมาก็จะได้เปิดแผนภาพสมบัติเสินจง ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นแผนการยืมดาบฆ่าคน

คาดเดาได้ว่า อริยะพุทธซื่อเทียนเพื่อความอยู่รอด ต่อไปต้องหาทางเจรจาระหว่างแปดสำนักศักดิ์สิทธิ์ หาแพะรับบาปสักตัว เพราะขอเพียงจัดการสำนักศักดิ์สิทธิ์ใดได้สักแห่ง เขาก็สามารถนำชิ้นส่วนแผนภาพสมบัติในมือไปหาต้าจิ้นได้

"โอกาสดีเช่นนี้ เหอซีก็ไม่น่าจะอยู่เฉย!"

ได้ยินซือคงเยว่เอ่ยถึงเหอซี หวงฝู่ซิงเงียบไปครู่หนึ่ง ผ่านไปนานจึงเอ่ยปากว่า "เหอซีทางตะวันออกยังถือว่าสงบ ทางตะวันตกอารามเหลยอินก็ตกอยู่ในปัญหาชั่วคราว คิดจะขยับก็ต้องไปทางใต้แล้ว ศาลเทพเจ้าแดนใต้ มิใช่..."

"จริงสิ อู๋หยวนปีนี้สองขวบแล้ว ใกล้จะเริ่มฝึกยุทธ์แล้วสินะ?"

ซือคงเยว่ไม่ได้ฟังเขาพูดจนจบ แต่จู่ๆ ก็ถามถึงเรื่องอื่น

ได้ยินชื่ออู๋หยวน ใบหน้าของหวงฝู่ซิงเผยความอ่อนโยนออกมาอย่างเห็นได้ชัด พยักหน้าตอบว่า "นายน้อยปีนี้เดือนสิบครบสองขวบ ถึงตอนนั้นสามารถเปิดพิธีเทพประทานพรเป็นกรณีพิเศษ ชำระไขกระดูกเปิดชีพจรให้นายน้อย จากนั้นก็จะเริ่มฝึกยุทธ์ได้แล้ว"

"ข้าจำได้ว่าศาลเทพเจ้าแดนใต้ มีอาคมเขตชุมชนแห่งหนึ่ง นามว่าชือหลีเทียน เด็กเผ่าเหมียวทั้งห้าที่อายุครบหกขวบ สามารถเข้าไปอาศัยโลหิตต้นกำเนิดกลั่นกรองรากฐานกระดูก ช่วยยกระดับพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์ได้อย่างมหาศาล รอให้อู๋หยวนอายุครบหกขวบ ก็ส่งไปที่นั่นเถิด!"

หวงฝู่ซิงชะงัก มองซือคงเยว่ด้านบน สีหน้าสับสน กล่าวว่า "โลหิตต้นกำเนิดในชือหลีเทียน มิใช่เหือดแห้งไปตั้งแต่เมื่อสี่ร้อยกว่าปีก่อนแล้วหรือ เผ่าเหมียวทั้งห้า พวกเขาเองก็ไม่ส่งลูกหลานเข้าไปแล้วมิใช่หรือ?"

"โลหิตต้นกำเนิดหมดแล้ว ก็สร้างใหม่ได้ ถึงตอนนั้น เจ้าส่งอู๋หยวนไปก็พอ"

หวงฝู่ซิงก้มหน้าเล็กน้อย แม้ในดวงตาจะฉายแววตกใจ แต่ก็พยักหน้าตอบรับอย่างนอบน้อม "ข้าน้อย รับคำสั่ง!"

สี่ร้อยปีก่อน ศาลเทพเจ้าแดนใต้ไม่ได้หดหัวอยู่ที่เขตฉือหลีเหมือนทุกวันนี้ ตอนนั้นพื้นที่เกือบครึ่งของเขตมณฑลล่างและเขตมณฑลกลาง ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของศาลเทพเจ้าแดนใต้ สิ่งที่พวกเขาพึ่งพา ก็คือโลหิตต้นกำเนิดที่บรรพบุรุษเผ่าเหมียวทั้งห้าทิ้งไว้ในชือหลีเทียน

ตอนนั้นเด็กชาวใต้ที่อายุครบหกขวบ มีพรสวรรค์ดี ล้วนถูกส่งเข้าไปในอาคมเขตชุมชนชือหลีเทียนเพื่ออาศัยโลหิตต้นกำเนิดกลั่นกรองรากฐานกระดูก เด็กที่ออกมาจากที่นั่น พรสวรรค์สูงส่งจนน่ากลัว อาศัยอัจฉริยะที่ถูกบ่มเพาะออกมาอย่างต่อเนื่องเหล่านี้ ความแข็งแกร่งของศาลเทพเจ้าแดนใต้ยิ่งมายิ่งมาก ช่วงพีคถึงขั้นไม่ด้อยกว่าสำนักศักดิ์สิทธิ์

น่าเสียดาย ศาลเทพเจ้าแดนใต้ในตอนนั้นลำพองเกินไป ถึงขั้นมีความคิดจะขึ้นเหนือไปกลืนกินนิกายอสูรโลหิต ท่านประมุขนิกายซือคงซิงโจวมิได้ตามใจพวกเขา สงครามหลายสิบปี ไม่เพียงตีศาลเทพเจ้าแดนใต้กลับไปที่แดนใต้ ยังขยายดินแดนเขตมณฑลล่างและเขตมณฑลกลางเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว สุดท้ายถึงขั้นใช้วิธีการบางอย่าง ผนึกชือหลีเทียนของศาลเทพเจ้าแดนใต้ ตัดความหวังในการฟื้นคืนของพวกเขา ตีจนศาลเทพเจ้าแดนใต้ซูบซีดไปกว่าสามร้อยปี

ส่งอู๋หยวนไป โลหิตต้นกำเนิดก็จะสร้างใหม่ได้ นี่หมายความว่าอย่างไร

หวงฝู่ซิงแม้จะไม่เข้าใจ ว่าซือคงเยว่หมายถึงอะไร แต่เมื่อคิดว่าสามารถอาศัยโลหิตต้นกำเนิด ยกระดับพรสวรรค์การฝึกยุทธ์ของนายน้อยได้จริง เขาก็ยินดียิ่ง

...

ศักราชซินอวี่ปีที่หนึ่งพันสามร้อยยี่สิบเจ็ด วันที่แปด เดือนหก เช้าตรู่

หลังฉากกั้นในโถงหลักจวนโหว โหวอวี้เซียวจูงมือจ้าวชิงเสวี่ย มองท่าทางขัดเขินเล็กน้อยของนาง ก็หัวเราะเบาๆ ส่งสายตาให้กำลังใจนาง จูงมือนางเดินออกมาจากหลังฉากกั้น ขึ้นสู่ด้านบนของโถงหลักอย่างช้าๆ

ด้านล่างโถงหลัก คนนับร้อยที่เดิมทีนั่งตัวตรง ต่างลุกขึ้นยืนพร้อมกันเมื่อเห็นโหวอวี้เซียวทั้งสองเดินออกมา โค้งกายคารวะทั้งสองคนด้านบนอย่างนอบน้อม

"อวี้เฉิง คารวะพี่สะใภ้ใหญ่"

"อวี้หลิง คารวะพี่สะใภ้ใหญ่"

"อวี้เจี๋ย คารวะพี่สะใภ้ใหญ่"

"อวี้ตวน คารวะพี่สะใภ้ใหญ่"

"ผู้บัญชาการสมาคมมังกรคราม เกาเฉิง คารวะท่านแม่นาย!"

"ผู้บัญชาการสำนักคุ้มภัยเจาหยาง หลิวเจียงหง คารวะท่านแม่นาย!"

"ผู้บัญชาการหน่วยมังกรเร้น ไป๋อวิ๋นฟาน คารวะท่านแม่นาย!"

"ผู้บัญชาการหน่วยโอสถเร้น หลี่ซานอวิ้น คารวะท่านแม่นาย!"

"ผู้บัญชาการพยัคฆ์ทมิฬ โหวเฟย โหวอิง โหวชุ่น โหวเฉิน คารวะท่านแม่นาย!"

"ผู้บัญชาการกองทัพอัคคีแดงฉาน เกาชางหลง คารวะท่านแม่นาย!"

"ผู้บัญชาการกองทัพอัคคีแดงฉาน เกาชางหู่ คารวะท่านแม่นาย!"

"ผู้บัญชาการกองทัพอัคคีแดงฉาน เกาชางเป้า คารวะท่านแม่นาย!"

...

ผู้ที่มารวมตัวกันในโถงใหญ่ขณะนี้ แทบจะเป็นผู้ที่มีสิทธิ์มีเสียงในตระกูลทั้งสิ้น ตั้งแต่แกนนำตระกูลโหว โหวอวี้เฉิงทั้งสี่คน ผู้บัญชาการอีกสี่คน ไปจนถึงระดับสูงในกองทัพตระกูลโหว รวมถึงตระกูลเสิ่นและพรรคเมฆาผยองที่รวมเป็นหนึ่งเดียวกับตระกูลโหวแล้ว จนถึงฝ่ายในฝ่ายนอก และบุคลากรระดับกลางที่ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานต่างๆ มากันครบ รวมแล้วกว่าร้อยคน

คนร้อยกว่าคนนี้ ไม่มีใครมีตบะต่ำกว่าขอบเขตปรมาจารย์ เสียงตะโกนพร้อมกันช่างทรงพลัง จ้าวชิงเสวี่ยแม้จะไม่ตกใจ แต่ในใจ ก็อดตื่นเต้นไม่ได้ แน่นอนว่าส่วนใหญ่คือความยินดี

คำเรียกท่านแม่นายนี้ แม้ฟังดูแก่ไปหน่อย แต่เป็นเครื่องยืนยันความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างนางกับโหวอวี้เซียวได้ดีที่สุด ในใจนางย่อมยอมรับด้วยความยินดี

"เอาล่ะ ลุกขึ้นเถอะ เดี๋ยวฮูหยินจะตกใจ วันนี้เรียกพวกเจ้ามา มีเรื่องจะปรึกษา น้องห้าเจ้าพูดก่อนเถอะ!"

จ้าวชิงเสวี่ยเห็นโหวอวี้เซียวช่วยแก้สถานการณ์ ใบหน้าก็เผยความหวานชื่น แต่เมื่อได้ยินเนื้อหาที่ทุกคนถกเถียงกัน ใบหน้าของนางก็ฉายแววตกใจทันที รีบหันไปมองโหวอวี้เซียว คิดจะปลีกตัวออกไป แต่กลับถูกโหวอวี้เซียวดึงมือไว้

"ต่อไปเจ้ากับข้าคือครอบครัวเดียวกัน เรื่องในตระกูล เจ้าฟังได้หมด!"

ได้ยินเสียงทางจิตของโหวอวี้เซียว จ้าวชิงเสวี่ยหันไปมองเขา แววตาฉายแววซาบซึ้ง มองย้อนกลับไปยี่สิบกว่าปี นางหาช่วงเวลาใด ไม่ได้เลย ที่จะรู้สึกปลอดภัยเท่าช่วงเวลานี้

จบบทที่ บทที่ 330 - เมฆคล้อยสี่ทิศ กลองรัวกระชั้น

คัดลอกลิงก์แล้ว