- หน้าแรก
- ชีวิตสบายๆ ของเหยียนเจี๋ยกวง
- ตอนที่ 21 แม่ใหญ่หูหนวกเตือนสติเหออวี้จู้
ตอนที่ 21 แม่ใหญ่หูหนวกเตือนสติเหออวี้จู้
ตอนที่ 21 แม่ใหญ่หูหนวกเตือนสติเหออวี้จู้
เหยียนเจี๋ยกวงถามด้วยท่าทางครุ่นคิดว่า
“แม่ครับ แม่ใหญ่หูหนวกในเรือนหลังนั่น ไม่ค่อยออกจากบ้านเลย เธอเป็นใครกันแน่?!”
แม่เหยียนตอบว่า
“เธอเป็นใครโดยแท้ แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนที่ครอบครัวเราย้ายมา เธอก็อยู่ที่นี่แล้ว แม่ใหญ่หูหนวก บ้านตระกูลเหอ และบ้านตระกูลสวี่ในเรือนหลัง ต่างก็เป็นผู้อยู่อาศัยดั้งเดิม ส่วนบ้านอื่น ๆ ล้วนเป็นคนจากที่อื่นเข้ามา เรื่องของหญิงชรา คงมีแค่เหอต้าชิงกับสวี่อู้เต๋อเท่านั้นที่รู้”
จากนั้นแม่เหยียนถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า
“เจี๋ยกวง แกถามเรื่องนี้ทำไมกัน?!”
เหยียนเจี๋ยกวงพูดว่า
“ก็ผมรู้มานานแล้ว ว่าแม่ใหญ่หูหนวกเคยส่งรองเท้าให้ทหารแดง แล้วยังเป็นครอบครัวผู้เสียสละอีกด้วย แต่ผมไม่เคยเห็นใครมาเยี่ยมเธองเลย ก็เลยสงสัย”
แม่เหยียนหัวเราะเย้ยหยัน
“ยังเด็กแท้ ๆ แต่คิดมากเสียจริง ระวังจะไม่โตเอานะ!”
เหยียนเจี๋ยกวงว่า
“แม่ครับ ร่างกายของพ่อเป็นตัวกำหนดแล้ว พวกเราทั้งบ้านไม่มีทางสูงไปได้มากกว่านี้หรอก แม่ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนี้”
“เจ้าหนูนี่!” แม่เหยียนหัวเราะพลางมองเจี๋ยกวง แล้วถือชามออกไป
ผ่านไปสิบกว่านาที เหออวี้จู้ก็กลับมา พอเขาเดินเข้ามาถึงลานกลาง ก็เห็นแม่ใหญ่หูหนวกนั่งอยู่หน้าประตูบ้านเขา เหออวี้จู้เดินเข้าไป ยิ้มและกล่าว
“แม่ใหญ่ทำไมไม่พักผ่อนในบ้าน มานั่งอยู่ตรงนี้ทำไมครับ?!”
แม่ใหญ่หูหนวกถาม
“เจ้าทึ่ม แกคิดจะจัดการกับลุงใหญ่อี้ยังไง?”
เหออวี้จู้เข้าใจทันทีว่าหมายถึงเรื่องใด เขาหัวเราะและกล่าว
“บ้านเมืองมีกฎหมาย แม้แต่ในเรือนของเราก็ยังมีกฎระเบียบหากเขาทำผิดเขาก็ต้องได้รับการตัดสิน”
แม่ใหญ่หูหนวกตกใจและกล่าวอย่างร้อนรน
“แกตั้งใจจะผลักให้ลุงใหญ่อี้กับเรือนของเราลงเหวหรืออย่างไร?”
เหออวี้จู้ตอบว่า
“แม่ใหญ่ครับไม่ใช่ว่าผมตั้งใจจะผลักเขาลงเหว ผมไม่มีทางผลักเขาไปสู่ความตายแต่เขาเป็นคนที่พยายามจะผลักผมกับน้องสาวลงสู่เหวต่างหาก ตอนที่พ่อจากไปผมกับน้องต้องใช้ชีวิตยังไงแม่ใหญ่ก็คงจะรู้ดี อี้จงไห้รู้ว่าพ่อส่งเงินมาให้พวกเราแต่กลับไม่ยอมมอบเงินให้พวกเรา นับว่าสวรรค์ยังเมตตาที่ผมกลับอวี้สุ่ยเอาชีวิตรอดมาได้ไม่ตายไปเสียก่อน”
แม่ใหญ่หูหนวกกล่าวว่า
“แต่ตอนนี้แกก็มีงานทำแล้วและงานนั้นก็เป็นลุงใหญ่อี้ที่หาให้ไม่ใช่หรือ?”
เหออวี้จู้แค่นเสียงสองครั้งก่อนกล่าวว่า
“อย่าพูดถึงงานจะดีกว่า ยิ่งพูดยิ่งโมโห! วันนี้ผมพึ่งรู้ความจริง แท้จริงแล้ว ก่อนพ่อข้าจะหนีไปกับแม่ม่าย ก็จัดการเรื่องงานของผมไว้แล้ว อี้จงไห่ใช้เล่ห์กลกับหัวหน้ากอง ผมถึงได้อยู่บ้านเปล่าๆ มาเป็นปี กว่าจะได้เข้าทำงานพอได้เข้าทำงานก็เป็นได้แค่ลูกจ้างชั่วคราวหากไม่มีพรสวรรค์และความอดทนของตนเอง ก็คงไม่ได้อยู่มาจนถึงทุกวันนี้”
แม้ว่าคนในเรือนจะเรียกเขาว่าเจ้าทึ่มแต่ที่จริงแล้วเขาไม่ใช่คนโง่เพียงแค่ไม่อยากจะใช้สมองให้มันเปลืองก็เท่านั้น จะว่าไปแล้วต้องเรียกว่าขี้เกียจมากกว่าอีกทั้งเขาเป็นคนเก็บงำเรื่องราวไว้ในใจได้ดี วันนี้เหออวี้จู้ย้ายจากฝ่ายรักษาความปลอดภัยกลับมาครัวหลัง พอดีกับหัวหน้าห้องอาหารมาตรวจสอบพอดี เขากับหัวหน้าห้องอาหารนั้นมีความสัมพันธ์ที่ดี เหออวี้จู้ส่งบุหรี่ให้ แล้วเล่าเรื่องทุกข์ใจให้ฟัง หัวหน้าห้องอาหารเผลอพูดหลุดปากออกมา ทำให้เหออวี้จู้ถึงบางอ้อ เข้าใจว่าเหตุใดครอบครัวเขาจึงตกอยู่ในสภาพนี้ ที่แท้เป็นเพราะอี้จงไห่วางแผนไว้ทั้งหมด เขาเคยเห็นอี้จงไห่เป็นคนดี แม้ตอนนี้เหออวี้จู้จะสามารถใช้เรื่องนี้เล่นงานอี้จงไห่ให้เข้าคุกได้ แต่ชื่อเสียงของเขาเองก็จะเสื่อมเสียไปด้วย นี่จึงเป็นสาเหตุที่เขาลังเล จึงไปหาเหยียนเจี๋ยกวงเพื่อขอคำแนะนำ
แม่ใหญ่หูหนวกถึงกับอึ้งไป ไม่เคยคิดมาก่อนว่าอี้จงไห่จะทำเรื่องลับหลังตนถึงเพียงนี้ เธอถอนหายใจแล้วถาม
“เจ้าทึ่ มแกจะไม่ไว้หน้าฉันสักหน่อยหรือปล่อยลุงใหญ่อี้เถิด”
เหออวี้จู้ถามกลับ
“แม่ใหญ่ครับ แม่ใหญ่รู้เรื่องที่พ่อของผมหนีไปกับแม่หม้ายหรือเปล่า”
แม่ใหญ่หูหนวกได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็ปรากฏความหวาดกลัว เหออวี้จู้เห็นสีหน้านั้นก็หัวเราะขึ้น แล้วกล่าวว่า
“ไม่ใหญ่กลับไปเถอะครับเรื่องนี้ผมตัดสินใจคนเดียวไม่ได้ต้องรอฟังความเห็นจากอวี้สุ่ยด้วย เพราะท้ายที่สุดแล้วพ่อก็ไม่ใช่พ่อของผมคนเดียว”
“ก็ได้!” แม่ใหญ่หูหนวกตอบอย่างจนใจ แล้วกล่าวว่า
“ฉันจะกลับแล้ว!” กล่าวจบ นางก็ลุกขึ้นเดินโซซัดโซเซกลับไปยังลานหลัง
หลังแม่ใหญ่หูหนวกจากไป เหออวี้จู้ก็เปิดประตูเข้าบ้าน วางปิ่นโตลงบนโต๊ะ แล้วโยนตัวลงบนเตียง ไม่นานนัก เหออวี้สุ่ยก็เปิดประตูเข้ามา
เหออวี้จู้เหลือบมองแล้วถาม
“เมื่อครู่นี้เธอได้ยินทั้งหมดใช่ไหม”
เหออวี้สุ่ยพยักหน้า เดินมานั่งลงข้างเตียงแล้วถามว่า
“พี่ พ่อเราไม่ได้ทอดทิ้งพวกเราจริง ๆ หรือ?!”
เหออวี้จู้นิ่งไปชั่วครู่ก่อนกล่าว
“ใช่ เขาไม่ได้ทอดทิ้งพวกเรา”
เหออวี้สุ่ยโผเข้าสู่อ้อมอกของพี่ชายแล้วร้องไห้โฮออกมาโดยไม่เกรงใจ เวลาผ่านไปนาย เสียงสะอื้นของเหออวี้สุ่ยจึงค่อย ๆ สงบลง นางนั่งตัวตรง มองหน้าเหออวี้จู้แล้วถาม
“พี่ตั้งใจจะจัดการกับอี้จงไห่อย่างไรหรือ?!”
เหออวี้จู้กล่าวว่า
“พี่อยากฟังความคิดเห็นของเธอก่อน”
เหออวี้สุ่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า
“หนูก็อยากฟังความคิดเห็นของพี่ก่อน”
เหออวี้จู้จึงพูดว่า
“พี่เองก็ลำบากใจ เราสามารถใช้เรื่องที่เขายักยอกเงินของเราเล่นงานเขาให้ติดคุกได้ ตอนนี้เป็นช่วงปราบปรามเข้มงวดเงินที่เขายักยอกไปก็มากพอที่จะทำให้เขาถูกยิงเป้าได้ ไม่อย่างนั้นก็ขอเงินคืนมาแล้วต่างคนต่างใช้ชีวิต พวกเราจะทำอะไรได้มากกว่านี้อีกเล่า?”
เหออวี้สุ่ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง กัดฟันแล้วกล่าวว่า
“พี่ พวกเราไม่จำเป็นต้องส่งเขาเข้าคุกก็ได้ แต่เขาต้องชดใช้เงิน และต้องรายงานความชั่วของเขาให้สำนักงานชุมชนรับรู้”
หลังได้ฟังคำพูดของเหออวี้สุ่ย เหออวี้จู้ถึงกับตกใจเล็กน้อย เขาไม่คิดเลยว่าเหออวี้สุ่ยจะใจเด็ดถึงเพียงนี้ แต่เมื่อพินิจพิจารณาดี ๆ ก็เห็นว่าการกระทำของเหออวี้สุ่ยไม่ได้เกินเลยไปนัก เหออวี้จู้จึงกล่าวว่า
“ตกลง! ก็ทำตามที่เธอว่า พรุ่งนี้พี่จะไปจัดการเรื่องนี้กับแผนกรักษาความปลอดภัยที่โรงงาน”
ทว่าเหออวี้จู้ไม่คาดคิดเลยว่า เขายังไม่ทันไปแจ้งเรื่องของอี้จงไห่กับสำนักงานชุมชน หลิวไห่จงก็ชิงทำก่อนเสียแล้ว หลังเลิกงาน หลิวไห่จงก็รีบเร่งไปยังสำนักงานชุมชนทันที พอเขาไปถึงหน้าสำนักงานก็พบหวังเสียกำลังเดินออกมาพอดี หลิวไห่จงรีบเรียกหวังเสียไว้ แล้วเล่าเรื่องของอี้จงไห่ให้ฟัง
หวังเสียหลังจากฟังคำบอกเล่าของหลิวไห่จง ใบหน้าก็แสดงความประหลาดใจอย่างยิ่ง เขาไม่คิดเลยว่า อี้จงไห่ซึ่งโดยปกติเป็นคนสุภาพซื่อตรง จะทำเรื่องเช่นนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ไม่อาจฟังเพียงฝ่ายเดียว หวังเสียจึงวางแผนว่าจะไปยังโรงงานเหล็กในเช้าวันรุ่งขึ้น เพื่อสืบหาข้อเท็จจริง แล้วจึงค่อยตัดสินลงโทษอี้จงไห่ จากนั้นหวังเสียก็พูดคุยกับหลิวไห่จงอีกสองสามคำ ก่อนจะส่งเขากลับไป
ขณะเหออวี้จู้กำลังทำอาหารอยู่นั้น หลิวกุ้ยอิงก็ถือกับข้าวที่เพิ่งทำเสร็จ เดินเข้าไปในบ้านของแม่ใหญ่หูหนวก แม่ใหญ่หูหนวกมองกับข้าวบนโต๊ะก่อนถอนหายใจเบา ๆ แล้วกล่าวว่า
“กุ้ยอิง เจ้าทึ่มคนนั้นยังพอพูดคุยได้ แต่อวี้สุ่ยเป็นเด็กฉลาดเกรงว่าจะตบตาได้ไม่ง่าย เธอก็เตรียมพร้อมไว้ด้วยเผื่อเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น”
หลิวกุ้ยอิงพยักหน้าเงียบ ๆ ก่อนถามว่า
“แม่ใหญ่คะ เรื่องนี้มันจะไม่มีทางจบลงด้วยดีเลยหรือ?”
แม่ใหญ่หูหนวกตอบว่า
“ฉันเองก็ไม่แน่ใจ ได้แต่หวังว่าเจ้าทึ่มกับน้องสาวของเขาจะยอมอ่อนข้อบ้าง”
แล้วแม่ใหญ่หูหนวกก็พึมพำว่า
“เรื่องที่จงไห่ทำช่างลับนัก หากไม่มีใครเตือนเจ้าทึ่ม เขาคงไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าแต่ใครกันที่เตือนเขา?!”
กล่าวจบ แม่ใหญ่หูหนวกก็มองไปทางหลิวกุ้ยอิง ถามว่า
“เมื่อไม่นานมานี้ จงไห่ไปล่วงเกินใครเข้าไหม?!”
หลิวกุ้ยอิงตอบว่า
“เท่าที่ฉันรู้ก็ไม่มีค่ะ”
“แปลกจริง!”แม่ใหญ่หูหนวกพึมพำเบา ๆ คิดในใจว่า
“หรือว่ามีใครบางคนไม่ชอบหน้าเขา?!”
ความเป็นไปได้แปลกประหลาดต่าง ๆ ก็เริ่มผุดขึ้นมาในหัวของแม่ใหญ่หูหนวกไม่ขาดสาย
………………