เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 44 เจี่ยตงซวีถูกรีดไถ

ตอนที่ 44 เจี่ยตงซวีถูกรีดไถ

ตอนที่ 44 เจี่ยตงซวีถูกรีดไถ


ผ่านไปราว 15 นาที เจี่ยตงซวีก็เดินออกมาจากในโรงงาน พออี้ฉัวเหมาเห็นเจี่ยตงซวี ก็รีบดึงตัวเขาไปยังมุมหนึ่งแล้วพูดว่า

“ญาติของฉันทำพลาดถูกตำรวจจับไปแล้วตอนนี้ฉันต้องรีบหนีแกมีเงินเท่าไหร่ก็เอามาให้ฉันทั้งหมด”

เจี่ยตงซวีได้ยินว่าอี้ฉัวเหมาขอเงิน ก็เหมือนถูกควักเนื้อ รีบพูดว่า

“ฉันไม่มีเงิน”

อี้ฉัวเหมากล่าวว่า

“เจี่ยตงซวี ที่ฉันต้องกลายมาเป็นแบบนี้ก็เพราะแกฉันไม่สนใจว่าแกจะใช้วิธีไหนอย่างน้อยแกก็ต้องหามาให้ฉัน 50 หยวน มิฉะนั้นถ้าฉันถูกจับก็อย่าหวังว่าแกจะรอด”

เมื่อเผชิญกับการขู่ของอี้ฉัวเหมา เจี่ยตงซวีอยากจะซัดอีกฝ่ายสักหมัด แต่เมื่อนึกได้ว่านี่อยู่หน้าประตูโรงงาน หากลงมือก็มีแต่ตัวเองจะซวยไปด้วย เขาจึงต้องข่มความโกรธไว้แล้วพูดว่า

“ตั้ง 50 หยวนฉันจะไปหาได้จากที่ไหนมากสุดก็มีให้แค่ 20 หยวนเท่านั้นแหละ”

อี้ฉัวเหมาหัวเราะเยาะ

“แกเป็นคนงานโรงงานเหล็กแท้ๆ ถ้ามีแค่ 20 หยวนก็คงน่าอับอายเกินไปหน่อยแล้ว”

เจี่ยตงซวีกล่าวเสียงแข็ง

“ฉันมีแค่ 20 หยวนจะเอาหรือไม่เอาก็ว่ามา”

อี้ฉัวเหมาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า

“ตกลง รีบเอามาเร็วเข้า”

“รอเดี๋ยว!” เจี่ยตงซวีมองเขาแวบหนึ่งแล้วหันหลังกลับเข้าโรงงาน

ผ่านไปประมาณ 5-6 นาที เจี่ยตงซวีก็กลับออกมา ดึงอี้ฉัวเหมาไปด้านข้าง หยิบเงิน 20 หยวนจากกระเป๋ายัดใส่มือเขา แล้วเร่งว่า

“ได้เงินแล้ว ก็ไสหัวไปซะ!”

อี้ฉัวเหมาจ้องเจี่ยตงซวีอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเยาะเบาๆ แล้วหมุนตัวเดินจากไป

หลังจากอี้ฉัวเหมาไปแล้ว เจี่ยตงซวีก็ถอนหายใจโล่งอก

“รู้แบบนี้ฉันไม่น่าไปติดต่อมันตั้งแต่แรก โชคร้ายจริงๆ”

พริบตาเดียวก็ถึงสิบเอ็ดโมงครึ่ง เสียงกริ่งพักกลางวันเพิ่งดังขึ้น เจี่ยตงซวีก็รีบวิ่งออกจากแผนก เข้าสู่โรงอาหาร เมื่อเห็นกับข้าวตรงหน้าคนงาน สีหน้าก็แปรเปลี่ยน รอยยิ้มจางหายไปทันที เขาจึงเดินช้าๆ เข้าแถวไปที่จุดรับอาหาร

หลิวหลานเห็นเจี่ยตงซวีเข้ามาก็ถามเสียงเย็น

“จะกินอะไร?!”

เจี่ยตงซวีตอบว่า

“หมั่นโถวสองลูก เต้าหู้พะโล้หนึ่งที่ มันฝรั่งเปรี้ยวเผ็ดหนึ่งที่”

จากนั้นก็ยื่นคูปองอาหารให้

หลิวหลานรับคูปองแล้วโยนใส่กล่องข้างๆ จากนั้นก็ตักกับข้าวสองช้อนใส่กล่องอาหาร แล้วหยิบหมั่นโถวที่เล็กที่สุดสองลูกวางบนฝาเรียบร้อยก่อนจะตะโกนว่า

“คนต่อไป!”

เจี่ยตงซวีก้มดูอาหารในกล่อง แล้วกล่าวขึ้นว่า

“หลิวหลาน แบบนี้มันหมายความว่ายังไง? ของแค่นี้ใครมันจะไปกินอิ่มกัน”

หลิวหลานย้อนกลับทันควัน

“ทำไมจะไม่พอกิน?! ถ้าคิดว่านี่น้อยไปคราวหน้าก็มาให้ช้ากว่านี้หน่อยข้างหลังยังมีคนอีกตั้งมากมายถ้าให้พวกข้างหน้าเยอะแล้วคนข้างหลังจะจะเหลืออะไรให้กิน จะกินก็รีบกินถ้าไม่กินก็ไม่มีใครบังคับแต่ยังมายืนเกะกะตรงนี้”

“ใช่ เจี่ยตงซวี หลบไปเร็วอย่ามายืนขวางทางอยู่ที่นี่”

เจี่ยตงซวี ขึ้นชื่อเรื่องขี้เกียจทำงาน แต่พอถึงเวลากินข้าวก็เสนอหน้ามาก่อนใครเพื่อนจะไปสนใจเขาทำไม?”

...ท่ามกลางเสียงล้อเลียนต่อว่าจากเพื่อนร่วมงาน เจี่ยตงซวีก็ยืนอยู่ไม่ไหวอีกต่อไป ส่งเสียงฮึดฮัดเบาๆ ทิ้งประโยคไว้ว่า

“คอยดูเถอะ”

ก่อนจะหยิบกล่องอาหารเดินจากไปด้วยใจขุ่นมัว

ในท้ายที่สุด ใครจะไม่สงสารภรรยาตัวเองบ้าง?

เมื่อเหออวี้จู้ได้ยินว่าหลิวหลานมีปากเสียงกับเจี่ยตงซวี ก็รีบวางงานในมือลง แล้ววิ่งมาหาเธอทันที

“อาหลานเธอไม่เป็นไรใช่ไหม เจี่ยตงซวีสารเลวนั่น มันทำอะไรเธอหรือเปล่า?”

หลิวหลานเห็นเขาทำหน้าตาตื่นก็ตอบพร้อมรอยยิ้ม

“เจี่ยตงซวีก็คือเจี่ยตงซวี เขาจะมารังแกฉันได้อย่างไร พี่อย่ากังวลไปเลย”

เหออวี้จู้มองสำรวจหลิวหลาน เห็นว่าเธอไม่มีอะไรผิดปกติ ก็พูดว่า

“ถ้างั้นก็ดีแต่ถ้ามีเรื่องอะไรก็เรียกหาฉันได้ตลอดเวลา ฉันกลับไปทำงานก่อนนะ”

พูดจบก็กลับไปยังหน้าเตา แล้วลงมือผัดอาหารต่อ

เพราะมื้อเที่ยงกินไม่อิ่ม เจี่ยตงซวีก็หาเหตุผ่อนงานในช่วงบ่ายไปด้วย แต่หลังจากเรื่องที่อี้จงไห่แอบเอาเงินยังชีพของพี่น้องเหอเผยแพร่ออกไป คนในแผนกต่างก็รู้สึกไม่ชอบหน้าทั้งอี้จงไห่และเจี่ยตงซวี

เมื่อก่อนอี้จงไห่ยังพอได้รับความเคารพเพราะเป็นช่างฝีมือเก่า ตอนนี้แม้แต่คนงานยังอยากไล่ทั้งคู่พ้นแผนกเสียให้ได้

แล้วช่วงบ่ายราวสองโมงครึ่ง หัวหน้าแผนกอย่างผางเต๋อลู่จัดการงานของตนเสร็จ ก็เดินตรวจงานตามปกติ พอเดินมาถึงโต๊ะทำงานของเจี่ยตงซวี เขาหยิบชิ้นส่วนที่เจี่ยตงซวีเพิ่งทำขึ้นมาดู สีหน้าก็เปลี่ยนทันที จากนั้นก็หยิบขึ้นมาตรวจอีกชิ้น…แล้วก็อีกชิ้น

พอเห็นครบห้าหกชิ้น ผางเต๋อลู่ก็อดไม่ได้ที่จะตะโกนออกมา

“เจี่ยตงซวี แกทำชิ้นส่วนพวกนี้ยังไงกันแน่?!”

เจี่ยตงซวีตอบแบบไม่แยแสว่า

“ก็ทำแบบนี้ไงล่ะ?!”

ผางเต๋อลู่มองไปยังอี้จงไห่ที่อยู่ไม่ไกล แล้วตะโกนลั่น

“อี้จงไห่! มานี่!”

อี้จงไห่ได้ยินเสียงตะโกนก็ถอนหายใจ ปิดเครื่องจักรแล้วเดินมาหาผางเต๋อลู่ ถามขึ้นว่า

“หัวหน้า มีอะไรงั้นหรือ?!”

ผางเต๋อลู่ยื่นชิ้นงานในมือไปตรงหน้าอี้จงไห่ ถามเสียงเข้มว่า

“แกสอนศิษย์แบบนี้หรือ?!”

อี้จงไห่เป็นช่างเก่ามีประสบการณ์ ตาแม่นยิ่งกว่าตลับเมตร แค่กวาดตามองแวบเดียวก็เข้าใจสถานการณ์ เขาตอบว่า

“หัวหน้า ถึงผมจะเป็นอาจารย์ของเจี่ยตงซวีก็จริง แต่ตามสุภาษิตก็ว่าไว้ 'อาจารย์พาเข้าประตู แต่ฝึกฝนต้องอาศัยตนเอง' ผมเองก็มีงานต้องทำ จะให้ช่วยทุกชิ้นทุกขั้นตอนก็เป็นไปไม่ได้ อีกอย่าง ผมตอนนี้ก็เป็นช่างระดับสามแล้ว ไม่เหมาะจะสอนศิษย์อีก หัวหน้าหาคนอื่นมาสอนเจี่ยตงซวีแทนเถอะ”

ผางเต๋อลู่ได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจ แล้วหันไปมองเจี่ยตงซวี

“เจี่ยตงซวี ฉันจะให้โอกาสอีกครั้งเดียว ถ้าคราวหน้าทำชิ้นงานออกมาได้แย่แบบนี้อีก อย่าหวังจะอยู่ในแผนกนี้ต่อไป!”

พูดจบก็โยนชิ้นงานลงในตะกร้า แล้วเดินจากไปด้วยความโมโห

พอผางเต๋อลู่ไปแล้ว เจี่ยตงซวีก็เดินมาหาอี้จงไห่ พูดประจบว่า

“อาจารย์อี้ยังไงผมก็เป็นศิษย์ของคุณ อย่าทิ้งผมเลยนะครับ”

แต่อี้จงไห่ตอบกลับอย่างเย็นชา

“เจี่ยตงซวี เท่าที่จะพอช่วยได้ฉันก็ช่วยมาหมดแล้ว ยังจะให้ฉันทำอะไรอีก ตอนนี้ฉันเป็นช่างระดับ 3 แล้วไม่เหมือนเมื่อก่อน นายก็ดูแลตัวเองให้ดีเถอะ”

พูดจบอี้จงไห่ก็กลับไปยังโต๊ะทำงาน หยิบชิ้นงานขึ้นมาใส่เครื่องกลึง ปรับมุมของใบมีด แล้วเปิดเครื่องทำงานต่อ

เจี่ยตงซวีเห็นอี้จงไห่เปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็ว ก็หน้าถอดสีทันที

ความจริงเขาอยู่รอดในแผนกนี้ได้ ก็เพราะอาศัยร่มเงาของอี้จงไห่มาตลอด บัดนี้อี้จงไห่ไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกับเขาอีก เท่ากับว่าอีกฝ่ายคิดจะตัดขาดเขาเสียแล้ว

ใบหน้าของเจี่ยตงซวีแปรเปลี่ยนราวกับจานสีที่ป้ายไปมา เขาคิดในใจ

“ไม่ได้! เป็นแบบนี้ไม่ได้แน่”

หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจว่าหลังเลิกงานจะกลับไปปรึกษากับแม่ให้ดี เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับทั้งรายได้และอนาคตของตนเอง

ไม่นานเสียงกริ่งเลิกงานก็ดังขึ้น เครื่องจักรในแผนกค่อยๆ หยุดลงทีละเครื่อง

อี้จงไห่ปิดเครื่อง หยิบแก้วน้ำแล้วเดินออกทางอีกฝั่งหนึ่ง

เจี่ยตงซวีที่ตั้งใจจะพูดกับเขาอีกหน่อย เห็นเพียงแผ่นหลังที่ห่างออกไป ใบหน้าก็เริ่มบิดเบี้ยวอย่างอัปลักษณ์

ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็สงบสติอารมณ์ลง แล้วถอดถุงมือออกอย่างหงุดหงิด โยนใส่กล่องเครื่องมือ แล้วบ่นพึมพำ

“ฉันอุตส่าห์ไว้หน้าแล้วแท้ๆ คอยดูเถอะหลังจากนี้แกจะอยู่รอดได้ยังไง”

อี้จงไห่เพิ่งเดินพ้นประตูโรงงานออกมาได้ไม่นาน ก็ถูกหลิวไห่จงขวางทางไว้

หลิวไห่จงเอ่ยขึ้นว่า

“ลุงอี้ ได้ยินว่าแกไม่คิดจะเป็นอาจารย์ของเจี่ยตงซวีแล้วหรือ?!”

…………………

จบบทที่ ตอนที่ 44 เจี่ยตงซวีถูกรีดไถ

คัดลอกลิงก์แล้ว