เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 35 : การถ่ายหนังย่อมมีคู่แข่งคอยจับตามอง — หากไม่ถูกอิจฉา ก็เท่ากับเป็นคนไร้ความสามารถ!

บทที่ 35 : การถ่ายหนังย่อมมีคู่แข่งคอยจับตามอง — หากไม่ถูกอิจฉา ก็เท่ากับเป็นคนไร้ความสามารถ!

บทที่ 35 : การถ่ายหนังย่อมมีคู่แข่งคอยจับตามอง — หากไม่ถูกอิจฉา ก็เท่ากับเป็นคนไร้ความสามารถ!


เมื่อเห็นคอมเมนต์ไม่กี่ประโยคที่พูดถึงเพลง ขอแค่ได้เป็นคนธรรมดา เหล่าแฟนคลับก็อดสงสัยไม่ได้ จึงกดเข้าไปฟังด้วยใจคุกรุ่นเล็กน้อย

พวกเขาอยากรู้เหมือนกัน ว่านี่มันเป็นเพลงแบบไหน ถึงได้ถูกยกย่องกันขนาดนี้

ทำนองอินโทรค่อย ๆ ไหลมา ก่อนจะตามด้วยเสียงทุ้มต่ำของเย่เฉิน

“บางทีอาจเป็นเมื่อวาน หรืออาจอยู่ไกลแสนไกล… อาจอยู่ที่นี่ หรืออีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ”

……

“ไม่มีรัศมีศักดิ์สิทธิ์ใดห้อมล้อม  พวกเราเกิดมาอย่างธรรมดาสามัญ”

เสียงของเย่เฉินดังขึ้น เพียงประโยคเดียวก็ทำให้หัวใจทุกคนสะท้าน เสียงทุ้มต่ำนี้ ไพเราะอย่างน่าประหลาด ราวกับมีมนตร์สะกด

แล้วเสียงของหลี่ซีค่อยตามมา แผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยความโปร่งใสและล่องลอย

ทำให้หัวใจของผู้ฟังสะท้านยิ่งกว่าเดิม!

โดยไม่รู้ตัว ทุกคนก็จมดิ่งเข้าไปในบทเพลง  ขอแค่ได้เป็นคนธรรมดา อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

แล้วเพลงก็มาถึงตอนจบ!

แฟนคลับทั้งหลายรีบกดเก็บเพลงไว้ในคลัง จากนั้นก็แชร์ต่อในเว่ยป๋ออย่างตื่นเต้น

เพียงเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง โพสต์เว่ยป๋อที่หลี่ซีอัปก็ถูกแชร์ต่อด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ชัดเจน

“เพลงนี้เพราะมากจริง ๆ เสียงทุ้มต่ำของเย่เฉินจับคู่กับเสียงใสของหลี่ซี ทำให้บทเพลงสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ฟังแล้วเยียวยาหัวใจสุด ๆ!”

“แต่เดิมฉันไม่ค่อยสนใจหนังของเย่เฉินหรอกนะ แต่พอฟังเพลงแล้ว ฉันว่าหนังเขาน่าดูขึ้นมาทันทีเลย!”

“ผู้กำกับ ดนตรีประกอบ การตัดต่อ... แถมตอนนี้ยังแต่งเพลง ร้องเพลงอีก เย่เฉิน คุณยังซ่อนเซอร์ไพรส์อะไรจากพวกเราอีกบ้างเนี่ย!”

……

ภายใต้การบอกต่ออย่างบ้าคลั่งของชาวเน็ต เพลง ขอแค่ได้เป็นคนธรรมดา ก็ยิ่งเป็นที่สนใจของผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ

พร้อมกันนั้น ความนิยมของเย่เฉินและหลี่ซีก็พุ่งทะยานตามไปด้วย!

พลอยทำให้ภาพยนตร์เรื่อง Dying to Survive ได้รับความสนใจมากขึ้นตามไปด้วย

ถึงขั้นที่สื่อเจ้าหนึ่งทำโพลออนไลน์ขึ้นมา ปรากฏว่ามีคนมากถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ที่บอกว่าอยากดูหนัง Dying to Survive  เรื่องนี้

แม้ตัวเลขนี้อาจจะไม่ตรงกับความจริงนัก แต่ก็เพียงพอที่จะบ่งบอกได้ว่าการโปรโมตหนังเรื่อง Dying to Survive นั้นประสบความสำเร็จมาก

ขณะเดียวกัน ภายในวิลล่าหลังหนึ่งในปักกิ่ง จางฉี่เหนียนเพิ่งจะปิดดีลงานภาพยนตร์เรื่อง Gate of Rebirth ได้สด ๆ ร้อน ๆ

แต่ทันทีที่เขาเปิดคอมพิวเตอร์ กลับพบว่าโลกออนไลน์กำลังถูกถาโถมไปด้วยข่าวสารเกี่ยวกับ Dying to Survive

ส่วนเรื่อง Gate of Rebirth  ของเขาแทบไม่มีใครพูดถึงเลย

“บางคนคิดว่าการใช้กลเม็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ จะสามารถ ‘หลอก’ ให้คนมาซื้อตั๋วได้ แต่หารู้ไม่ว่าท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่คนดูให้ความสำคัญก็คือคุณภาพของหนัง ขอแค่หนังดีจริง ก็ย่อมได้รับเสียงชื่นชมและทำรายได้สูงเป็นธรรมดา

ในทางกลับกัน ถ้าเนื้อหาไม่ดีพอ ต่อให้โฆษณาสวยหรูสักแค่ไหน ก็ไม่มีประโยชน์หรอก! ผู้ชมไม่ใช่คนโง่ เขาจะยอมควักเงินหรือ? แน่นอนว่าไม่!”

“ฉันหวังว่าบางคนจะเลิกทำให้วงการภาพยนตร์กลายเป็นบ่อน้ำเสีย คนพวกนี้ที่ทำลายบรรยากาศ ควรถูกกวาดล้างออกไปให้หมด”

—นี่คือคำพูดจากเว่ยป๋อของผู้กำกับจางฉี่เหนียน!

ที่จริงที่จางฉี่เหนียนโกรธจนเดือด ก็เพราะการกระทำของเย่เฉินนี่แหละ มันทำให้เขางงงวยจนแทบคลั่ง

เย่เฉินแทบไม่ต้องเสียเงินเลย แค่โพสต์เว่ยป๋อไม่กี่บรรทัด ก็สามารถสร้างกระแสให้คนพูดถึงได้มหาศาล

ในขณะที่เขาเทงบโฆษณาไปตั้งสามสิบล้าน แต่กลับไม่มีวี่แววว่าจะเกิดกระแสอะไรขึ้นมาเลยสักนิด

นี่มันเรื่องบ้าอะไรฟะ!?

เอาเข้าจริง ก็คือเขาอิจฉา… อิจฉาที่อีกฝ่ายไม่ต้องใช้เงินสักแดง แต่โปรโมตได้ดีกว่าที่เขาอัดงบไปเป็นสิบ ๆ ล้านเสียอีก

แม้เว่ยป๋อของจางฉี่เหนียนจะไม่ได้แท็กหาเย่เฉิน แต่เย่เฉินก็ยังเห็นเข้าอยู่ดี

ทำอะไรไม่ได้ เพราะแฟนคลับเอาแต่โวยวายไม่หยุด

เพียงไม่กี่นาที ข้อความส่วนตัวที่ส่งถึงเย่เฉินก็ทะลุหลักพันข้อความแล้ว

หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน เย่เฉินก็ตัดสินใจโพสต์คำพูดคลาสสิกที่อาจารย์ในชาติก่อนเคยกล่าวไว้ลงในเว่ยป๋อ

ก็แค่ถ้อยคำเหน็บแนมประชดประชัน ใครกันจะทำไม่ได้?

เรื่องพวกนี้ เขามีคลังเก็บประโยคเด็ดจากชาติก่อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

“กลางฤดูหนาวอันเหน็บหนาวยังเฝ้ารอแสงอาทิตย์ ฤดูราตรีมืดมิดยังคะนึงหายามอรุณรุ่ง โฉมสะคราญเพริศแพร้วก็ยังเฝ้าหวังมหาเศรษฐี สาวน้อยผู้สุกใสก็ยังพร่ำเพ้อหานักเลงเจ้าสำราญ

นักศึกษาผู้ร่ำเรียนกลางรัตติกาลหวังจะได้อนาคตสดใส ชายชราที่โดดเดี่ยวปรารถนาสาวใหญ่มาเคียงข้าง นักแสดงมุ่งหวังรางวัลล้ำค่า ผู้กำกับหนังเฝ้าภาวนาให้คู่แข่งดับสิ้นไป”

—ข้อความนี้ มาจากเว่ยป๋อของผู้กำกับเย่เฉิน!

ทันทีที่ข้อความนี้ถูกโพสต์ออกมา แฟนคลับของเย่เฉินก็ตื่นเต้นจนแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่

“ฉันพูดได้แค่ว่า เย่เฉินคือเทพนิรันดร์!”

“หน้าหนาวเฝ้ารอฤดูใบไม้ผลิ ยามค่ำคืนเฝ้ารอรุ่งอรุณ อันนี้เรายังเข้าใจ แต่ตอนท้ายที่พูดถึงรอมหาเศรษฐีกับนักเลงเนี่ย ขอโทษจริง ๆ กลั้นขำไม่ไหวจริง ๆ ฮ่า ๆ”

“แท้จริงแล้วสองประโยคสุดท้ายของเย่เฉินมีความหมายลึกซึ้งนัก ไม่ได้ใช้ได้แค่กับวงการภาพยนตร์ แต่แทบทุกวงการก็เช่นกัน

คนไร้ความสามารถ ก็ได้แต่เฝ้าหวังให้ทุกคนที่เก่งกว่าตัวเองโดนรถชนไปเสียหมด แล้วตัวเองจะได้กลายเป็นผู้ไร้เทียมทานในใต้หล้า โกยกำไรเข้ากระเป๋าได้สบาย”

“สุดยอด! ช่างเป็นคำที่สะท้อนความจริงของโลกใบนี้ได้ชัดเจนที่สุดเลย!”

ทางฝั่งจางฉี่เหนียนที่นั่งอยู่หน้าจอ เมื่อเห็นเว่ยป๋อของเย่เฉิน ก็แทบจะโมโหจนขาดใจ

เขากัดฟันแน่น ทั้งสองมือสั่นสะท้านไม่หยุด

“ไอ้สารเลว! ชั่วนัก! ชั่วเกินทนจริง ๆ!”

แต่เอาเข้าจริง ตั้งแต่ต้นจนจบ เย่เฉินไม่เคยเป็นฝ่ายยั่วยุใครก่อนเลยแม้แต่น้อย เขาเอาแต่ทุ่มเททำหนังอย่างตั้งใจมาตลอด

แต่กลับมีบางคนโผล่มาก่อกวนอยู่ร่ำไป หาเรื่องเขาไม่หยุด ใช้วิธีสารพัดเพื่อเพิ่มกระแสให้ตัวเอง

เรื่องแบบนี้ก็พูดได้แค่ว่า หากไม่ถูกอิจฉา แปลว่าคนผู้นั้นไร้ความสามรถ

จางฉี่เหนียนถอนหายใจยาวๆ หลายครั้ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์กดเบอร์ขึ้นมา

ปลายสายเป็นเสียงทุ้มเจือความเหนื่อยล้า “อ้าว ผู้กำกับจาง! มีเรื่องอะไรหรือ?”

“ประธานจ้าว ผมอยากให้เพิ่มงบประชาสัมพันธ์ หวังว่าบริษัทจะอนุมัติงบพิเศษสักก้อน” จางฉี่เหนียนกัดฟันเอ่ย

ปลายสาย ประธานจ้าว ถอนหายใจอย่างจนใจแล้วพูดว่า

“ผู้กำกับจาง เรื่องราวบนเว่ยป๋อผมก็ได้ยินมาบ้างแล้ว อย่างน้อยคุณก็เป็นรุ่นใหญ่ จะไปใส่ใจแข่งกับเด็กใหม่ทำไมกัน!

คุณเองก็อยู่มานาน ก็น่าจะรู้กฎเกณฑ์ของบริษัท งบของ Gate of Rebirth นั้นเป็นมติจากที่ประชุมผู้บริหารทั้งหมด

แล้วอยู่ๆ จะมาขอเพิ่มงบโฆษณา คุณนี่ทำให้ผมลำบากใจจริงๆ!”

สีหน้าของจางฉี่เหนียนเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ในที่สุดคิ้วที่ขมวดแน่นก็ค่อยๆ คลายราวกับตัดสินใจได้แล้ว

เขาผ่อนลมหายใจยาว ก่อนเอ่ยเสียงหนักแน่นลงไปในโทรศัพท์ “ผมยอมสละส่วนแบ่งรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศของผมก็ได้

แต่บริษัทต้องเพิ่มงบประชาสัมพันธ์ให้ ผมอยากให้ทุกคนได้รู้จักภาพยนตร์เรื่อง Gate of Rebirth เรื่องนี้”

“เฮ้อ! ผู้กำกับจาง คุณจะดื้อรั้นไปทำไม ถ้าคุณยืนยันจะทำขนาดนี้ ผมก็คงปฏิเสธไม่ได้

เอาอย่างนี้ เดี๋ยวผมจะไปอธิบายกับบอร์ดบริหารให้ แล้วอนุมัติงบเพิ่มให้อีกสามสิบล้าน แบบนี้พอหรือยัง!

รวมกับสามสิบล้านที่เคยอนุมัติไปก่อนหน้านี้ เท่ากับโปรโมทเรื่องนี้ได้งบเกือบถึงร้อยล้านเต็ม คุณอย่ามาบอกอีกนะว่ายังไม่พอ”

จางฉี่เหนียนนิ่งไปครู่ใหญ่ เขารู้ว่านี่คือขีดจำกัดของบริษัท จึงได้แต่พยักหน้ารับอย่างจนใจ

“ตกลง!”

หลังจากวางสาย ใบหน้าผู้กำกับจางก็บิดเบี้ยวด้วยโทสะ

เขายอมแลกส่วนแบ่งบ็อกซ์ออฟฟิศถึงหนึ่งในสาม กว่าจะทำให้บริษัทเพิ่มงบได้

ก่อนจะโทรไป เขาก็คิดเรื่องนี้ไว้แล้วอยู่บ้าง เพราะบรรดาคนในบริษัทล้วนเป็นพวก “ไม่เห็นกระต่ายไม่ยอมปล่อยเหยี่ยว”

ถ้าไม่มีผลประโยชน์เป็นเดิมพัน ก็อย่าหวังว่าจะยอมทำอะไรให้

จบบทที่ บทที่ 35 : การถ่ายหนังย่อมมีคู่แข่งคอยจับตามอง — หากไม่ถูกอิจฉา ก็เท่ากับเป็นคนไร้ความสามารถ!

คัดลอกลิงก์แล้ว