เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 42 ต่อรองระหว่างพ่อกับลูกชาย

ตอนที่ 42 ต่อรองระหว่างพ่อกับลูกชาย

ตอนที่ 42 ต่อรองระหว่างพ่อกับลูกชาย


สีหน้าของเหออวี้จู้เปลี่ยนไปทันที ถามว่า

“เจี๋ยกวง อาสุ่ยไปล่วงเกินแก้ตอนไหนหรือ?”

เหยียนเจี๋ยกวงกล่าวว่า

“ก่อนหน้านี้ผมอยากกินหมูพะโล้เลยซื้อเนื้อมา กะว่าจะฝากอวี้สุ่ยไปให้พี่จู้ทำให้พอถึงเวลาก็แบ่งกันคนละครึ่ง แต่เธอกลับมาเยาะเย้ยผม ผมก็เลยต้องปล่อยผ่านแต่เอาเถอะ พี่จู้เป็นคนตรงไปตรงมา แต่อวี้สุ่ยไม่เหมือนกัน เธอเป็นจอมเจ้าเล่ห์ไม่ใช่ว่าผมจะยุให้พี่น้องผิดใจกันนะ แต่อวี้สุ่ยน่ะไม่ต่างจากเจ้าเด็กบ้านสกุลเจี่ยเท่าไหร่หรอก เพียงแต่เธอเสแสร้งเก่งก็เท่านั้นเอง”

เหออวี้จู้ฟังคำพูดของเหยียนเจี๋ยกวง สีหน้าก็เปลี่ยนไปไม่หยุด หากเป็นคนอื่นพูดแบบนี้ ปากหมัดของเหออวี้จู้คงจะฟาดเข้าไปแล้ว แต่เหยียนเจี๋ยกวงไม่เหมือนใคร แม้ว่าเขากับเหยียนเจี๋ยกวงจะยังไม่ได้สนิทกันนัก แต่ช่วงนี้เหยียนเจี๋ยกวงก็ช่วยเหลือเขาไว้มาก แถมยังมองเรื่องราวต่างๆ ได้ลึกซึ้งกว่าเขามาก

เหออวี้จู้ถอนหายใจ พูดว่า

“เจี๋ยกวง ต่อไปนี้อยากกินอะไรก็มาหาฉัน ฉันจะทำให้เอง ไม่ต้องผ่านคนอื่น”

“ตกลง !ผมจะจำไว้” เหยียนเจี๋ยกวงพูดจบก็หันไปมองเหยียนปู้กุ้ยเร่งว่า

“พ่อครับอย่าขี้เกียจสิ เร่งมือหน่อย”

พ่อลูกสกุลเหยียนลากเกวียนไม้อยู่ จึงไปได้ไม่เร็ว เหออวี้จู้เดินแซงหน้าพ่อลูกบ้านเหยียนไปโดยไม่รู้ตัว และเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเล็กน้อย ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมง เหออวี้จู้ก็กลับถึงบ้าน หลิวหลานซึ่งกำลังถักเสื้ออยู่ที่บ้าน เห็นเขากลับมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก ก็วางของในมือลงแล้วเดินเข้าไปถามว่า

“เป็นอะไรไป?!”

เหออวี้จู้ฝืนยิ้ม ถามว่า

“เธอว่าฉันเป็นพวกไร้ความสามารถไหม?”

หลิวหลานนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วถามว่า

“อยู่ดีๆ ทำไมถึงถามอะไรแบบนี้?!”

เหออวี้จู้ตอบว่า

“ฉันอยู่กับอวี้สุ่ยมาตั้งหลายปียังไม่รู้เลยว่านิสัยใจคอของเธอเป็นอย่างไร”

หลิวหลานปลอบว่า

“อวี้สุ่ยจะเป็นยังไงเธอก็ยังเป็นน้องสาวของพี่ เด็กผู้หญิงพอโตขึ้นก็ต้องแต่งออกวันหนึ่งเธอก็ต้องออกจากบ้านไป ถึงพี่จะไม่สบายใจแต่ก็อดทนอีกไม่กี่ปีก็หมดหน้าที่แล้ว รอให้เธอเรียนจบมีงานทำแล้วแต่งงานพี่ก็ถือว่าได้ทำหน้าที่ผู้ปกครองของเธอเสร็จสิ้นแล้ว”

เหออวี้จู้ถอนหายใจ แล้วหันไปยิ้มให้หลิวหลาน ก่อนจะฉวยจังหวะที่หลิวหลานไม่ทันระวัง ดึงเธอเข้ามาในอ้อมกอด

หลิวหลานอดไม่ได้ที่จะร้องว่า

“เจ้าคนลามก!” แล้วใบหน้าก็ขึ้นสี พูดว่า

“ตอนนี้ยังเป็นเวลากลางวันอยู่นะ ถ้ามีใครเข้ามาเห็นจะทำอย่างไร?!”

เหออวี้จู้กอดเธอแน่นแล้วกล่าวว่า

“ฉันอยู่บ้านกอดเมียตัวเอง ใครจะว่าอะไรได้?!”

ขณะเดียวกัน ขณะที่เหออวี้จู้และหลิวหลานกำลังหยอกล้อกันในบ้าน พ่อลูกบ้านเหยียนก็กำลังลากเกวียนไม้กลับมา เมื่อขนของลงจากเกวียนเสร็จแล้ว เหยียนปู้กุ้ยก็เข็นจักรยานออกมา เอาเกวียนผูกติดไว้ที่เบาะหลัง จากนั้นก็ขี่จักรยานออกไป

แม่เหยียนมองกองของที่วางอยู่ในห้องโถงแล้วอดถามไม่ได้ว่า

“เจี๋ยกวง ไปหอบอะไรมาตั้งเยอะตั้งแยะ?”

เหยียนเจี๋ยกวงตอบว่า

“แม่ครับอย่าดูถูกของเก่าๆพวกนี้เชียวนะเดี๋ยวผมจะจัดการให้ดู รับรองว่าแม่ต้องชอบแน่”

จากนั้นเขาก็ชี้ไปที่ไหที่อยู่ด้านข้าง

“ให้พวกนี้พ่อเป็นคนเลือกเองแม่ลองดูหน่อยว่าพอจะใช้ได้ไหม?”

แม่เหยียนหยิบไหขึ้นมาดูอย่างละเอียด แล้วพูดว่า

“ขนาดกำลังดีเลย” จากนั้นก็มองไปที่กล่องไม้ข้างๆ แล้วว่า

“เจี๋ยกวง กล่องไม้นี่ใช้ได้เลยนะ”

“กล่องไม้นี้ผมซื้อมากะจะใช้เองไม่ยกให้ใครนะ ไว้โอกาสหน้าผมจะหาอันที่ดีกว่าให้

พูดจบเหยียนเจี๋ยกวงก็รีบยกกล่องไม้กลับไปซ่อนไว้ใต้เตียงในห้อง แล้วหยิบกระเป๋าเครื่องมือของเขาเดินกลับออกมาที่ห้องโถง

ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง เหยียนปู้กุ้ยเข็นจักรยานกลับมาถึงประตู ก็ได้ยินเสียงวิทยุดังออกมาจากในบ้าน ดวงตาเขาเป็นประกาย รีบจอดจักรยานไว้ที่ใต้หน้าต่างบ้านตัวเอง ล็อกให้เรียบร้อย แล้วรีบวิ่งเข้าไปในห้องโถงอย่างกระตือรือร้น

“เจี๋ยกวง วิทยุเครื่องนี้ แกหิ้วกลับมาจากโกดังของสถานีรับซื้อของเก่านั่นน่ะหรือ?!”

เหยียนเจี๋ยกวงพยักหน้า ถามว่า

“ครับ เครื่องนี้ไม่เร็วเลยใช่ไหม?”

เหยียนปู้กุ้ยตอบว่า

“ไม่เลว” จากนั้นสีหน้าก็แสดงความสงสัย ถามว่า

“แกไปรู้วิธีซ่อมของพวกนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”

เหยียนเจี๋ยกวงตอบว่า

“ช่วงว่างๆผมชอบไปร้านหนังสือเพราะอ่านมากเข้า ลองทำดูมันก็เป็นเอง ไม่ใช่เรื่องยากอะไร”

แม่เหยียนเสริมว่า

“ถ้ามันง่ายอย่างว่าฉันคงซ่อมได้ตั้งนานแล้ว”

เหยียนเจี๋ยกวงยิ้มให้มารดา แล้วกล่าวว่า

“ก็เพราะว่าลูกแม่มีพรสวรรค์ยังไงล่ะ”

เหยียนปู้กุ้ยลูบมือไปมา แล้วถามว่า

“เจี๋ยกวง แล้ววิทยุเครื่องนี้ แกคิดจะทำอย่างไรต่อ?”

เหยียนเจี๋ยกวงไม่ต้องคิดให้มาก ตอบออกไปทันทีว่า

“แน่นอน เราเก็บไว้ใช้เองสิ”จากนั้นก็ถามว่า

“พ่อมีความคิดอื่นหรือ?”

“ไม่มี!” เหยียนปู้กุ้ยตอบอย่างหนักแน่น แล้วก็ถามต่อว่า

“เจี๋ยกวง จักรยานที่แกจะประกอบคราวนี้คิดจะจัดการยังไง ให้ฉันช่วยขายให้ไหม?”

เหยียนเจี๋ยกวงกล่าวว่า

“พ่อเป็นครูนะ เรื่องฉวยโอกาสเอากำไรแบบนี้พ่อทำไม่ได้หรอก”

เหยียนปู้กุ้ยรีบพูดว่า

“ฉันจะไปทำเรื่องแบบนั้นได้อย่างไร?! นี่มันใกล้จะสิ้นปีแล้วไม่ใช่หรือ?! กำลังจะมีการคัดเลือกบุคลากรดีเด่น ฉันก็อยากพยายามให้มากขึ้นในปีนี้สักหน่อย”

เหยียนเจี๋ยกวงก็เข้าใจความหมายของบิดาทันที แต่พอนึกว่าตนต้องทำงานให้บิดาโดยไม่ได้อะไรกลับมา ก็รู้สึกเสียดายอยู่ในใจ

แม่เหยียนเห็นเหยียนเจี๋ยกวงก้มหน้าครุ่นคิด ก็อดพูดไม่ได้ว่า

“เจี๋ยกวง ถ้าได้คัดเลือกเป็นบุคลากรดีเด่น พ่อแกก็จะได้ขึ้นเงินเดือน นั่นก็เป็นเรื่องดีสำหรับบ้านเรา แกก็ควรช่วยเขาบ้าง”

เหยียนเจี๋ยกวงคิดอยู่สักพักก่อนจะพูดว่า

“อะไหล่ที่เลือกมารอบนี้ พอประกอบได้สามคัน หนึ่งคันผมจะเก็บไว้ใช้ อีกสองคัน พ่อเอาไปใช้เดินเรื่องได้”

เหยียนปู้กุ้ยว่า

“เจี๋ยกวง แค่สองคันมันน้อยไปหน่อยหรือเปล่า?! อย่างนี้เถอะ แกก็ให้ฉันหมดทั้งสามคันไปเลยก็แล้วกัน ยังไงแกก็มีฝีมืออยู่แล้ว ไม่เห็นจะเสียหายอะไร”

เหยียนเจี๋ยกวงตอบกลับทันทีว่า

“จะเอาสองคันก็ได้ ไม่งั้นก็ไม่ให้สักคัน! เลือกเอาเอง!”

แล้วก็ทำหน้าท่าทีเหมือนเพิ่งเข้าใจอะไรบางอย่างว่า

“ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมพ่อถึงคอยเร่งผมให้ไปสถานีรับซื้อของเก่าบ่อยๆ ที่แท้ก็รอผมตรงนี้เองหรือ?! พ่อนี่เอาแต่คิดวางแผนจะใช้งานผมใช่ไหม?!”

เหยียนปู้กุ้ยหัวเราะกลบเกลื่อนเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า

“จะเรียกว่าคิดแผนได้อย่างไร?! มันก็แค่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ก็เท่านั้น”

เหยียนเจี๋ยกวงจ้องบิดาเขม็งแล้วพูดว่า

“ผมไม่อยากคุยกับพ่อแล้ว”

พูดจบก็เดินออกไปด้านนอก

เหยียนปู้กุ้ยถามตามหลังว่า

“จะไปไหนหรือ?!”

เหยียนเจี๋ยกวงตอบว่า

“ไปร้านซ่อมจักรยานซื้ออะไหล่ เดี๋ยวกลับมา”

พอเหยียนเจี๋ยกวงออกไปแล้ว เหยียนปู้กุ้ยก็อดรนทนไม่ได้ เดินไปที่วิทยุอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนคลื่นไปมาแล้วพูดว่า

“ฉันอยากได้วิทยุมานานแล้ว แต่ก็ไม่มีบัตรซื้อ ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะได้สมใจเสียที”

แม่เหยียนพูดว่า

“นี่ไม่ใช่เพราะเจี๋ยกวงของพวกเราหรือ?”

เหยียนปู้กุ้ยพูดว่า

“ของสามหมุนหนึ่งเสียง ตอนนี้บ้านเราก็มีไปหนึ่งหมุนหนึ่งเสียงแล้ว เหลือแค่ได้บัตรซื้อจักรเย็บผ้าอีกใบ ฉันจะซื้อให้เธอสักเครื่องต่อไปเวลาซ่อมหรือเย็บเสื้อผ้าก็ไม่ต้องเหนื่อยอีกแล้ว”

แม่เหยียนล้อว่า

“พี่จะยอมซื้อจักรเย็บผ้าให้ฉันจริงหรือ?”

เหยียนปู้กุ้ยยิ้มกว้างแล้วพูดว่า

“รอให้ได้บัตรมาก่อนเถอะแล้วค่อยว่ากัน”

………………..

จบบทที่ ตอนที่ 42 ต่อรองระหว่างพ่อกับลูกชาย

คัดลอกลิงก์แล้ว