- หน้าแรก
- ชีวิตสบายๆ ของเหยียนเจี๋ยกวง
- ตอนที่ 77 เจี่ยตงซวีไปคุยเรื่องยกเสี่ยวตังให้กับอี้จงไห่
ตอนที่ 77 เจี่ยตงซวีไปคุยเรื่องยกเสี่ยวตังให้กับอี้จงไห่
ตอนที่ 77 เจี่ยตงซวีไปคุยเรื่องยกเสี่ยวตังให้กับอี้จงไห่
เหยียนปู้กุ้ยกล่าวว่า “พี่หลิวพูดน่ะมันง่ายจะให้อยู่เฝ้ายามทั้งคืนใครจะไปไหว?!”
หลิวไห่จงเกาศีรษะอย่างกระอักกระอ่วนแล้วว่า “นี่มันเป็นเรื่องประพฤติไม่ชอบภายในเรือนของพวกเรา”
เหยียนปู้กุ้ยจึงกล่าวว่า “ฉันก็ยังยืนยันคำเดิมข่าวลือพวกนั้นเราจะต้องได้เห็นกับตาเสียก่อน!”
“ดูเหมือนวันนี้เราจะคุยกันไม่รู้เรื่อง!” หลิวไห่จงพูดทิ้งไว้ประโยคหนึ่งแล้วเดินออกจากบ้านเหยียนปู้กุ้ยด้วยความโมโห แม่เหยียนมองตามแผ่นหลังหลิวไห่จงแล้วพูดว่า “หลิวไห่จงนี่มันไม่ใช่คนดีจริงๆ!”
เหยียนปู้กุ้ยปรายตามองภรรยาแล้วว่า “ถ้าเขาเป็นคนดี ก็ไม่มีคนชั่วบนโลกแล้ว”
รุ่งเช้าวันต่อมา เจี่ยตงซวีรอจนกระทั่งอี้จงไห่ออกจากบ้าน แล้วรีบตามไป พอถึงกลางทาง เจี่ยตงซวีก็ขวางทางอี้จงไห่ อี้จงไห่มองเจี่ยตงซวีด้วยสีหน้ารังเกียจแล้วถามว่า “นายคิดจะทำอะไร?!”
เจี่ยตงซวีกล่าวว่า “ลุงอี้ คุณก็รู้ว่าตอนนี้บ้านผมเป็นยังไงด้วยเงินเดือนและโควต้าคูปองที่มีให้เลี้ยงคนมากขนาดนั้นก็คงไม่ไหว ผมจึงคิดจะยกเสี่ยวตังให้คุณ”
“ยกให้ฉัน?!” อี้จงไห่ทำตาไม่เชื่อมองเจี่ยตงซวีแล้วถามว่า “บอกเงื่อนไขมา”
เจี่ยตงซวีกล่าวว่า “สองร้อยเหรียญ แล้วก็ช่วยดึงผมออกจากแผนกทำความสะอาดกลับไปที่แผนกเดิม เสี่ยวตังก็จะเป็นของคุร นับจากนี้ไปไม่มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลเจี่ยอีก”
อี้จงไห่พิจารณาเจี่ยตงซวีอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “เรื่องเงินไม่เป็นปัญหา แต่เรื่องย้ายงานฉันทำไม่ได้”
เจี่ยตงซวีกล่าวว่า “คุณทำไม่ได้ แต่แม่ใหญ่หูหนวกทำได้! คุณดูเหมือนจะคุ้นเคยกับแม่ใหญ่หูหนวกดีไปขอให้เธอช่วยก็ได้”
อี้จงไห่หัวเราะแล้วพูดว่า “เจี่ยตงซวี นายคิดง่ายเกินไปหรือเปล่า ถึงฉันจะคุ้นเคยกับแม่ใหญ่หูหนวกแต่บ้านตระกูลเจี่ยกับแม่ใหญ่หูหนวกมีความสัมพันธ์อย่างไรกันนายไม่รู้หรือ ต่อให้ฉันจะไปขอร้องเธอก็ไม่ยอมช่วยหรอก ล้มเลิกความคิดนี้ไปเสียเถอะ”
เจี่ยตงซวีครุ่นคิดแล้วเห็นว่าที่อี้จงไห่พูดก็มีเหตุผล พลันเขาก็รู้สึกโทษเจี่ยจางซื่อ ที่ไปมีเรื่องกับคนทั้งเรือน ทำให้เขาเหมือนคนโดดเดี่ยว เขาชะงักอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ถ้าคุณช่วยผมย้ายแผนกไม่ได้ก็ต้องเพิ่มเงิน”
อี้จงไห่ตอบว่า “แต่ฉันว่าเงินจำนวนนี้มันยังมากเกินไปด้วยซ้ำฉันไปขอเด็กจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าจ่ายแค่ 10 เหรียญเท่านั้นเอง” ว่าจบก็จะเดินจากไป
เจี่ยตงซวีรีบขวางแล้วว่า “มีอะไรก็พูดกันดีๆ สิ!”
“เราคุยกันไม่รู้เรื่องหรอก!” พูดจบอี้จงไห่ก็ผลักเจี่ยตงซวีออกแล้วเดินไปทางโรงงานเหล็ก
เจี่ยตงซวีมองแผ่นหลังของอี้จงไห่แล้วกระทืบเท้าด้วยความโกรธ “ฉันเสนอเรื่องย้ายงานไปทำไมกันนะ?!”
แม้เจี่ยตงซวีจะคุยเรื่องยกเด็กกับอี้จงไห่อย่างระมัดระวัง แต่ก็ยังมีคนที่ตั้งใจแอบฟังเข้าไปได้ และคนนั้นก็เป็นคนปากโป้งที่โรงงานรู้จักกันดี ไม่นานข่าวลือว่าเจี่ยตงซวีจะขายลูกสาวก็แพร่ไปทั่ว คนในโรงงานไม่ได้ว่าอะไรอี้จงไห่ แต่กลับพูดจาซุบซิบกันถึงเจี่ยตงซวี
ผ่านไปทั้งวัน เจี่ยตงซวีก็ฝืนจนถึงเวลาเลิกงาน ตอนกำลังจะออกจากโรงงาน เขาถูกพี่ใหญ่เหยียน หัวหน้าฝ่ายสตรีของโรงงานเรียกเอาไว้ เดิมทีพี่ใหญ่เหยียนก็เป็นคนไม่ยอมให้สิ่งไม่ดีผ่านตาได้ง่ายๆ พอได้ยินข่าวลือตอนเช้าก็เริ่มสืบ แม้จะไม่เจอหลักฐานตรงๆ ว่าเจี่ยตงซวีจะขายลูกสาว แต่กลับสืบเจอว่าที่บ้านนั้นเจี่ยจางซื่อทำเรื่องไม่ดีมากมาย ทั้งลำเอียงรักแต่ผู้ชายและทารุณสะใภ้
เจี่ยตงซวีมองพี่ใหญ่เหยียนที่ยืนตรงหน้า ก็ขาสั่นโดยไม่รู้ตัว พลางถามด้วยความระแวดว่า “พี่ใหญ่เหยียน มีธุระอะไรกับผมหรือเปล่า?!”
พี่ใหญ่เหยียนกล่าวเสียงเย็นว่า “เจี่ยตงซวี นายนี่มันใช้ได้จริงๆ กล้าทำเรื่องใหญ่อย่างจะขายลูกสาวด้วยหรือ?”
เจี่ยตงซวีได้ยินก็รีบแก้ตัวว่า “พี่ใหญ่เหยียน ผมไม่ได้จะขายลูกสาวนะที่จริงบ้านผมก็ลำบากอยู่แล้วจะหาที่ที่ดีกว่านี้ให้เด็กก็เท่านั้นเอง อีกอย่างอี้จงไห่ก็อยู่ฝั่งตรงข้ามบ้าน เขาแก่ขนาดนี้แล้วยังไม่มีลูก เราคุ้นเคยกันดีผมก็เลยตั้งใจจะยกลูกสาวไปไว้ดูแลเขายามแก่เฒ่าก็เท่านั้นเอง เราต่างคนต่างก็ได้ประโยชน์”
“ช่างคิดได้ว่าต่างคนต่างได้ประโยชน์” พี่ใหญ่เหยียนหัวเราะเย้ยแล้วพูดต่อว่า “แล้วทำไมไม่ให้แม่กับเมียนายพาเด็กกลับบ้านเกิดไปเล่า?!”
“ทำไม่ได้!” เจี่ยตงซวีรีบค้านแล้วว่า “แม่ผมแก่แล้ว ร่างกายไม่ดี ถ้ากลับไปอยู่ชนบทก็มีแต่ตายสถานเดียว”
พี่ใหญ่เหยียนกล่าวเสียงเย็นว่า “เจี่ยตงซวี ชนบทไม่ได้เลวร้ายอย่างที่นายพูด ดูเหมือนความคิดนายจะมีปัญหา! สภาพแบบบ้านนายโรงงานเราก็มีไม่น้อย ทำไมเขาถึงอยู่ได้ แล้วนายทำไมอยู่ไม่ได้?! ดูท่าว่าฉันจะต้องบอกผู้ใหญ่ให้ตรวจสอบสถานะครอบครัวนายดีๆ”
เจี่ยตงซวีชะงักในใจคิดว่า “ก็แค่ยกเด็กให้คนอื่น ทำไมมันไปเกี่ยวกับสถานะได้?” เขาจึงยิ้มแหยแล้วพูดว่า “พี่ใหญ่เหยียน สถานะบ้านผมไม่มีปัญหาแน่นอน ถ้ามีปัญหา ผมจะทำงานโรงงานนี้ได้หรือ?”
พี่ใหญ่เหยียนกล่าวว่า “เจี่ยตงซวี ฉันรู้ว่านายเป็นคนกตัญญูแต่บางทีถ้ากตัญญูมากเกินไปมันก็จะกลายเป็นความกตัญญูแบบโง่ๆและนั่นก็ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับทั้งตัวนายเอง สำหรับเมียนาย แล้วก็ลูกของนายด้วย”
เจี่ยตงซวีรีบพูดว่า “พี่ใหญ่เหยียวางใจได้เลย!ผ มจะปรับปรุงแน่นอน!”
พี่ใหญ่เหยียนรู้ว่าบางคำพูดตนเองไม่ควรพูดต่อ พอเห็นเจี่ยตงซวีลดท่าทีลงแล้ว เธอก็ไม่คิดจะซักไซ้ต่อไป จึงกล่าวว่า “เจี่ยตงซวี ฉันจะถือว่านี่เป็นความผิดครั้งแรกและไม่เอาเรื่องนายก็กลับไปทบทวนตัวเองให้ดีถ้าหากคราวหน้าฉันได้ยินข่าวลือเรื่องนายจะขายลูกสาวอีกฉันไม่ปล่อยเอาไว้แน่” แล้วก็เตือนต่อว่า “อีกอย่าง ตักเตือนแม่นายให้ดีด้วย ถ้าเธอยังไม่เลิกสร้างเรื่องวุ่นวาย เรื่องกระทบหน้าที่การงานของนาย พอถึงตอนนั้นถูกไล่ออกก็อย่าหาว่าฉันไม่เตือน” พูดจบพี่ใหญ่เหยียนก็หันหลังเดินไปทางประตูโรงงาน
“พี่ใหญ่เหยียน เดินทางดีๆ นะครับ!” เจี่ยตงซวีมองพี่ใหญ่เหยียนเดินออกจากประตูโรงงาน สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที เขาบ่นด่าพึมพำว่า “นังสารเลว เป็นหัวหน้าแล้วอย่างไรคิดว่าฉันจะกลัวหรือไง?”
“ไอ้ของปลอมบ่นอะไรน่ะ?!” ในตอนนั้นเอง สวี่ต้ามาวปั่นจักรยานมาหยุดข้างเจี่ยตงซวี เจี่ยตงซวีมองเขาแวบหนึ่งแล้วพูดว่า “ฉันบ่นอะไรมันเกี่ยวอะไรกับนาย?! อีกอย่าง ฉันชื่อเจี่ยตงซวี ไม่ใช่ไอ้ของปลอม ถ้าเรียกแบบนี้อีก ระวังฉันจะไม่ไว้หน้า!” พูดจบเจี่ยตงซวียกหมัดขึ้นขู่
สวี่ต้ามาวปั่นจักรยานถอยห่างออกไปแล้วพูดว่า “ไอ้ของปลอม แกมันก็ไอ้ของปลอม มีปัญญาก็มาสิ!” ว่าแล้วก็เหยียบจักรยานแรงๆ แค่พริบตาก็ปั่นออกนอกประตูโรงงานไป เจี่ยตงซวีมองแผ่นหลังสวี่ต้ามาวแล้วตะโกนไล่ว่า “สวี่ต้ามาวคอยดูเถอะ!”
ออกจากโรงงานเหล็กกล้าแล้ว สวี่ต้ามาวปั่นจักรยานด้วยความเร็วสูง ไม่นานก็เลี้ยวเข้าซอยหนานหลัวกู่ เขาเห็นคนรู้จักคนหนึ่ง จึงรีบหยุดจักรยานแล้วเรียกว่า “หม่าต้าเผ่า!”
“เฮ้!” หม่าต้าเผ่าขานรับเสียงหนึ่ง แล้วหันไปตามเสียงเรียก พอเห็นสวี่ต้ามาวก็เดินเข้ามาข้างๆ ถามว่า “ได้ยินว่านายไปเรียนฉายหนังกับพ่อ เรียนไปถึงไหนแล้ว?!”
สวี่ต้ามาวตอบว่า “ด้วยพรสวรรค์ของฉัน เรื่องแค่นี้มันจะไม่สำเร็จได้อย่างไร อีกไม่กี่วันพ่อฉันก็จะถูกย้ายไปโรงภาพยนตร์อู่เต๋อโข่วแล้ว ฉันก็จะรับตำแหน่งในโรงงานเหล็กกลายเป็นพนักงานฉายหนังแบบประจำ”
……………….