- หน้าแรก
- เกมวันสิ้นโลก ที่พักพิงระดับเทพ
- บทที่ 43 ตลาดมืด และการตายของกัปตันฉี
บทที่ 43 ตลาดมืด และการตายของกัปตันฉี
บทที่ 43 ตลาดมืด และการตายของกัปตันฉี
นอกจากรางวัล "จี้หยกมิติ" แล้ว ระบบยังได้เปิดใช้งาน "ตลาดมืด" อีกด้วย
ตลาดมืดนี้ มีอยู่ในเกมด้วยเช่นกัน แต่ต่างกันตรงที่ปกติแล้ว ผู้เล่นจะได้รับอนุญาตให้เข้าถึงได้หลังจากออกจากพื้นที่สำหรับผู้เล่นใหม่ และเข้าไปในเมืองหลักแล้วเท่านั้น
เจียงลี่ แปลกใจมากที่แค่ทำภารกิจย่อยสำเร็จ ก็ทำให้ตลาดมืดเปิดใช้งานตามมาด้วย
ในขณะที่ความคิดของเธอกำลังจดจ่ออยู่กับรางวัลนั้นเอง
หลังจากตรวจสอบเสร็จ สีหน้าของ เซี่ยจื่อหยวน ก็ซีดเผือด ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าอย่างหนัก ซึ่งเป็นสัญญาณว่าพลังจิตของเขาหมดสิ้นแล้ว เขาดึงขวดยาหยกสีขาวบริสุทธิ์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เทเม็ดยาออกมาสองเม็ด และกลืนลงไป หลังจากนั้นสีหน้าของเขาก็ค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ
อวี่หลิง มองเขาด้วยความเป็นห่วงและถามว่า "พี่จื่อหยวนเป็นอะไรรึเปล่า?"
การตรวจสอบคนทั้งหมู่บ้านกว่าร้อยคนนั้น ต้องใช้พลังจิตมหาศาล
เซี่ยจื่อหยวน คงไม่สามารถใช้ทักษะของเขาได้เลย หากเขาไม่ได้แค่ยืนยันว่าพวกเขามีความฝันหรือไม่เท่านั้น
การใช้พลังจิตแค่เพียงการหยุดชะงักสองสามวินาทีต่อคน โดยไม่ได้เจาะลึกเข้าไปในความฝัน ทำให้พลังจิตที่ใช้ไปนั้นยังคงพอรับไหว
ถึงแม้จะกินยาฟื้นฟูพลังจิตแล้ว แต่เขาก็ยังคงต้องการการพักผ่อนอยู่ดี
กัปตันฉี เดินเข้ามาพลางถูมือ เขาต้องการแสดงออกถึงความสง่างาม และความไม่ยอมจำนนในฐานะหัวหน้าหน่วยลาดตระเวน แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหล่าบรรดาคนหนุ่มสาวจากเมืองหลัก เขาก็ดูเหมือนจะดูตลกไปเสียหน่อย
"ไม่ผิดหวังเลย ที่พวกคุณถูกส่งมาในฐานะนักรบผู้แข็งแกร่งจากเมืองหลักเลยจริง ๆ ผมรู้สึกนับถืออย่างยิ่ง ในฐานะตัวแทนของพี่น้องที่เสียชีวิต ผมขอขอบคุณทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือ หากในอนาคตมีสิ่งใดที่ผมพอจะช่วยได้ ก็บอกมาได้เลยครับ"
กัปตันฉี รู้ดีว่านี่คือโอกาสที่ดีที่สุดในการเข้าหาพวกเขา ก่อนที่พวกเขาจะกลับไปที่เมืองหลัก ซึ่งในตอนนั้นคงเป็นเรื่องยากมากที่จะได้พบเจอพวกเขาอีกครั้ง
กัปตันฉี มีภรรยาและลูก ๆ ที่ต้องดูแล รวมไปถึงพ่อแม่ที่ชราแล้ว เมื่อมีสิ่งที่ต้องห่วงใยก็ย่อมมีความทะเยอทะยานตามมา แม้เขาจะเป็นเพียงกัปตันหน่วยลาดตระเวนในพื้นที่ส่วนนอก แต่เขาก็มุ่งหวังที่จะได้เข้าไปในพื้นที่ส่วนในของเมืองหลักในอนาคต เพราะมีเพียงการเข้าไปในพื้นที่ส่วนในเท่านั้นที่จะทำให้เขาไม่มีเรื่องต้องกังวล
ในขณะที่เขากำลังฝันถึงอนาคตที่สวยงามนั้นเอง ทันใดนั้นภาพเบื้องหน้าของเขาก็พร่ามัว
กัปตันฉี รู้สึกสับสน แต่เมื่อเขาเห็นร่างกายที่ไร้ศีรษะของตัวเองในมุม 360 องศา ดวงตาของเขาก็เบิกโพลง
แต่เขาก็ไม่สามารถส่งเสียงใดๆ ออกมาได้อีกต่อไปแล้ว ร่างกายและศีรษะของเขาถูกแยกออกจากกัน
"อ๊าาาา!!"
ชาวบ้านที่อยู่รอบ ๆ ต่างกรีดร้องด้วยความตกใจเมื่อเห็นฉากนี้
ไม่เพียงแต่ กัปตันฉี เท่านั้น แต่คนจากหน่วยลาดตระเวนคนอื่น ๆ ก็มีชะตากรรมแบบเดียวกัน
ไต้จื่ออี้ หนุ่มผมแดงหัวเราะเยาะอย่างเย็นชาด้วยน้ำเสียงที่รุนแรง
"ใครบอกนายว่าพวกเราถูกส่งมาจากเมืองตงเย่า?"
อวี่หลิง ที่ยืนอยู่ด้านข้าง และเปื้อนเลือดที่กระเด็นมาก็หน้าบึ้งด้วยความโกรธ ใบหน้าที่เดิมก็กลมอยู่แล้วตอนนี้ยิ่งดูเหมือนปลาปักเป้า เธอจ้องมอง ไต้จื่ออี้ ด้วยความโกรธ และพูดว่า
"ไต้จื่ออี้! ทำไมแกถึงชอบเป็นแบบนี้ตลอดเลย!"
ไต้จื่ออี้ เอาหูฟังออกมาเสียบ และไม่ได้สนใจคำพูดของเธอเลย
เวินชิงหยวน ผู้นำของคนทั้ง 16 คน แว่นตาของเขาเปื้อนเลือดสองสามหยด เขาดึงแว่นตาออก และค่อย ๆ เช็ดมันด้วยผ้าไหม
"ไร้สาระไปใหญ่แล้ว จื่ออี้ นิสัยของนายยังต้องปรับปรุงอีกมากนะ หากยังทำแบบนี้ต่อไป ในอนาคตจะต้องเดือดร้อนแน่ ๆ"
เวินชิงหยวน พูดยาวเหยียด และพยายามเกลี้ยกล่อมด้วยความจริงใจ
ไต้จื่ออี้ ยิ้มเผยให้เห็นเขี้ยวที่แหลมคมคล้ายกับฟันฉลาม จากนั้นเขาก็อุดหูด้วยเส้นไหม เพื่อที่จะไม่ต้องฟังเขาพูดแม้แต่คำเดียว
เวินชิงหยวน ไม่ได้โทษเขาเรื่องนี้ เขาเข้าใจนิสัยของทุกคนดี และเขาก็รู้ว่า ไต้จื่ออี้ มีนิสัยเหมือนม้าที่พยศ และยากที่จะควบคุม
"เอาล่ะ ส่งคนไปที่เหมืองได้แล้ว พวกเรามีนัดกับหัวหน้ากลุ่มวุ่ยซู่"
หวังจื่อฉี เด็กหนุ่มผมเรียบที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เวินชิงหยวน พูดอย่างกระวนกระวายว่า
"กัปตันเวิน แต่ชาวบ้านพวกนี้เสียงดังมากเลย เราจะพาพวกเขาไปที่เหมืองได้ยังไงล่ะ? หรือเราจะฆ่าพวกมันทั้งหมดเลยดีกว่า? น่ารำคาญจะตาย..."
เวินชิงหยวน ปลอบอารมณ์ของเขาอย่างจนปัญญา "จื่อฉี ใจเย็นไว้ อย่าเพิ่งใจร้อน เราจะจัดการเรื่องนี้เอง"
ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเห็นคนหนุ่มสาวเหล่านี้ฆ่ากัปตันฉี และหน่วยลาดตระเวนจนหมดสิ้น จากนั้นก็คุยกันถึงสถานที่ๆพวกเขาจะไป เหมือนกับการคุยเรื่องทั่ว ๆ ไป ทำให้พวกเขารู้สึกหนาวเหน็บในใจ
มีชาวบ้านสองสามคนที่คิดจะใช้โอกาสที่พวกเขากำลังคุยกันแอบหนีไป แต่ยังไม่ทันเดินไปได้สองก้าว ก็มีหญิงสาวในชุดซอมบี้ ที่ปราดเปรียวมาขวางอยู่ตรงหน้าพวกเขา
ใบหน้าของหญิงสาวซีดเซียวราวกับคนตาย ปากของเธอฉีกออกเหมือน คุจิซาเกะอนนะ และถูกเย็บไว้ด้วยด้ายสีแดง ลิ้นสีแดงสดของเธอยาวลงมาจนถึงคาง ดูน่ากลัวเหมือนผี
ทำให้ชาวบ้านที่คิดจะหนีเหล่านั้นถึงกับปัสสาวะราด
"ผะ...ผี!!"
เวินชิงหยวน เดินเข้าไป และยิ้มพลางหรี่ตา รอยยิ้มของเขาดูใจดีเป็นพิเศษ
"ต้วนเอ๋อร์อย่าทำให้พวกเขาตกใจ"
หลังจากนั้นเขาก็หันไปพูดกับชาวบ้านด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล
"พวกเราเป็นสมาชิกของ หอชิงหลง ภารกิจของเราคือการมาจัดการกับ อสูรหนังมนุษย์ และพาพวกคุณไปที่เหมืองเพื่อขุด หินประกายเพลิง ให้กับพวกเรา
แน่นอนว่าพวกคุณไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรอก ผมจะมอบความตายที่ไม่เจ็บปวดให้กับพวกคุณ
ไม่ต้องกลัวไป พวกเราก็มีเหตุผลนะ"
ขณะที่พูด เวินชิงหยวน ก็เหลือบมอง ต้วนเอ๋อร์ ที่อยู่ในชุดซอมบี้เชิงตำหนิ และตำหนิเธอที่ไม่ควรทำให้ชาวบ้านเหล่านี้หวาดกลัว
จากท่าทางของชายหนุ่มคนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนดี และเข้าถึงได้ง่าย ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะลดความระแวดระวังลง
เจียงลี่ ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางชาวบ้าน มองดูเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ และในที่สุดเธอก็เข้าใจถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดีที่เธอรู้สึกมาตั้งแต่แรก
คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นนักรบที่ถูกส่งมาจากเมืองตงเย่าเลย แต่ กัปตันฉี ที่ได้รับแค่ข่าวสาร และไม่รู้จักนักรบที่แท้จริงก็คิดไปเองว่าพวกเขาเป็น
กัปตันฉี โง่จนไม่ได้ตรวจสอบเอกสารยืนยันตัวตนของพวกเขาเลยงั้นหรือ?
ไม่
จากท่าทีของ กัปตันฉี ที่ให้ความสำคัญกับนักรบจากเมืองตงเย่ามาก เขาไม่กล้าที่จะตรวจสอบ หรือแม้แต่จะคาดเดาถึงตัวตนของคนเหล่านี้ด้วยซ้ำ
นี่คือระบบชนชั้นที่รุนแรงในเมืองหลักแต่ละแห่ง
กฎของผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด เพื่อที่จะปลุกพลัง ผู้คนต้องฝึกฝนร่างกายให้ถึงขีดสุด แต่ทรัพยากรทั้งหมดกลับถูกมอบให้กับลูกหลานของขุนนางชั้นสูงในเมืองหลักเท่านั้น คนธรรมดาจึงไม่สามารถได้รับทรัพยากรเหล่านั้นได้เลย ซึ่งส่งผลให้...
คนธรรมดาที่ไม่ได้รับทรัพยากร จะไม่มีวันก้าวหน้าได้ ในขณะที่คนชั้นสูงจะยังคงเป็นคนชั้นสูงตลอดไป
นอกจากนี้ด้วยความสามารถของคนเหล่านี้ ต่อให้ กัปตันฉี และหน่วยลาดตระเวนจะรู้ว่าพวกเขาไม่ได้มาจากเมืองตงเย่า พวกเขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย
นี่คือทางตัน
สิ่งที่ เจียงลี่ ไม่เข้าใจคือ:
แล้วนักรบที่แท้จริงที่ถูกส่งมาเพื่อจัดการกับ อสูรหนังมนุษย์ ไปอยู่ที่ไหนกัน?
"กัปตันฉี บอกว่านักรบจากเมืองตงเย่าจะมาถึงในวันนี้แล้ว พวกคุณไม่กลัวเหรอ?"
ชาวบ้านคนหนึ่งรวบรวมความกล้า และถามขึ้น
เวินชิงหยวน ยังไม่ทันได้พูดอะไร ไต้จื่ออี้ หนุ่มผมแดงที่ดูอวดดี ก็หัวเราะเหมือนกับว่าเขาได้ยินเรื่องตลก และหัวเราะเสียงดัง
"เมืองตงเย่าเหรอ? พวกเขาปล่อยทิ้งเหมืองแห่งนี้ไปนานแล้ว ให้ตายสิ ผมนึกว่าจะมีโอกาสได้ต่อสู้ซะอีก ใครจะรู้ว่าพวกเขาจะขี้ขลาดขนาดนี้ พวกมันหดหัวเป็นเต่า เมื่อได้ยินชื่อของพวกเรา และไม่กล้ามาอีกเลย"
เมื่อชาวบ้านได้ยินเช่นนั้นก็ตกตะลึงราวกับถูกฟ้าผ่า
หมู่บ้านซิงฮั่ว อยู่ภายใต้การปกครองของเมืองตงเย่า ในอดีตเมื่อมี สัตว์ร้ายภัยพิบัติ หรือ อสูรชั่วร้าย ที่แข็งแกร่งปรากฏตัวขึ้น พวกเขาก็จะส่งนักรบที่แข็งแกร่งมาที่นี่เสมอ
ภายใต้การคุ้มครองของเมืองตงเย่า หมู่บ้านซิงฮั่ว ก็อยู่อย่างสงบสุข แม้มักจะมีคนตายอยู่เสมอ แต่พวกเขาก็ยังคงสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้
แต่สิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดก็คือ เมืองตงเย่า จะทอดทิ้งพวกเขาในที่สุด