- หน้าแรก
- ตระกูลข้า คือมหาวายร้าย
- บทที่ 210 - ผู้ปกครองแคว้นโจวผู้เกรงใจเกินเหตุ
บทที่ 210 - ผู้ปกครองแคว้นโจวผู้เกรงใจเกินเหตุ
บทที่ 210 - ผู้ปกครองแคว้นโจวผู้เกรงใจเกินเหตุ
บทที่ 210 - ผู้ปกครองแคว้นโจวผู้เกรงใจเกินเหตุ
ศักราชซินอวี่ ปีที่ 1322 วันที่เจ็ด เดือนเก้า
ทิศตะวันตกของแคว้นบรรพตทองคำ กองทหารม้ากว่าห้าร้อยนายกำลังคุมขบวนรถม้าห้าสิบเล่ม ควบตะบึงไปบนถนนหลวง ขบวนทัพม้าใหญ่นี้เดิมทีก็ดูยิ่งใหญ่ตระการตาอยู่แล้ว ยิ่งบวกกับความเร็วในการเคลื่อนที่ที่รวดเร็วปานสายน้ำเชี่ยวสีดำ ทันทีที่ถนนหลวงถูกเหยียบย่ำ ฝุ่นควันก็ตลบอบอวลไปทั่วท้องฟ้า อย่าว่าแต่คนเลย แม้แต่ภูตผีปีศาจ เกรงว่าก็ยังไม่กล้าเข้าใกล้
อาชาสง่างามสองตัวที่นำหน้าขบวน ตัวหนึ่งสีน้ำตาลแดงดุจเพลิงผลาญ ผู้ขี่คือโหวอวี้ตวน อีกตัวหนึ่งสีดำสนิทราวเมฆาทมิฬ ผู้ที่นั่งอยู่บนนั้นคือโหวอวี้เจี๋ย อาชาสง่างามใต้ร่างของคนทั้งสอง เพียงแค่ขนาดร่างกาย ก็ใหญ่โตกว่าอาชาพันธุ์ดีที่อยู่เบื้องหลังเหล่านั้นมากนัก สง่างามโดดเด่นอย่างแท้จริง
"คาดไม่ถึงว่า อาชาเพลิงตัวนี้จะถูกพี่สามตามหาจนพบ นี่มันอาชาชั้นยอดที่สามารถวิ่งได้วันละสามพันลี้เชียวนะ น้องห้า เจ้าครั้งนี้ถือว่าได้กำไรแล้ว!"
โหวอวี้เจี๋ยรู้ดีว่าโหวอวี้ตวนจงใจชะลอความเร็วอยู่ตลอดเวลา เมื่อมองดูอาชาเพลิงที่เขาขี่อยู่ ก็เอ่ยปากหยอกล้อขึ้นมาคำหนึ่ง
คำพูดนี้ ทำให้สีหน้าของโหวอวี้ตวน พลันหมองคล้ำลงในทันที
เจ้าของคนแรกสุดของอาชาเพลิงตัวนี้ คือเถียนหงลู่
โหวอวี้เจี๋ยพลันตระหนักขึ้นมาได้ในบัดดลว่า ตนเองช่างไม่รู้เรื่องรู้ราวเสียจริง เมื่อหันกลับไปมองเบื้องหลังแวบหนึ่ง ก็รีบเปลี่ยนเรื่องในทันที
"ฝ่ายในแรกเริ่มเดิมทีมีเพียงหน่วยขุยของโหวเฟย ต่อมาหลังจากเหตุจลาจลที่เจาหยางสิ้นสุดลง พี่ใหญ่ก็ได้เพิ่มหน่วยซื่อ, หน่วยเกิง, หน่วยซิน, หน่วยเหริน สี่หน่วยงานเข้ามาใหม่ หัวหน้าหน่วยคือเกาหู่, ซูหลี, สยงนู่เทา, จางคง พลังบ่มเพาะของคนทั้งห้า ล้วนอยู่ที่ขอบเขตปราณผสานระดับหนึ่ง ขั้นหลอมปราณขั้นสูงสุด"
"ครั้งนี้ที่เพิ่มเข้ามาใหม่อีกห้าหน่วยงาน ได้แก่ หน่วยเจี่ย เฉิงผิง, หน่วยอี่ ไป๋ตงไค, หน่วยปิ่ง อวี๋อู่ไหล, หน่วยติง เยว่เชียนอวิ๋น, หน่วยซวี หลี่หยวนรุ่ย"
"คนทั้งห้าล้วนมีพลังบ่มเพาะขอบเขตปราณผสานระดับสอง ขั้นรวบรวมปราณอสูร ในจำนวนนั้น เฉิงผิงและเยว่เชียนอวิ๋น คือผู้อาวุโสเดิมของพรรคดาบคลั่ง ไป๋ตงไคคือหลานชายของไป๋อวิ๋นฟาน อวี๋อู่ไหลคือหัวหน้าคุ้มกันใหญ่ของสำนักคุ้มกันเมฆาตะวันตก หลี่หยวนรุ่ยคือบุตรบุญธรรมของหลี่ซานอวิ้น"
"สิบหัวหน้าหน่วย ก็คือสิบยอดฝีมือขอบเขตปราณผสานที่พลังบ่มเพาะต่ำที่สุดล้วนอยู่ที่ระดับหนึ่งขั้นสูงสุด บวกกับภายใต้บังคับบัญชาของพวกเขา ยังมีนักยุทธ์อีกห้าร้อยนายที่พลังบ่มเพาะไม่ต่ำกว่าระดับเบิกกายาขั้นเก้า กระทั่งยังมีนักยุทธ์ที่เพิ่งทะลวงสู่ขอบเขตปราณผสานอีกยี่สิบหกคน พลังรบในปัจจุบันของฝ่ายในข้า ต่อให้ปรมาจารย์ระดับสี่มาเอง ก็ไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อยแล้ว"
"นักยุทธ์ระดับเบิกกายาขั้นเก้าขึ้นไปห้าร้อยคน บวกกับยอดฝีมือขอบเขตปราณผสานเกือบสี่สิบคน เพียงพอที่จะคุกคามปรมาจารย์ระดับสี่ได้อย่างแท้จริง!"
"ยังมีเกาชางหลงที่นำคนสามพันนายตามมาอยู่ด้านหลัง นั่นคือกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดสามพันนายของกองทัพเจาหยาง พลังบ่มเพาะทั้งหมดล้วนอยู่ระดับเบิกกายาขั้นเจ็ดขึ้นไป หากนับรวมคนกลุ่มนี้เข้าไปด้วย อย่าว่าแต่แคว้นจินหลิงเลย ต่อให้เป็นเมืองหลวงเขตปกครอง ผู้ที่สามารถสร้างภัยคุกคามให้แก่พวกเราได้ อย่างมากก็ไม่เกินหนึ่งฝ่ามือ"
"คำนวณตามความเร็วในการเดินทัพแล้ว รอจนกว่าพวกเราจะกลับมาจากเมืองหลวงเขตปกครอง พวกเขาก็น่าจะเพิ่งเดินทางไปถึงแคว้นจินหลิงพอดี การเดินทางไปเมืองหลวงเขตปกครอง ระหว่างทางต้องผ่านแคว้นจินหลิงและแคว้นอวิ๋นเซียงสองแคว้น ไปแจ้งเตือนผู้ปกครองแคว้นของทั้งสองแคว้นล่วงหน้าก่อนสักหน่อยเถิด มิฉะนั้นแล้ว กองทัพใหญ่สามพันนายบุกรุกเข้าไปอย่างผลีผลาม อาจจะทำให้เกิดเรื่องเข้าใจผิดกันได้ง่าย"
"ดี เช่นนั้นทุกคนเร่งความเร็ว พรุ่งนี้เช้าตรู่ก่อนฟ้าสางจะต้องไปถึงจินหลิงเพื่อหยุดพัก!"
"ขอรับ!"
เขตปกครองซิ่งหนานคือหนึ่งในแปดเขตปกครองของแคว้นเมฆาสงัด ภายใต้การปกครองมีหกแคว้น ได้แก่ แคว้นอวี้จ้าว, แคว้นจิ่วสุ่น, แคว้นอวิ๋นเซียง, แคว้นจินหลิง, แคว้นอิ๋นหลิง, แคว้นบรรพตทองคำ ในจำนวนนั้น แคว้นอวี้จ้าวและแคว้นจิ่วสุ่นตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ส่วนอีกสี่แคว้นที่เหลือตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก
เนื่องจากเมืองหลวงเขตปกครองตั้งอยู่ระหว่างแคว้นจินหลิงและแคว้นอวี้จ้าว ดังนั้น การเดินทางจากแคว้นหมื่นสุริยันไปยังเมืองหลวงเขตปกครองซิ่งหนาน ระหว่างทางจึงจำเป็นต้องผ่านเมืองหลวงแคว้นสองแห่งคือแคว้นบรรพตทองคำและแคว้นจินหลิง ตอนที่ถึงแคว้นบรรพตทองคำ คนทั้งสองได้กลับไปยังเมืองหลวงแคว้นเพื่อพบโหวอวี้หลิง ถือโอกาสนี้แลกเปลี่ยนเรื่องราวเกี่ยวกับการปฏิรูประบบตระกูลกับนางอยู่พักหนึ่ง มิได้เสียเวลาไปมากนัก ก็เดินทางต่อ
ระยะทางจากแคว้นหมื่นสุริยันไปยังเมืองหลวงเขตปกครองซิ่งหนานบนถนนหลวง ไกลถึงหนึ่งพันสามร้อยลี้ หากเป็นคนเดียวม้าตัวเดียว ย่อมต้องรวดเร็วอย่างแน่นอน แต่ทว่าขบวนนี้ของตระกูลโหวมีคนรวมทั้งสิ้นสามพันห้าร้อยกว่าคน ต่อให้ทิ้งกองทัพเจาหยางสามพันนายที่ไม่มีม้าไว้ด้านหลังให้เดินตามมา ขบวนที่มีม้าด้านหน้าก็ยังมีถึงห้าร้อยกว่าคน ความเร็วย่อมต้องช้าลงไปมากโดยธรรมชาติ
ก่อนออกเดินทาง โหวอวี้เซียวได้คำนวณไว้ล่วงหน้าแล้วว่า โหวอวี้เจี๋ยนำขบวนฝ่ายในเดินทางไปถึงแคว้นจินหลิง อย่างเร็วที่สุดต้องใช้เวลาสามวัน ถึงเมืองหลวงเขตปกครองต้องใช้เวลาห้าวัน คำนวณเวลาที่ใช้ทำธุระในเมืองหลวงเขตปกครองอีกสองวัน เมื่อเดินทางกลับมาถึงแคว้นจินหลิงอีกครั้งก็จะเป็นวันที่เก้า พอดีกับที่กองทัพเจาหยางสามพันนายเดินทางมาถึงจินหลิง
ตลอดเส้นทาง ทุกคนไม่กล้าโอ้เอ้เกียจคร้าน เกือบจะเหลือเวลาไว้เพียงแค่ให้ได้หยุดหายใจเท่านั้น เวลาส่วนใหญ่ล้วนอยู่บนหลังม้าควบตะบึงไปข้างหน้า เพราะพวกเขาจำเป็นต้องกลับไปรายงานตัวที่แคว้นหมื่นสุริยันให้ทันก่อนวันที่ยี่สิบ เดือนเก้า
โชคยังดีที่ทุกคนล้วนมีพลังบ่มเพาะติดตัว ทั้งยังเป็นนักยุทธ์ที่มีฝีมือไม่เลว ตลอดเส้นทางที่ฝ่าลมฝ่าฝนมา ก็ไม่มีผู้ใดบ่นว่าลำบากแม้แต่คนเดียว เพียงแค่ตั้งหน้าตั้งตาเร่งเดินทางเท่านั้น
…………
ศักราชซินอวี่ ปีที่ 1322 วันที่แปด เดือนเก้า
ย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ยามเช้าตรู่ของแคว้นจินหลิง สายลมโชยพัดแผ่วเบา ก็เริ่มสัมผัสได้ถึงไอเย็นอยู่บ้างแล้ว
ว่ากันตามหลักเหตุผลแล้ว ฤดูกาลเช่นนี้ เวลานี้ ผู้คนที่เข้าออกเมืองไม่น่าจะมากนัก แต่ทว่าประตูทิศตะวันออกของเมืองหลวงแคว้น ในขณะนี้กลับมีผู้คนมาชุมนุมกันอยู่หนาแน่นราวร้อยกว่าคน กำลังมองไปยังปลายสุดของถนนหลวงทางทิศตะวันออกอยู่เป็นระยะ เห็นได้ชัดว่ากำลังรอคอยผู้ใดบางคนอยู่
ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาเมื่อเห็นภาพนี้ ในใจก็เต็มไปด้วยความสงสัย
"คนมากมายถึงเพียงนี้ กำลังรอผู้ใดกันอยู่หรือ?"
"ไม่รู้สิ เช้าตรู่ก็เห็นแล้ว หลิงเยี่ยนอวิ๋น, หลี่ผิงไค, จางอิง, เก่อเชียน, ชิวหยวนหมิง, เจิงฝาน นี่ล้วนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่มีหน้ามีตาในแคว้นทั้งนั้น การที่ทำให้พวกเขามายืนรออยู่ที่นี่พร้อมกันได้ หรือว่าจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่จากเมืองหลวงเขตปกครองท่านใดจะมาเยือน?"
"เฮ้อ ข้าเพิ่งสังเกตเห็น ประมุขตระกูลเสิ่นก็มาด้วย!"
"นั่นมิใช่ผู้ปกครองแคว้นโจวหรอกหรือ แม้แต่เขาก็ยังอยู่ด้วย"
………
หากจะกล่าวว่าการได้เห็นคนทั้งหกคนก่อนหน้านี้ ยังเป็นเพียงแค่ทำให้ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาเหล่านี้รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง เช่นนั้นแล้ว เมื่อได้พบว่าประมุขตระกูลเสิ่น เสิ่นกูฟาน และผู้ปกครองแคว้น โจวหง ก็อยู่ที่นี่ด้วยจริงๆ ก็นับว่าตกตะลึงอย่างยิ่งแล้ว
หัวหน้ามังกรสมาคมดาวเหนือ หลิงเยี่ยนอวิ๋น, ประมุขพรรคพยัคฆ์ทมิฬ หลี่ผิงไค, ประมุขสำนักอัคคีผลาญ จางอิง รวมถึงเก่อเชียน, ชิวหยวนหมิง, เจิงฝาน คนทั้งหกนี้แม้จะนับได้ว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในแคว้นจินหลิง แต่หากเทียบกับเสิ่นกูฟานและโจวหงแล้ว ก็ยังคงห่างชั้นกันอยู่ขั้นหนึ่ง
ท้ายที่สุดแล้ว คนทั้งสองนี้ ก็นับได้ว่าเป็นหน้าเป็นตาของแคว้นจินหลิง!
โจวหงมิต้องพูดถึง ไม่เพียงแต่มีสถานะเป็นผู้ปกครองแคว้น ตัวเขาเองยังมีพลังบ่มเพาะถึงปรมาจารย์ระดับสี่อีกด้วย เมื่อเทียบกับผู้ปกครองแคว้นอย่างฟานหลงเฮ่อแล้ว เขายังควบตำแหน่งผู้ตรวจการหน่วยงานตุลาการอีกด้วย กุมอำนาจเบ็ดเสร็จไว้ในมือคนเดียว นับได้ว่าเป็นบุคคลอันดับหนึ่งของแคว้นจินหลิงอย่างมิต้องสงสัย
เสิ่นกูฟานก็ไม่ธรรมดา พลังบ่มเพาะทัดเทียมกับโจวหง แต่เบื้องหลังของเขายังมีตระกูลเสิ่นที่ยิ่งใหญ่อีกทั้งตระกูล ตระกูลเสิ่นตั้งมั่นอยู่ในจินหลิงมานานกว่านิกายข่ายสวรรค์ถึงหนึ่งร้อยกว่าปี ตระกูลเสิ่นประกอบคุณงามความดีไว้มากมาย ได้รับความเคารพรักจากชาวบ้านในแคว้นจินหลิงอย่างยิ่งยวด อิทธิพลกระทั่งยังสูงกว่าโจวหงอยู่ขั้นหนึ่ง
การที่สามารถทำให้คนทั้งสองนี้มายืนรออยู่ที่นี่พร้อมกันได้ ตกลงแล้วเป็นผู้ใดกันที่จะมา?
ชั่วขณะหนึ่ง ทุกคนต่างก็ตกอยู่ในความสงสัย...
ท่ามกลางความสงสัยของทุกคน ในกลุ่มคนที่ยืนอยู่หน้าประตูนอกเมือง ก็มีคนเอ่ยปากขึ้นเช่นกัน
"เพียงแค่ศิษย์ตระกูลเล็กๆ ระดับสามเท่านั้น ต่อให้จะมีชื่อเสียงอยู่บ้าง ให้หลิงเยี่ยนอวิ๋นหกคนมารอต้อนรับก็เพียงพอแล้ว ประมุขตระกูลเสิ่นเป็นถึงปรมาจารย์ระดับสี่มาด้วยตนเอง ไม่กลัวว่าจะถูกหัวเราะเยาะเอาหรือ!"
ผู้ที่เอ่ยปากคือผู้ปกครองแคว้นจินหลิง โจวหง แม้ว่าทุกคนจะยืนอยู่ด้วยกัน แต่หลิงเยี่ยนอวิ๋นทั้งหกคน เห็นได้ชัดว่ายืนอยู่ใกล้กับเสิ่นกูฟาน และยืนอยู่ห่างจากโจวหงเล็กน้อย
ตำแหน่งการยืนนี้ บวกกับน้ำเสียงประชดประชันของโจวหงในขณะนี้ เห็นได้ชัดว่าบ่งบอกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองแคว้นผู้นี้ กับกองกำลังเจ้าถิ่นในแคว้นจินหลิง ไม่ค่อยจะลงรอยกันนัก
เสิ่นกูฟานสีหน้าสงบนิ่ง เอ่ยเสียงเบาตอบกลับ "พลังบ่มเพาะของผู้ปกครองแคว้นโจวสูงส่งกว่าข้ามากนัก หากจะพูดถึงการถูกหัวเราะเยาะ เกรงว่าคงยังไม่ถึงตาของเสิ่นผู้นี้ก่อนกระมัง ส่วนประธานหลิงทั้งหกคน คิดว่าคงเป็นเพราะได้ยินชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของตระกูลโหวในช่วงนี้ จึงได้เดินทางมารอต้อนรับด้วยตนเอง มิได้มีความเกี่ยวข้องอันใดกับเสิ่นผู้นี้มากนัก หวังว่าผู้ปกครองแคว้นจะโปรดพิจารณา!"
"ใช่แล้ว ผู้ปกครองแคว้นโปรดพิจารณา สองมังกรตระกูลโหวในปัจจุบันชื่อเสียงโด่งดังสะท้านสะเทือน ผู้ที่ฝึกยุทธ์ในเขตปกครองซิ่งหนาน ไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก ไม่มีผู้ใดไม่รู้แจ้ง พวกข้าทั้งหกคนในใจย่อมต้องเลื่อมใสในตระกูลโหวอย่างยิ่ง เมื่อทราบว่าวันนี้จะมีคนของตระกูลโหวเดินทางผ่านมา ย่อมต้องมาทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดีต้อนรับเสียหน่อย"
"วันนี้ผู้ที่เดินทางมา ได้ยินมาว่าเป็นหนึ่งในสองมังกร บัณฑิตอสูรเจาหยาง โหวอวี้ตวน บ่มเพาะวิถีบัณฑิต อ่านตำรา ก็นับได้ว่าเป็นหนึ่งเดียวในแคว้นเมฆาสงัดของเราแล้ว อัจฉริยะร้ายกาจปานปีศาจเช่นนี้ หากไม่ได้เห็นด้วยตาตนเองสักครั้ง ก็น่าเสียดายเกินไปแล้ว!"
"ใช่ๆๆ ข้าได้ยินมาว่าอายุยี่สิบกว่าปีกลับสามารถมีขอบเขตบัณฑิตน้อยจิตตั้งมั่นได้ ต่อให้เป็นในสำนักศึกษาไป๋ลู่ ก็ยังนับได้ว่าเป็นอัจฉริยะแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น นายน้อยห้าโหวผู้นี้ยังอยู่ในเขตแดนแคว้นเมฆาสงัดของเราอีกด้วย ข้าถึงกับพาศิษย์ที่มีแววดีที่สุดในสำนักอัคคีผลาญของข้ามาด้วยเลย เพียงเพื่อหวังว่าจะได้ซึมซับไออัจฉริยะของคุณชายห้าโหวบ้าง ให้พวกเขาในภายหน้ายามฝึกฝน จะได้มีเป้าหมายเป็นแบบอย่างที่ดี!"
………………
เมื่อเห็นหลิงเยี่ยนอวิ๋นและคนอื่นๆ ต่างพากันเอ่ยปากตอบโต้ สีหน้าของโจวหงพลันมืดครึ้มลงในทันที ภาพที่อยู่เบื้องหน้านี้ ก็นับได้ว่าเป็นหนึ่งในภาพสะท้อนที่แท้จริงของการที่เขา ผู้ปกครองแคว้นผู้นี้ อาศัยอยู่ในแคว้นจินหลิงมานานหลายปี:
เขาพูดหนึ่งคำ ประมุขกองกำลังระดับสามอย่างหลิงเยี่ยนอวิ๋นเหล่านี้ไม่มีวันที่จะเออออตาม แต่คำพูดเดียวกัน หากเป็นเสิ่นกูฟานที่เอ่ยออกมา คนทั้งหกก็จะรีบขานรับอยู่ด้านหลังในทันที กระทั่งกล้าที่จะต่อต้านเขอย่างเปิดเผย ตราบใดที่มีเสิ่นกูฟานเป็นผู้นำ คนทั้งหกนี้ก็ไม่เคยเกรงกลัวแม้แต่น้อย...
สถานะของตระกูลเสิ่นในแคว้นจินหลิง ช่างมั่นคงจนเกินไปแล้ว เขาที่ควบตำแหน่งทั้งผู้ตรวจการและผู้ปกครองแคว้น ในสายตาคนภายนอกดูเหมือนจะเป็นบุคคลอันดับหนึ่งของแคว้นจินหลิง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภายในแคว้นจินหลิง กลับมิใช่เขาที่เป็นผู้กล่าวตัดสินใจ แต่เป็นเสิ่นกูฟานที่อยู่เบื้องหน้านี้ต่างหาก
โจวหงมีนิกายอสูรโลหิตเป็นต้นไม้ใหญ่ให้พึ่งพิง ทั้งยังควบตำแหน่งทั้งผู้ตรวจการและผู้ปกครองแคว้นถึงสองตำแหน่ง ช่วงแรกที่เข้ารับตำแหน่งก็มองจินหลิงเป็นดินแดนของตนเองแล้ว ต่อตระกูลเสิ่นที่เป็นเสี้ยนหนามตำเท้านี้ย่อมต้องเกลียดชังเข้ากระดูกดำอย่างแน่นอน
หลายปีมานี้ โจวหงคิดที่จะโค่นล้มตระกูลเสิ่นมาโดยตลอด บางครั้งก็เริ่มจากภาษีอากรของคำสอนศักดิ์สิทธิ์ บางครั้งก็เริ่มจากการเล่นพรรคเล่นพวก แต่ทว่าเสิ่นกูฟานกลับไร้ช่องโหว่โดยสิ้นเชิง แม้แต่จุดอ่อนเพียงเล็กน้อยก็ไม่เคยมี
ยามที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายตึงเครียด โจวหงกระทั่งยังเคยคิดที่จะลงมือทำลายล้างตระกูลเสิ่นโดยตรง แต่เมื่อชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เสิ่นกูฟานเผยไต๋พลังฝีมือของตระกูลเสิ่นให้เขาดูเป็นครั้งคราว เขาก็ยังคงล้มเลิกความคิดไป
โจวหงจ้องมองเสิ่นกูฟานที่ใบหน้ายังคงสงบนิ่ง แววตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารมิได้ปิดบังแม้แต่น้อย จ้องเขม็งอยู่นานกว่าสิบอึดใจ จึงค่อยส่งเสียงเย็นชาออกมาคำหนึ่ง หันหน้าหนีไปทางอื่นไม่มองเขาอีก
เสิ่นกูฟานไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย ยังคงจ้องมองไปยังถนนหลวงด้วยสีหน้าตั้งมั่นต่อไป ส่วนหลิงเยี่ยนอวิ๋นทั้งหกคนที่ยึดเขาเป็นผู้นำ ก็จ้องมองไปยังปลายสุดของถนนหลวงเช่นเดียวกับเขา
………………
เสียงของโจวหงและคนอื่นๆ มิได้ปิดบังอันใด ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาที่มุงดูอยู่ข้างๆ เมื่อได้ยินบทสนทนาของพวกเขา รู้ว่าพวกเขากำลังรอผู้ใดอยู่ พลันระเบิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมาอย่างเผ็ดร้อนในทันที:
"บัณฑิตอสูรเจาหยาง โหวอวี้ตวน คือคุณชายห้าตระกูลโหวแห่งเจาหยางที่ชื่อเสียงสะท้านฝ่ายมารเมื่อเร็วๆ นี้หรือ?"
"ย่อมต้องเป็นสองมังกรตระกูลโหวอย่างแน่นอน คุณชายห้าตระกูลโหวในปัจจุบันรั้งตำแหน่งในบัญชีดาวรุ่งฝ่ายมาร ชื่อเสียงสะท้านสะเทือนไปทั่วหกเขตแดนฝ่ายมาร ผู้ปกครองแคว้นโจวและประมุขตระกูลเสิ่นออกมาต้อนรับด้วยตนเอง ก็นับว่าสมเหตุสมผลแล้ว!"
"ได้ยินมาว่าเหตุจลาจลอสูรปีศาจในครั้งที่แล้ว ผู้ตรวจการหน่วยงานตุลาการ ติงเตี่ยน ทรยศต่อคำสอน ก็ถูกสังหารโดยสองมังกรนี่แหละ ตระกูลโหวในปัจจุบันได้กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นบรรพตทองคำไปแล้ว แม้แต่ผู้ปกครองแคว้นอย่างฟานหลงเฮ่อก็ยังพลิกฟื้นสถานการณ์ใดๆ ไม่ได้แล้ว"
"ให้ตายเถอะ ยังมิใช่เพียงเท่านั้น! สมรภูมิสามแคว้นเหอซี ตระกูลโหวก็ออกแรงเช่นกัน ประมุขตระกูลโหว โหวอวี้เซียว บัดนี้ก็นับได้ว่าเป็นคนโปรดคนสำคัญเบื้องหน้าปรมาจารย์ฟ่านอินแล้ว!"
"โหวอวี้เซียว พันโฉมรูปหยก โหวอวี้เซียว สองมังกรก็คือโหวอวี้ตวนกับเขาใช่หรือไม่?"
"ถูกต้อง ได้ยินมาว่าอายุก็ยังไม่ถึงสามสิบปี ในบัญชีดาวรุ่งฝ่ายมารรั้งอันดับที่เก้าสิบสาม สูงกว่าน้องชายโหวอวี้ตวนถึงสี่อันดับ!"
"สองพี่น้องนี้ เหตุใดจึงแข็งแกร่งถึงเพียงนี้?"
"นี่ล้วนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเขตปกครองซิ่งหนานของเราแล้ว บัดนี้มิใช่เพียงแค่ทางฝั่งเมืองหลวงเขตปกครอง เกรงว่าทั่วทั้งเขตแดนแคว้นเมฆาสงัด กระทั่งอีกห้าเขตแดนที่เหลือ ก็คงจะมีข่าวลือเกี่ยวกับสองมังกรตระกูลโหวนี้ไปทั่วทุกหนทุกแห่งแล้ว"
ตึง... ตึง... ตึง...
ปลายสุดของถนนหลวง พลันมีเสียงกีบม้ากระทบพื้นดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นมาในทันที ดึงดูดสายตาของทุกคนในบัดดล ในขอบเขตที่สายตามองเห็นได้ พลันปรากฏฝุ่นทรายตลบอบอวลไปทั่วท้องฟ้า เพียงแค่ไม่ถึงสิบกว่าอึดใจ อาชาสง่างามสีแดงและสีดำสองตัวก็ปรากฏสู่สายตา
ผู้ที่สามารถยืนรออยู่ที่ประตูเมืองได้ ล้วนเป็นนักยุทธ์ที่มีพลังบ่มเพาะติดตัว แม้ว่าระยะทางจะยังห่างอยู่หลายลี้ แต่ก็สามารถมองเห็นผู้ที่ขี่อยู่บนอาชาสง่างามสีแดงและสีดำสองตัวนั้นได้อย่างชัดเจนในแวบเดียว
บนอาชาสง่างามสีแดง ขี่โดยชายหนุ่มชุดขาวผู้หนึ่ง เขามีท่วงท่าสง่างามแบบบัณฑิต มุมปากอมยิ้มจางๆ ใบหน้าที่หล่อเหลาอ่อนโยน ทำให้ผู้คนเมื่อแรกเห็นก็บังเกิดความรู้สึกดีได้โดยง่าย บนร่างกายมีกลิ่นอายของความเป็นบัณฑิตอย่างชัดเจน แต่ทว่าที่เอวกลับคาดกระบี่ยาวเล่มหนึ่งไว้ ราวกับบัณฑิตถือกระบี่ที่หลุดออกมาจากภาพวาดอย่างแท้จริง
บนอาชาสง่างามสีดำ ขี่โดยชายหนุ่มผู้สวมชุดฝึกยุทธ์สีแดงเข้ม แม้ว่าใบหน้าของเขาจะหล่อเหลา แต่กลับเย็นชาไร้รอยยิ้ม เนื่องจากแววตาที่ค่อนข้างจะเย็นชา ทำให้ใบหน้ายิ่งเพิ่มความอ่อนโยนแบบสตรีเข้าไปอีกหลายส่วน รูปร่างสูงโปร่ง สองตาฉายประกายเย็นเยียบอยู่เป็นระยะ ผู้ที่ถูกกวาดตามองผ่าน ยิ่งบังเกิดความรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง
ใบหน้าของคนทั้งสองคล้ายคลึงกันถึงเจ็ดส่วน แต่ท่วงท่ากลับแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
"ชุดขาวสง่างาม กลิ่นอายบัณฑิตเข้มข้น รัศมีสุขุมลุ่มลึก ชายหนุ่มชุดขาวผู้นั้นน่าจะเป็นโหวอวี้ตวนที่บ่มเพาะวิถีบัณฑิต อ่านตำรา ส่วนชายหนุ่มชุดฝึกยุทธ์สีแดงเข้มผู้นั้น พลังบ่มเพาะยุทธ์อยู่เพียงแค่ขอบเขตปราณผสานระดับสอง ขั้นรวบรวมปราณอสูร ท่วงท่าอ่อนโยนแบบสตรี น่าจะเป็นคุณชายสี่ตระกูลโหวผู้นั้น ที่มีข่าวลือว่าถูกทำลายรากฐานบุรุษ โหวอวี้เจี๋ย!"
เสิ่นกูฟานเอ่ยปากระบุตัวตนของคนทั้งสองออกมาคำหนึ่ง ทุกคนที่เหลือต่างก็พยักหน้า จ้องมองโหวอวี้ตวนและโหวอวี้เจี๋ย ใบหน้าเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"เพียงแค่สองคนขี่ม้าเท่านั้น ไฉนจึงสามารถทำให้เกิดฝุ่นทรายตลบอบอวลบนถนนหลวงได้ถึงเพียงนี้!"
เสียงสงสัยของหลี่ผิงไคเพิ่งจะจบลง พลันปรากฏกระแสธารอาชาสง่างามสายหนึ่งโหมกระหน่ำมาจากปลายสุดของถนนหลวงในทันที ทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้น รวมถึงโจวหงและเสิ่นกูฟาน พากันสีหน้าตกตะลึงไปชั่วขณะ ต่อจากนั้นในแววตาก็พลันฉายแววตื่นตระหนกออกมา...
นั่นคือกลุ่มคนชุดดำราวห้าร้อยกว่านาย พวกเขาทุกคนต่างก็ขี่อาชาสง่างามคนละตัว สีหน้าสุขุมเยือกเย็น ตรงกลางยังคุมขบวนรถม้าเป็นสายยาว ตามหลังโหวอวี้เจี๋ยและโหวอวี้ตวนสองคนมา ควบตะบึงม้ามาโดยไม่เอ่ยคำพูดใดๆ
เพียงแค่คนขี่ม้าห้าร้อยคนธรรมดา ย่อมไม่ทำให้ทุกคนตกตะลึงถึงเพียงนี้ ยิ่งมิต้องพูดถึงการทำให้ปรมาจารย์ระดับสี่ผู้มากประสบการณ์อย่างโจวหงและเสิ่นกูฟาน ต้องเผยสีหน้าเช่นนี้ออกมา กุญแจสำคัญก็คือ พลังบ่มเพาะของคนทั้งห้าร้อยนี้
"คนทั้งห้าร้อยนี้ พลังบ่มเพาะทั้งหมดล้วนอยู่ระดับเบิกกายาขั้นเก้าขึ้นไป ระดับเบิกกายาขั้นสิบอย่างน้อยที่สุดก็ครองส่วนหนึ่งในนั้น กระทั่งนักยุทธ์ขอบเขตปราณผสาน ก็ยังมีเกือบสี่สิบคน ตระกูลโหวนี้มิใช่เพิ่งจะเลื่อนระดับเป็นกองกำลังระดับสามได้เพียงครึ่งปีหรอกหรือ ไฉนจึงมี... พลังฝีมือถึงเพียงนี้?"
เสิ่นกูฟานได้ยินคำพูดของหลิงเยี่ยนอวิ๋นที่อยู่ข้างๆ พลันกวาดตามองทหารม้าห้าร้อยกว่านายที่กำลังควบตะบึงมาแวบหนึ่ง ต่อจากนั้นจึงย้ายสายตาไปยังโหวอวี้เจี๋ยและโหวอวี้ตวนสองคนที่อยู่ช่วงหน้าสุด ในดวงตาก็พลันฉายแววจริงจังขึ้นมาสายหนึ่ง
"ท่านพ่อ ตระกูลเสิ่นเราตั้งมั่นอยู่ในจินหลิงมานานหลายปี จนบัดนี้ ในตระกูลมีนักยุทธ์ระดับเบิกกายาขั้นสิบ ก็เพิ่งจะทะลุพันคนเท่านั้น ตระกูลโหวนี้เลื่อนระดับเป็นกองกำลังระดับสามยังไม่ถึงหนึ่งปี นี่มัน..."
ผู้ที่เอ่ยปากพูดคือประมุขน้อยตระกูลเสิ่น เสิ่นอวี่เถียน ก็นับได้ว่าเป็นสองพ่อลูกอย่างแท้จริง ใบหน้าของเขาถอดแบบมาจากเสิ่นกูฟานไม่ผิดเพี้ยน คิ้วที่สง่างาม ในขณะนี้เมื่อมองดูกองกำลังทหารม้าห้าร้อยนายของพรรคพยัคฆ์ทมิฬนั้น บนใบหน้าก็พลันเผยรอยหวาดหวั่นออกมาเล็กน้อย
เสิ่นกูฟานหันกลับไปมองบุตรชายของตนแวบหนึ่ง ส่ายหน้ากล่าว "มองเรื่องราว อย่ามองเพียงแค่ผิวเผิน ตระกูลโหวเลื่อนระดับเป็นกองกำลังระดับสามได้ไม่ถึงหนึ่งปีก็จริง แต่เจ้าต้องดูด้วยว่า ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปีนี้ พวกเขาล้วนทำอันใดไปบ้าง ก่อร่างสร้างตัวที่อำเภอเจาหยาง, บุกเข้าแคว้นบรรพตทองคำ, ช่วยปรมาจารย์ฟ่านอินตีสามแคว้นเหอซีแตก บัดนี้เฝ้าแคว้นหมื่นสุริยัน เกรงว่าแคว้นหลงเซียงและแคว้นหยางผิง หากไร้ซึ่งคำสอนศักดิ์สิทธิ์เข้าแทรกแซง ตระกูลโหวนี้เกรงว่าก็คงจะกำไว้ในมือเช่นกัน ยึดครองสี่แคว้น เกือบจะเทียบเท่ากับหนึ่งเขตปกครองแล้ว การมีพลังฝีมือถึงระดับนี้ นับว่าสมเหตุสมผลแล้ว!"
กล่าวจบเขาก็หยุดไปชั่วขณะ ในดวงตาฉายประกายประหลาดแวบหนึ่ง แล้วกล่าวต่อ "แต่ทว่า ก็มิต้องกังวลจนเกินไป พลังฝีมือที่ขยายตัวเร็วเกินไป รากฐานย่อมไม่มั่นคงอย่างแน่นอน ตามที่ข้าล่วงรู้มา ตระกูลโหวในปัจจุบันก็อยู่ในสภาพที่ปะติดปะต่อมาเท่านั้น อาศัยร่มเงาไม้ใหญ่ย่อมสบาย ย่อมสามารถดึงดูดผู้คนจากสี่ทิศแปดทางให้มาเข้าร่วมได้ แต่ก็มีคำกล่าวว่า 'ต้นไม้ล้ม ลิงก็แยกย้าย' ตระกูลโหวที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ชื่อเสียงในปัจจุบันล้วนอยู่บนร่างของสองมังกรตระกูลโหวนี้ หากสองมังกรนี้เกิดเป็นอันใดไป การล่มสลายของตระกูลโหว ก็เป็นเพียงเรื่องชั่วพริบตาเท่านั้น"
เสิ่นอวี่เถียนพยักหน้าเล็กน้อย ในดวงตาฉายแววกระจ่างใสแวบหนึ่ง ส่งสายตาเลื่อมใสไปยังบิดาของตน เอ่ยเสียงเบา "อวี่เถียนได้รับคำชี้แนะแล้ว!"
ระหว่างที่คนทั้งสองกำลังพูดคุยกันเสียงต่ำ ขบวนของตระกูลโหว ก็มาถึงใต้ประตูเมืองแล้ว
"มองจากไกลๆ ก็เห็นทั้งสองท่านท่วงท่าสง่างามองอาจ กองกำลังทหารม้าห้าร้อยนายเบื้องหลังนี้ ยิ่งมีบารมีที่ไม่ธรรมดา คิดว่าทั่วทั้งเขตปกครองซิ่งหนานของเรา ผู้ที่สามารถมีอัจฉริยะเช่นนี้ ทั้งยังมีกองกำลังที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ เกรงว่าคงจะมีไม่กี่ตระกูลแล้ว กล้าถามว่า ใช่คุณชายทั้งสองแห่งตระกูลโหวหรือไม่?"
คำพูดประโยคหนึ่งของโจวหง ทำเอาทุกคนตกตะลึงไปชั่วขณะ
ทุกคนต่างมองไปยังผู้ปกครองแคว้นที่ในอดีตภาพลักษณ์สูงส่งอยู่ในใจของพวกเขา ในขณะนี้กลับแสร้งทำเป็นตกตะลึง ท่าทางที่ยกยอตระกูลโหวอย่างเห็นได้ชัด พลันทำให้สีหน้าของทุกคนประหลาดใจขึ้นมา
ผู้ปกครองแคว้นโจว ที่แท้ก็มีด้านนี้อยู่ด้วย...
ท่าทีของโจวหง อย่าว่าแต่คนเจ้าถิ่นในแคว้นจินหลิงเหล่านี้เลย แม้แต่ในใจของโหวอวี้เจี๋ยและโหวอวี้ตวนก็ยังอดที่จะสงสัยอยู่บ้างมิได้ ตระกูลโหวในปัจจุบันชื่อเสียงโด่งดังสะท้านสะเทือนก็จริง แต่พลังฝีมือและสถานะของโจวหง ก็ไม่ต่ำเช่นกัน ตามหลักเหตุผลแล้ว ไม่จำเป็นต้องเกรงใจพวกเขาถึงเพียงนี้
โหวอวี้เจี๋ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ยังหาคำตอบไม่ได้ แต่ก็ยังคงประสานหมัดขึ้นก่อนอย่างถ่อมตน "ตระกูลโหวเป็นเพียงตระกูลเล็กๆ ระดับสามเท่านั้น มิอาจรับคำชมเชยเช่นนี้จากผู้ปกครองแคว้นโจวได้!"
กล่าวจบเขาก็ลงจากม้าโดยตรง ประสานหมัดกล่าว "นายน้อยสี่ตระกูลโหว โหวอวี้เจี๋ย"
โหวอวี้ตวนก็ลงจากม้าตามเวลาสมควร ยืนอยู่ข้างๆ เขา ประสานหมัดกล่าว "น้องห้า โหวอวี้ตวน"
จากนั้นคนทั้งสองก็เอ่ยปากพร้อมกัน โค้งคำนับเล็กน้อย "คารวะผู้ปกครองแคว้นโจว!"
บนใบหน้าของโจวหงพลันปรากฏรอยยิ้มอย่างจริงใจขึ้นมาในทันที ยื่นมือออกไปเชิญ "ผู้ปกครองแคว้นผู้นี้ได้จัดเตรียมงานเลี้ยงไว้ที่หอเชิญเซียนแล้ว เพื่อเป็นการต้อนรับขับสู้ทั้งสองท่าน คุณชายทั้งสองเชิญด้านในเถิด"
ในแววตาของโหวอวี้เจี๋ยเผยรอยลังเลออกมา พวกเขาต้องเร่งเดินทาง แต่โจวหงกลับเล่นใหญ่ถึงเพียงนี้ เขาปฏิเสธเช่นนี้ก็ดูจะไร้น้ำใจจนเกินไป
เขาหันศีรษะไปสบตากับโหวอวี้ตวนเล็กน้อย จึงค่อยพยักหน้ากล่าว "โหวผู้นี้รบกวนเสียแล้ว รบกวนผู้ปกครองแคว้นโจวนำทาง!"
"ไม่รบกวน ไม่รบกวน เชิญด้านในเถิด..."