เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 10 Studies the military

Chapter 10 Studies the military

Chapter 10 Studies the military


学武

“มีอะไรรึ? เซี่ยงหวู่?”

ชายร่างใหญ่ที่ได้ยินซูเห่าเอ่ยพึมพำก็เอ่ยถาม.

“....”ซูเห่าไม่ได้ตอบอะไร.

ไม่ใช่ว่าเขาไม่ต้องการตอบ,ทว่าเขาเพิ่งมาถึงโลกนี้,ยังไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายพูดอะไร,จากพฤติกรรมเขาพอบอกได้ว่าชายคนนี้คงจะเป็นบิดาของเขา.

นี่คือสิ่งที่ทำให้ซูเห่าเป็นกังวลที่สุด,ยกเว้นประเทศที่คล้ายครึงกันในชาติที่แล้ว,การเกิดใหม่แต่ละครั้ง,เขาจะต้องเรียนภาษาและการเขียนของต่างโลกทุกครั้ง.

นับว่าโชคดีหน่อย,แม้นว่าร่างกายจะมีอายุเพียงสองขวบ,ทว่าก็มีพื้นฐานที่ดี,ขอเพียงมีเวลาสักหน่อย,ก็สามารถปรับตัวรับความทรงจำจากร่างต้นที่ทิ้งเอาไว้,ผสานกลมกลืนให้เข้ากับตัวเองได้.

เห็นซูเห่าไม่ตอบ,ชายร่างใหญ่ก็ไม่เอ่ยอะไรอีกต่อไป,ทว่าเร่งรีบเดินทางเดินทาง,และกระตุ้นการระวังภัยพื้นที่รอบ ๆ อย่างจริงจัง,ราวกับว่า กังวลจะมีอะไรโจมตีเข้ามาทันที.

“ถึงแล้ว!”ชายร่างใหญ่ที่เดินทางไม่หยุด,จนมาถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าของพวกเขา,ซึ่งมีกำแพงศิลาปิดล้อม,มีชายร่างใหญ่สองคนกำลังเฝ้ายามอยู่,หนึ่งในนั้นเมื่อมองเห็นเด็กตัวน้อยที่นั่งอยู่บนคอชายผู้หนึ่ง,ก็เผยท่าทางเบาใจ.

“โย่~ พี่สามกลับมาแล้ว,วันนี้ได้อะไรกลับมาบ้าง?”บุรุษด้านซ้ายที่มีแผลเป็นขนาดใหญ่,เอ่ยทักทาย.

“เฮ้อ,วันนี้โชคไม่ดีเลย!”ชายร่างใหญ่ที่พยักหน้า,ก่อนที่จะเดินมาถึงกำแพงด้านหน้า.

ขณะที่ซูเห่ากำลังคาดเดาว่า,พวกเขาพูดอะไรกัน,ชายร่างใหญ่ด้านล่างก็เร่งความเร็วขึ้นทันที.

ซูเห่าที่ตกใจกอดศีรษะอีกฝ่ายไว้แน่น,หลังจากที่ชายคนดังกล่าววิ่งออกไปได้สามก้าว,ทันใดนั้นเท้าของเขาก็ก้าวทะยานพุ่งขึ้นสู่บนกำแพงสูง.

ซูเห่าถึงกับอ้าปากกว้าง.

กำแพงสูง 8-9 เมตร,ปรมาจารย์ยุทธ์ยังไม่กล้าทำเช่นนี้.

“เป็นไปได้ว่าบิดาของข้า คือปรมาจารย์ผู้ฝึกยุทธ์อย่างงั้นรึ?”ซูเห่าที่ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที,ชาตินี้ล่ะบิดาจะเรียนวิทยายุทธ์ให้ได้

......

เด็กชาย ที่ซูเห่าเข้าครอบครองมีนามว่า อู๋เซี่ยงหวู่,บุรุษร่างใหญ่ที่ให้เขาขี่คอมาเป็นบิดามีนามว่าอู๋หยุนเทียน เป็นจอมยุทธ์ชั้นสูง,และเป็นทหารยามรักษาด่านประตูซาซาน,นอกเมืองหลิงหยุน,สองปีก่อนเขาเพิ่งได้รับหน้าที่ยามรักษาการณ์ป้อมปราการแห่งนี้,และจะต้องรักษาด่านจำนวน 15 ปี,ดังนั้นเขาจึงได้นำภรรยาและบุตรมายังประตูซาซานเพื่ออาศัยอยู่ที่นี่.

แน่นอนว่าประตูซาซานนั้นไม่ได้มีแค่อู๋หยุนเทียน,ยังมีทหารอีกหลายคน,รวมแล้วมากกว่าสามสิบคน,พวกเขาทุกคนต่างก็นำภรรยาและบุตรมาอาศัยอยู่ที่นี่,กล่าวได้ว่าทหารรักษาการประตูซาซานนั้นมีน้อยคนนักที่จะเป็นโสด,ดังนั้นเมื่อทุกคนนำครอบครัวมารวมตัวกัน,จึงกำเนิดหมู่บ้านเล็ก ๆ ขึ้น,เป็นหมู่บ้านที่มีคนถึง 120 คน.

ตำแหน่งของอู๋หยุนเทียนในประตูซาซานนั้นค่อนข้างสูง,เขามีตำแหน่งลำดับสามของป้อม,ดังนั้นทุกคนจะเรียกเขาว่าพี่สาม,ทหารยามทุกคนล้วนแต่เคารพและเชื่อฟังคำสั่งของเขา.

สำหรับมารดาของซูเห่าในโลกนี้,ได้จากไปเมื่อปีที่แล้ว ด้วยเหตุการณ์สัตว์ร้ายโจมตีหมู่บ้าน,เพื่อปกป้องเซี่ยงหวู่,นางได้ใช้ร่างกายขวางการโจมตีของสัตว์ร้าย,ดังนั้นเรื่องนี้ทำให้อู๋หยุนเทียนตำหนิตัวเองมาโดยตลอด,แม้แต่บางครั้งก็แอบโทษบุตรชายของตัวเองอีกด้วย,หากไม่มีอู๋เซี่ยงหวู่,ภรรยาของเขาย่อมหนีรอดได้อย่างแน่นอน.

อย่างไรก็ตามอู๋หยุนเทียนย่อมรู้ว่าเด็กนั้นบริสุทธิ์,เขาไม่อาจถามหาความรับผิดชอบจากบุตรชายที่ปกป้องตัวเองไม่ได้,ทว่าบางครั้งก็อดไม่ได้ที่จะเผยความขุ่นข้องใจออกมา,จากนั้นเขาก็มักจะจมอยู่ในความขัดแย้ง,และบางครั้งก็กลับมาโทษตัวเอง ที่อ่อนแอเกินไป,จนไม่อาจปกป้องภรรยาและบุตรชายได้.

ดังนั้นตัวตนที่ขัดแย้งของเขาทำให้ไม่เคยยิ้มให้กับเซี่ยงหวู่บุตรชายของเลย,เขารับหน้าที่เป็นบิดา,ปกป้องเลี้ยงดูตามธรรมชาติ,ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรมากกว่านัก.

ซูเห่าที่ค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับตัวตนใหม่ที่ขาดความรักจากบิดา.

......

หนึ่งปีหลังจากนั้น,ซูเห่ามีอายุสามปี.

ตลอดหนึ่งปี,เขาได้ศึกษาภาษาพูดของโลกใบนี้,และยังได้อ่านหนังสือของโลกใบนี้ด้วย,จนเข้าใจเรื่องราวคร่าว ๆ ของโลกใบนี้แล้ว.

ผู้คนเรียกแผ่นดินนี้ว่า ทวีปหยงเหอ,มนุษย์ไม่ใช่ผู้ปกครองของทวีปหยงเหอ,ในหมู่บ้านหรือเมืองต่าง ๆ มักจะเกิดปรากฏการสัตว์ร้ายจำนวนมากโจมตีอยู่เป็นระยะ ๆ.

สำหรับเผ่าพันธุ์มนุษย์,โลกนี้อันตรายเป็นอย่างมาก,ต้องเผชิญความเป็นความตาย,แม้แต่เกิดปรากฏการเมืองแตกถูกสัตว์ร้ายสังหารผู้คนจำนวนมากเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ดังนั้นจึงมีการก่อตั้งทหารรักษาการจำนวนมากนอกเมืองเพื่อเตือนภัยล่วงหน้า รับมือการเกิดการโจมตีของคลื่นสัตว์ร้าย.

อย่างไรก็ตามการเกิดคลื่นสัตว์ร้ายนั้นไม่ได้เกิดบ่อย,ในเวลาปรกติจะมีเพียงแค่สัตว์ร้าย เพียงไม่กี่ตัวปรากฏ แค่ทหารยามรักษาการณ์ก็เพียงพอที่จะสังหารแล้ว,แต่หากเกิดคลื่นสัตว์ร้ายขึ้นจริง ๆ ก็คงทำได้แค่ เอ่ยว่าโชคร้ายเท่านั้น.

ระบบพลังผู้ฝึกยุทธ์ในโลกใบนี้ประกอบด้วย,ผู้ฝึกยุทธ์(ผูถง),จอมยุทธ์(หยิงหวู่),ปรมาจารย์ยุทธ์(จงซี),บรรพจารย์ยุทธ์(ไท่ซือ),บรรพชนยุทธ์(จงจู่)

เขาไม่รู้ว่าความแข็งแกร่งแต่ละระดับนั้นทรงพลังขนาดใหน,บิดาของเขา อู๋หยุนเทียนนั้นเป็นจอมยุทธ์ระดับสูง,ในมุมมองของซูเห่า,ก็นับว่าทรงพลังพอแล้ว,ควรจะเรียกว่านักรบชั้นหนึ่งก็ว่าได้,แล้วตัวตนระดับปรมาจารย์ยุทธ์,บรรพจารย์ยุทธ์หรือบรรพชนยุทธ์ล่ะ?

พลังโจมตีของมนุษย์เทียบเท่ากับระเบิดนิวเคลียร์หรือไม่?

ปัญหานี้ซูเห่าใส่ใจเป็นอย่างมาก,เขาสามารถเรียนรู้ก้าวไปจนถึงจุดนั้นได้ใหม?

เย็นวันหนึ่ง,อาหารมื้อนี้ เป็นสัตว์ร้าย,หนูขนเหลือ,เนื้อที่นุ่ม,มีไขมันแทรก,ยิ่งนำไปปิ้งแล้วจะได้ยินเสียงซี่ ๆ,สุกเหลืองได้ที่,โรยเกลือสักหน่อย,กล่าวได้ว่าเป็นรสชาติเลิศหรูระดับโลกเลย.

ซูเห่ารู้สึกเพลิดเพลินกับเนื้อย่างเป็นอย่างมาก,ทั้งสองที่นั่งตรงข้ามกินอาหารเงียบ ๆ,เวลาต่อมา ซูเห่าได้เอ่ยออกมาว่า“ท่านพ่อ,ข้าต้องการเรียนวิชายุทธ์,ท่านสอนข้าเรียนวิชายุทธ์ได้ใหม?!”

อู่หยุนเทียนที่เงยหน้าขึ้นคราหนึ่ง,เอ่ยออกมาเล็กน้อย“เจ้ายังเด็ก,ไว้อายุหกขวบก่อน,แล้วข้าจะสอนเจ้า.”

ซูเห่าได้ยิน,ก็รู้สึกหัวใจเย็นยะเยือบ,จากประสบการณ์ชาติก่อน ๆ เขาแทบจะไม่อาจผ่านอายุ 5 ขวบไปได้เลย,หากรอถึง 6 ขวบค่อยเรียน,เกรงว่าจะต้องรอไปอีกหลายล้านปีหลังจากนี้ เป็นแน่.

ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องหาวิธี ที่จะได้เรียนล่วงหน้าให้ได้.

ซูเห่าเอ่ยสอบถามออกไป“ทำไมต้องอายุหกขวบ ถึงจะสอนได้?”

“ไม่รู้,ข้าเรียนวิชายุทธ์เมื่ออายุหกขวบ,คนอื่น ๆ เองก็เรียนตอนอายุหกขวบกันทั้งนั้น.”

“ข้าคิดว่าเรื่องนี้ไม่สมเหตุสมผล.”

“ไม่สมเหตุสมผลอย่างไร?”

“แนวทางการฝึกยุทธ์ควรจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล,พ่อบอกว่าควรเรียนตอนอายุหกขวบ,นั่นอาจจะเป็นอายุที่เหมาะสมสำหรับคนส่วนใหญ่,แต่ไม่จำเป็นต้องเหมาะสมกับข้า,บางทีข้าอาจจะเหมาะที่จะฝีกฝนเมื่อ ตอนอายุสามขวบก็ได้? หากข้าพลาดโอกาสที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการฝึก,ข้ากลัวว่าจะไม่อาจเป็นคนที่แข็งแกร่งได้.”

อู๋หยุนเทียน,ที่ราวกับว่าเพิ่งรู้จักบุตรชายเป็นครั้งแรก,เขารู้จักพูดจาเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน? เขารู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเหมาะที่จะฝึกฝนตอนอายุสามขวบ? ทำให้เขารู้สึกสนใจขึ้นมา.

“เจ้าอย่ามาเล่นลิ้น,รู้ได้อย่างไรว่าตัวเองเหมาะที่จะฝึกฝนยุทธ์?”

“จะเรียกว่าเล่นลิ้นได้อย่างไร? ข้ายกตัวอย่าง,หากเป็นเด็กคนอื่นตอนนี้ยังฉี่รดที่นอนอยู่เลย,แต่ข้ายังฉี่รดที่นอนอยู่หรือไม่?”

อู๋หยุนเทียนที่เงียบ,รู้สึกราวกับว่าเจ้าเด็กนี่มีปัญหา,ทว่าก็ไม่รู้ว่าปัญหานั้นอยู่ตรงใหน.

ซูเห่าที่เฝ้าสังเกตุอู๋หยุนเทียน,จากนั้นก็เอ่ยออกมาว่า“อยากรู้ว่าข้าเหมาะสมจะฝึกยุทธ์เมื่อไหร่,ไม่ใช่ว่าง่ายนิดเดียวหรอกรึ? ก็แค่ลองดู ก็จะรู้ทันทีหรือไม่?”

ดูเหมือนว่าจะสมเหตุสมผลเช่นกัน,ทว่าอู๋หยุนเทียนยังคงลังเลใจอยู่.

ซูเห่าที่เพิ่มเชื้อไฟเติมน้ำมันลงกองไฟสักหน่อย“ข้ารู้ว่าเด็กทุกคนนั้นเหมาะจะฝึกฝนยุทธ์เมื่ออายุหกขวบ,นั่นเพราะว่าเด็กที่อายุน้อยกว่าหกขวบนั้น ยังไม่เติบโตและการตระหนักรู้ไม่เพียงพอ,ดังนั้นจึงไม่ง่ายที่จะฝึกฝน!”

ซูเห่าที่ยกมือขึ้นตบหน้าอก“ข้านั้นแตกต่าง! ท่านพ่อ,ท่านไม่มั่นใจในบุตรชายตัวเองอย่างงั้นรึ?”

หลังจากนั้นชั่วขณะ,อู๋หยุนเทียนก็พยักหน้ารับ“ตกลง,งั้นก็ลองดู.”

หากแต่ซูเห่าไม่มีเวลาให้ได้ดีใจแม้แต่น้อย,อู๋หยุนเทียนเอ่ยเพิ่ม“ตอนนี้เจ้ายังเล็กเกินไป,ไว้เจ้าโตขึ้นอีกหน่อย,หกเดือนหลังจากนี้ข้าจะสอนเจ้าอย่างเป็นทางการ.”

ซูเห่าที่ได้แต่ยอมรับโดยดี,ครึ่งปียังพอรอได้.

ขณะรอเวลาครึ่งปี,เขาก็เข้าไปในพื้นที่พินบอล,เพื่อค้นหาความรู้ในการพัฒนาร่างกาย.

จบบทที่ Chapter 10 Studies the military

คัดลอกลิงก์แล้ว