เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7: นักเวทย์และนักรบ

บทที่ 7: นักเวทย์และนักรบ

บทที่ 7: นักเวทย์และนักรบ


บทที่ 7: นักเวทย์และนักรบ

“..........” ไทร์เงียบ

“..........” ท่านข่าหมิงก็เงียบ

"ถูกต้องแล้ว ท่านข่าหมิง เวทย์มนต์ที่ท่านพูดถึงจนถึงตอนนี้คืออะไร? มันเป็นพลังงานลึกลับใช่ไหม? " หัวข้อคำถามถูกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจึง ทำให้ข่าหมิงงงงวยสักครู่ก่อนที่เขาจะตอบด้วยอาการไอ

"ถูกต้องแล้ว ตั้งแต่เจ้าความจำเสื่อมทำให้ความทรงจำนั้นไม่สมบูรณ์ แม้ว่าการสูญเสียภาษาและความเข้าใจเป็นสิ่งที่โชคดีก็ตาม" ข่าหมิงมีปฎิกิริยาบางอย่างต่อไทร์และเริ่มเดินรอบตัวไทร์

"ดิน น้ำ ไฟ ลม และสายฟ้า เป็น 5 ธาตุระดับพื้นฐาน แสงสว่าง ความมืด และช่องว่าง เป็น 3 ธาตุระดับสูง เช่นเดียวกับที่ข้าได้กล่าวมาก่อน ตราบเท่าที่ผู้ใดมีความเข้าใจสัก 10% ในบางธาตุ ผู้นั้นก็สามารถเรียนรู้เวทย์มนต์ได้ด้วยตัวเอง"

"เวทย์มนต์ เป็นเช่นเดียวกับที่ระบุชื่อไว้ ในกฎแห่งเวทย์มนต์ มีกฎแห่งเวทย์มนต์ทั้งหมด 17 ขั้น" หยุดอยู่ตรงนั้น ข่าหมิงยกกล้ามปูซ้ายขึ้นมาและทันใดนั้นเกิดลูกไฟตกลงมา ทำให้เกิดปรากฏเหนือธรรมชาติอันน่าสะพรึงกลัว ทำให้ไทร์เกิดอาการช็อคและเดินถอยกลับมา

"ลูกไฟ คือเวทย์มนต์ขั้นแรก จากนักเวทย์ขั้นแรกขั้นนี้ขึ้นไปขั้นที่ 2 คือนักเวทย์ฝึกหัด ขั้นที่ 3 คือนักเวทย์ขั้นกลาง ส่วนขั้นที่ 4 ถึงขั้นที่ 9 คือนักเวทย์ขั้นสูง ขั้นที่ 10 ถึงขั้นที่ 13 คือผู้สอนเวทย์มนต์เช่นเดียวกับขั้นที่ 14 ถึงขั้นที่ 16 นี่คือขีดจำกัดที่มนุษย์ทั่วไปสามารถบรรลุได้ นักเวทย์ศักดิ์สิทธิ์ ตั้งแต่ขั้นที่ 17 ขึ้นไป ขอบเขตเวทย์มนต์จะถูกแทนที่ ถูกเรียกว่า "ไร้ซึ่งเวทย์มนต์" มีเพียงเทพและเผ่าอื่น ๆ ที่สามารถตอบสนองในขั้นนี้ได้ เจ้าเข้าใจสิ่งที่ข้าพูดมาทั้งหมดนี้ไหม?"

"ข้าเข้าใจแล้ว ท่านข่าหมิง ส่วนข้าก็รู้สึกว่าเวทย์มนต์เป็นสิ่งที่ดี ท่านสามารถสอนเวทย์มนต์ให้กับข้าได้ไหม ข้าเชื่อว่าถ้าข้ามีเวทย์มนต์ ข้าคงสามารถออกจากป่านี้ได้อย่างปลอดภัย"

ดวงตาของไทร์ส่องสว่างขึ้นมาและความประทับใจของท่านข่าหมิงก็เกิดขึ้นรอบที่สองและสังเกตที่เปลือกสีเขียวที่เป็นพิษมากตอนนี้เริ่มเบาบางลง

"อย่ารีบร้อน! ข้าเดินทางเข้าสู่อาณาจักรของเทพ โดยผ่านศิลปะการต่อสู้มาแล้วเกือบทั้งหมดส่วนเวทย์มนต์เป็นสิ่งที่ข้าได้เรียนรู้จากความเบื่อหน่ายของตัวเอง หลังจากที่กลายเป็นเทพข้าเองยังคงใช้ชีวิตครึ่ง ๆ กลาง ๆ อยู่เลย ข้าจะสอนเจ้าได้อย่างไร " ข่าหมิงได้กล่าวด้วยความซื่อสัตย์และข่าหมิงคือคนที่บอกว่ามีอะไรอยู่ในใจโดยไม่เคยปกปิด ทำให้ไทร์มีความประทับใจกับปูตัวนี้มากยิ่งขึ้น เจ้าปูยังดูเหมือนเป็นเทพจริงหรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือสามารถพูดคุยกับมนุษย์ด้วยความเสมอภาค กล่าวได้ว่ามีความซื่อสัตย์และเจียมเนื้อเจียมตัวมาตลอด

"งั้นสิ่งที่ท่านจะสื่อก็คือ......"

ไทร์กล่าวมาครึ่งประโยค ข่าหมิงไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่ไทร์กำลังคิดอยู่ ดังนั้นข่าหมิงได้โบกกล้ามของเขาไปอย่างเมินเฉยและกล่าวว่า

"ตั้งแต่ที่เจ้าช่วยข้าให้ขึ้นมาจากกองโคลนนั้น ข้าคิดว่ามันเป็นสิ่งที่คุ้มค่า และแม้ในขณะที่ข้ายังคงมีสิ่งที่ต้องดูแลมากมายเท่าภูเขา ข้าก็สามารถสอนเจ้าได้นะ"

"จริงเหรอ? นั้นมาเริ่มกันเลย! " ไทร์กล่าวด้วยความตื่นเต้นสุดขีด เมื่อเขาคิดว่าช่วงเวลาก่อนเขามีผมสีบลอนด์และมีดวงตาที่เปล่งแสงคล้ายกับความโกรธ แม้ว่าไทร์จะไม่ชอบกดดันใคร แต่ถ้าเป็นคนที่แต่งตัวประหลาดเขาก็จะรู้สึกไม่ดีและไม่สามารถทนอยู่หากไม่ทำอะไรเลย

"ข้าวางแผนที่จะสอนเจ้าเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ข้าต้องไปดูงานของข้าแล้วล่ะ แน่นอนเจ้าสามารถมั่นใจได้แม้ว่าเทพอย่างข้าที่ดูเหมือนเทพที่ไม่เก่ง แต่เจ้าจะมีความสำเร็จบางอย่างได้ โดยมีประสบการณ์จะสอนเจ้าไปด้วย อย่างเช่นตัวข้าเอง "

"อืมอืม" ไทร์พยักหน้าและเชื่อฟังต่อท่านข่าหมิง แต่ข่าหมิงก็สงสัยว่าวัยรุ่นหยาบคายคนนี้ทำไมจึงเชื่อฟังได้อย่างง่ายดาย หรือนี้เป็นภาพลวงตา!

หลังจากสติปัญญากลับคืนมาแล้ว ข่าหมิงก็ไอหนึ่งครั้ง เหมือนดั่งอาจารย์ ที่คอยช่วยเหลือไทร์

"นักรบคือหนึ่งในสิบคน เมื่อเทียบกับนักเวทย์ กล่าวได้ว่าสภาพตอนนี้มีแต่คนอยากเป็น เพราะเหตุนี้ศิลปะการต่อสู้จึงมีความเข้มงวดมากขึ้นในการเลือกคัดสรร และอาชีพที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น อัศวิน นักสังหาร และนักดาบก็เป็นหนึ่งในนั้น และฝั่งนักเวทย์เองก็มีผู้ปิดผนึก นักธาตุ และหมอดู"

"เช่นเดียวกับนักเวทย์ จำเป็นต้องใช้พลังธาตุรอบตัวเพื่อใช้เวทย์มนต์ นักรบก็ต้องใช้โต้วฉีเพื่อใช้เทคนิตการต่อสู้เหมือนกัน"

"[พลังชีวิตอันสูงส่ง] คือขั้นแรก ร่างกายจะแข็งแกร่งกว่าคนปกติมาก เทียบได้กับสัตว์ป่า"

"[อาร์มมี่ เบรคเกอร์] จำนวนผู้ที่สามารถเข้าถึงขั้นนี้เหมือนกับระดับบนสุดของเจดีย์ แต่จะมีขนาดเล็กกว่าที่ฝูงชนจะเข้าได้ [พลังชีวิตอันสูงทรง] ขั้นตอนนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นเสาหลักของประเทศ ประเทศเล็ก ๆ บางส่วน จะมอบสิ่งปลูกสร้างเพื่อดึงดูดให้คนอื่นเข้ามา"

"[บุตรแห่งสวรรค์] และยิ่งไปกว่านั้น ขั้น [ฟินิกซ์] ที่ข้าคิดว่าไร้ประโยชน์สำหรับเจ้า แม้ว่าข้าจะอธิบายให้พวกนั้นฟังแต่เมื่อเจ้าก้าวเข้าสู่ขั้นนั้นแล้ว เจ้าจะได้เรียนรู้มันอย่างแน่นอน"

ราวกับว่าเมื่อพิจารณาเรื่องความจำเสื่อมของไทร์แล้ว ข่าหมิงเล่ารายละเอียดความรู้พื้นฐานต่าง ๆ นา ๆ ให้เขาฟังไทร์นั่งและฟังเหมือนนักเรียนที่ตั้งใจเรียนมาก ๆ ที่พูดมาทั้งหมด เจ้าปูยักษ์ก็ได้กล่าวอะไรขึ้นมา

"อืม นักรบขั้นพื้นฐานต้องมีโต้วฉี เทคนิคการต่อสู้ และอาวุธต่าง ๆ วิธีการศึกษาโต้วฉีข้าจะสอนท่านเอง เทคนิคร่างกายและเทคนิคการต่อสู้ข้าก็จะสอนด้วย ข้าคิดว่ากิ่งไม้นี้สำหรับเจ้าคงจะเพียงพอ"

"ท่านเป็นเทพ ท่านไม่พกอะไรมาเลยหรอ?"

"หุบปาก! ทุกอย่างสามารถใช้ได้ เมื่อเจ้าเชื่อใจในการต่อสู้ แม้แต่กิ่งไม้เล็ก ๆ ก็สามารถเอาชนะบางคนที่แข็งแกร่งกว่าเจ้าหลายเท่าได้" ข่าหมิงกล่าวด้วยทัศนคติที่ยิ่งใหญ่ แต่ในสายตาของไทร์คิดว่าเจ้าปูเป็นคนผู้ขาดความมั่นใจ

"แค่ก...แค่ก เป็นเรื่องไร้เดียงสาที่สุด เอาล่ะ พูดเรื่องไร้สาระมาพอละ มาเริ่มกันที่ร่างกายก่อน"

"......... " ไทร์คิ้วขมวด หน้าเขาเคร่งขรึมโดยไม่พูดอะไรสักคำ

"มีอะไรคาใจรึ?"

"เปล่าครับ ไม่มีอะไร สอนข้าต่อไปด้วยครับ" ไทร์เงียบทันทีเพราะอีกร่างของเขา..ตื่นขึ้นมา!

จบบทที่ บทที่ 7: นักเวทย์และนักรบ

คัดลอกลิงก์แล้ว