เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 : จากนี้ไป ข้าจะปกป้องเจ้า

บทที่ 19 : จากนี้ไป ข้าจะปกป้องเจ้า

บทที่ 19 : จากนี้ไป ข้าจะปกป้องเจ้า


บทที่ 19 : จากนี้ไป ข้าจะปกป้องเจ้า

หลังจากที่พวกมันกลายเป็นเต้าฮวยนุ่มๆแล้ว สือชิงลั่วก็ตักขึ้นมาสองสามถ้วย นางมองไปที่เซียวหานเจิงและถามว่า “เจ้าชอบอาหารรสหวานหรือเค็ม?”

เซียวหานเจิงตอบ “ดูเหมือนจะเป็นรสเค็ม”

เขาไม่ชอบอาหารรสหวานเท่าไร

สือชิงลั่วขำแล้วจึงพูดว่า “เช่นนั้นเราก็ชอบรสชาติอาหารเหมือนกัน”

ในเวลานี้ พริกยังไม่ถูกนำมาเผยแพร่สู่แคว้นต้าเหลียง ถึงอยากกินก็กินไม่ได้อยู่ดี

นางคิดกับตัวเองว่า นางจะคิดหาวิธีนำเมล็ดพริกออกมาปลูกในอนาคต

“แล้วพวกเจ้าสองคนล่ะ?” สือชิงลั่วหันไปถามป๋ายหลี่กับเอ้อร์หลาง

ทั้งสองเลือกรสหวาน

ตอนนี้น้ำตาลมีราคาสูง และตอนที่อยู่ในบ้านหลักตระกูลเซียวพวกเขาทั้งสองคนไม่เคยได้กินน้ำตาลเลย

หลังจากที่แยกบ้านออกมาแล้ว พี่ชายของพวกเขาได้ซื้อน้ำตาลมาและพวกเขาก็ตกหลุมรักมันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ที่บ้านมีซีอิ๋วกับเกลืออยู่ สือชิงลั่วจึงนำถั่วเหลืองมาผัดและนำไปโรยบนเต้าฮวยสองถ้วย

นางนำถ้วยหนึ่งไปให้เซียวหานเจิง “มา เจิงเกอ เชิญทานได้!”

เซียวหานเจิงรับถ้วยมาและเลิกคิ้วขึ้น “เจิงเกอ?”

สือชิงลั่วพูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง “ท่านไม่ได้แก่กว่าข้าหรือ แล้วผิดตรงไหนที่ข้าเรียกท่านว่าเจิงเกอ?”

นางขยิบตาให้เซียวหานเจิง และจงใจลดเสียงลง “อย่าบอกนะว่าท่านยังอยากให้ข้าเรียกท่านว่าท่านพี่เจิง?”

เซียวหานเจิงหัวเราะ “ขอแค่เจ้ามีความสุขก็พอ ข้าไม่ว่าอะไร”

ท่านพี่เจิงดูสนิทสนมมากกว่า

สือชิงลั่วถูมือ “ถึงท่านไม่ว่าอะไร แต่ข้าเป็น ข้าขนลุกไปทั้งตัวแล้ว”

แค่นำมาหยอกล้อเป็นครั้งคราวย่อมได้ เมื่อคิดว่าต้องเรียกเขาว่าเจิงเกอทุกวันก็ทำให้นางขนลุกแล้ว

ที่สำคัญคือนางไม่ใช่สตรีอ่อนหวาน

ไม่เช่นนั้นมันก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

เมื่อเซียวป๋ายหลี่และเซียวเอ้อร์หลางเห็นพี่สะใภ้ของพวกเขาเป็นเช่นนี้ พวกเขาก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

เซียวหานเจิงสั่งให้น้องเล็กทั้งสองนำเต้าฮวยไปให้ท่านแม่ของพวกเขาได้ชิม

หลังจากที่ทั้งสองออกไปจากห้องครัวแล้ว

เขาก็มองสือชิงลั่วผู้ร่าเริงและรอยยิ้มในดวงตาของเขาก็ชัดเจนยิ่งขึ้น “ความจริง เจ้าจะเรียกข้าว่าสามีก็ได้”

ความประทับใจแรกที่สือชิงลั่วมอบให้เขายังคงชัดเจน

ดวงตาของนางโค้งเป็นจันทร์เสี้ยวและแวววาว นางยกมือขึ้นและทักเขาว่า “สวัสดี สามี!”

ในยามนั้น เขาอยู่ในอาการตกตะลึงและจดจำภาพของนางในครั้งแรกที่ได้เห็นเป็นอย่างดี

สือชิงลั่วมองเขายิ้มๆและจงใจลากเสียงยาวเพื่อหยอกล้อเขา “ท่านชอบให้ข้าเรียกว่าสามีนี่เอง!”

นางไม่คิดเลยว่า บุรุษที่ดูเคร่งครึมเช่นเขา ที่แท้จะเป็นคนที่ร้อนแรงได้ขนาดนี้เลยหรือ?

เซียวหานเจิงเห็นว่าภรรยาของเขาไม่ได้รู้สึกอายแม้แต่น้อย

สายตาที่เขาใช้มองนางแปลกไปเล็กน้อย ราวกับเขาไม่เคยเห็นคนเช่นนางมาก่อน

เขาพูดอย่างไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้ดี “เราเป็นสามีภรรยากัน เจ้าเรียกข้าว่าสามีและข้าก็เรียกเจ้าว่าภรรยา นั่นไม่ใช่เรื่องปกติหรอกหรือ?”

สือชิงลั่วเลิกคิ้วขึ้น “แต่เรายังไม่ได้ใกล้ชิดกันขนาดนั้น”

เซียวหานเจิงพูด “การแต่งงานมีบิดามารดาของเราเป็นผู้จัดการให้

“บุรุษและสตรีหลายคนล้วนไม่เคยพบหน้ากันก่อนแต่งงาน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความใกล้ชิดสนิทสนมก่อนการแต่งงาน

“เมื่อวานพวกเราก็ได้ทำความคุ้นเคยกันตลอดทั้งวันแล้ว”

ดังนั้น การที่นางจะเรียกเขาว่าสามีหรือที่รักก็ย่อมได้

เมื่อสือชิงลั่วได้ยินเช่นนี้ นางก็รู้สึกว่ามันสมเหตุสมผล

ในสมัยโบราณ การคลุมถุงชนนั้นเป็นเรื่องปกติ

ดังนั้น การที่นางสามารถเลือกสามีด้วยตนเองจึงนับว่าดีมากแล้ว

หากนางข้ามเวลามาแล้วกลายเป็นสตรีที่แต่งงานแล้ว และหากชายคนนั้นไม่ใช่คนที่นางชอบ นางก็คงได้แต่ร่ำไห้

แต่นางก็ไม่เห็นด้วยกับความคิดของเซียวหานเจิงอยู่ดี

“เราไม่ได้แต่งงานกันจากการคลุมถุงชน ข้าเป็นผู้เลือกด้วยตนเองต่างหาก”

นางเดินตรงเข้าไปหาเซียวหานเจิงและเชิดหน้ามองเขาด้วยท่าทางที่อยู่เหนือกว่า

“และในระหว่างการทดลองนี้เจ้าจึงเป็นคนของข้า หากเจ้ากล้านอกใจ ข้าจะหักข้าเจ้าก่อนที่หย่ากับเจ้า”

นางเคยได้ยินมาว่า เมื่อก่อนเซียวหานเจิงเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคน

เหล่าสตรีน้อยใหญ่ในหมู่บ้านและแม้แต่ในเมืองก็ล้วนแล้วแต่อยากแต่งงานกับเขา

สือชิงลั่วไม่สนใจดอกท้อเหล่านั้น แต่นางไม่อนุญาตให้เขานอกใจในระหว่างการทดลองแต่งงานของพวกเขา

นางก็เอาแต่ใจเช่นนี้

เซียวหานเจิงตกตะลึง เขาไม่คาดคิดว่า สือชิงลั่วจะป่าวประกาศความเป็นเจ้าของเขา ว่าเขาไม่ได้รับอนุญาตให้มีใจกับสตรีอื่น

หลังจากตั้งสติได้แล้ว เขาก็ขยับเข้าไปใกล้หูของสือชิงลั่วและถามเสียงกลั้วหัวเราะว่า “หักขาข้าเหรอ? หืม?”

ส่วนเรื่องหย่า เขาทำเป็นมองข้ามไป

มันไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะเขามั่นใจว่าเขาไม่มีทางชอบสตรีคนไหน

การมีภรรยาที่เป็นตัวเจ้าปัญหา, มีชีวิตชีวา, และเอาแต่ใจเช่นนี้ก็ทำให้เขาปวดหัวมากพอแล้ว

ลมหายใจของเซียวหานเจิงเป่าใส่หูของสือชิงลั่วในตอนที่เขาพูด ทำให้ใบหูของนางรู้สึกชา

น้ำเสียงของบุรุษผู้นี้น่าฟังมาก

เขาตรงกับความชอบของนางอีกแล้ว น่าหงุดหงิดจริงๆ!

ใบของนางแดงระเรื่ออย่างหาได้ยาก

นางผลักเขาออกและพูดว่า “เจ้าไม่จำเป็นต้องเข้ามาใกล้ขนาดนี้ตอนพูดก็ได้”

จากนั้น จากจึงชูกำปั้นน้อยๆขึ้นมาและมองเขาอย่างจริงจัง “เจ้าไม่เชื่อข้าเหรอ? หากเจ้ากล้านอกใจ ข้าหักขาเจ้าแน่”

เซียวหานเจิงเห็นใบหน้าของนางที่แดงเรื่อก็รู้สึกพอใจขึ้นมาเล็กน้อย

เขายิ้มและพูดว่า “ข้าเชื่อเจ้า เพื่อไม่ให้เจ้าหักขาข้า ข้าไม่กล้านอกใจแน่”

สือชิงลั่วกรอกตาใส่เขา “ผิดแล้ว ไม่ใช่เจ้าไม่กล้านอกใจเพราะกลัวว่าข้าจะหักขาเจ้า”

แต่เป็นเจ้าต้องซื่อสัตย์กับการแต่งงานของเรา อย่าลืมว่าพวกเขายังอยู่ในช่วงทดลองแต่งงานอยู่”

นางยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “แน่นอน หากเจ้ามีสตรีที่ชอบขึ้นมาจริงไ เราก็แค่หย่ากัน”

แต่ถึงยังไงก็ต้องหักขาเขาอยู่ดี

ใครใช้ให้เซียวหานเจิงยั่วยุนางก่อนและยังตกลงกับการทดลองแต่งงานร่วมกันในครั้งนี้ด้วย

รอยยิ้มของเซียวหานเจิงจางลง

เขาไม่ชอบประโยคสุดท้ายของนาง

ภรรยาตัวน้อยของเขามักยกเรื่องหย่าขึ้นมาพูดเสมอ

ดูเหมือนว่านางจะมีจุดประสงค์แอบแฝง นี่ไม่ดีเลย

เขาไม่กล้าพูดออกไป แต่ยอมตอบตามความต้องการของนาง “ได้ ข้าฟังเจ้า ข้าจะซื่อสัตย์ในการแต่งงานของเรา ไม่ใช่เพราะกลัวว่าเจ้าจะหักขาข้า”

สือชิงลั่วเชิดหน้าขึ้น “เช่นนี้ค่อยดีขึ้นหน่อย”

นางยื่นมือไปตบไหล่ของเซียวหานเจิง “ไม่ต้องห่วง ตราบใดที่เจ้าซื่อสัตย์ต่อข้า ข้าก็จะปกป้องเจ้า”

“หากใครกล้ารังแกเจ้า ข้าจะหักขาเขาซะ”

สามีของนางตัวบางและอ่อนโยน ทำให้เขาเป็นเป้าหมายของการถูกกลั่นแกล้งได้ง่าย

ดังนั้น ตราบใดที่เขาซื่อสัตย์ต่อนาง นางก็จะปกป้องเขา

เซียวหานเจิงสบสายตาที่กระจ่างใสและจริงจังของนางจนมึนงงไปหมด

นี่เป็นครั้งแรกจากทั้งสองช่วงชีวิตที่มีคนพูดแบบนี้กับเขา “ข้าจะปกป้องเจ้า ใครกล้ารังแกเจ้า ข้าจะหักขาเขาซะ”

หัวใจที่แข็งกระด้างของเขาค่อยๆหลอมละลายและมุมปากของเขาก็ยกขึ้น “ได้ จากนี้ไป ข้าคงต้องพึ่งพาการปกป้องจากภรรยาแล้ว”

สือชิงลั่วยิ้มกว้าง “ได้แน่นอน”

จากนั้นนางก็ขยิบตาให้เซียวหานเจิง “สามี เต้าหวยอร่อยหรือไม่?”

เซียวหานเจิงตักขึ้นมาชิมหนึ่งช้อน “สดใหม่และนุ่มนวล ไม่เลว”

สือชิงลั่วยิ้มอย่างได้ใจและพูดว่า “ไม่รู้ซะแล้วว่าใครเป็นคนทำ”

เซียวหานเจิงยิ้มและยกยอนาง “ภรรยาของข้าเก่งจริงๆ”

สือชิงลั่วเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจและพูดว่า “ถูกต้อง”

นางเคยได้ยินเพื่อนสนิทพูดว่า บุรุษที่ยกย่องภรรยาและมองเห็นความลำบากของพวกนางนั้นนับว่าเป็นคนไม่เลว

เซียวหานเจิงนั้นไม่เลวเลย

เมื่อได้เห็นแววตาพึงพอใจของนาง รอยยิ้มในแววตาของเขาก็ยิ่งเข้มขึ้น

ไม่นาน เซียวป๋ายหลี่กับเซียวเอ้อร์หลางก็กลับมาที่ห้องครัว

เซียวป๋ายหลี่ยิ้มและพูดว่า “พี่สะใภ้ ท่านแม่ชอบเต้าฮวยที่ท่านทำมากเจ้าค่ะ”

“เอ้อร์หลางก็ชอบเช่นกัน”

การทำเต้าหู้ต้องใช้เวลานาน ท่านป้าทั้งหลายจึงกลับบ้านไปทำงานก่อน

แล้วพวกนางค่อยกลับมาอีกครั้ง

สือชิงลั่วอ่อนลงเมื่ออยู่ต่อหน้าเซียวป๋ายหลี่ “ถ้าเจ้าชอบก็ดีแล้ว มาเถอะ เรามาทำเต้าหู้กัน”

จากนั้น นางจึงให้เซียวป๋ายหลี่กับเซียวเอ้อร์หลางใช้ผ้าเปียกกดลงไปบนเต้าหู้

จบบทที่ บทที่ 19 : จากนี้ไป ข้าจะปกป้องเจ้า

คัดลอกลิงก์แล้ว