- หน้าแรก
- ให้คุณถ่ายแค่หนังประชาสัมพันธ์ ทำไมกลายเป็นหนังทำเงินซะล่ะ
- บทที่ 33: บันทึกเพลง “ขอแค่ได้เป็นคนธรรมดา”
บทที่ 33: บันทึกเพลง “ขอแค่ได้เป็นคนธรรมดา”
บทที่ 33: บันทึกเพลง “ขอแค่ได้เป็นคนธรรมดา”
ผ่านไปเพียงครึ่งชั่วโมง ทั้งสองก็ลงนามในสัญญาเรียบร้อย
หลังจากนั้น ทั้งคู่ต่างก็แยกย้ายออกจากร้านกาแฟด้วยสภาพ “ปิดบังมิดชิด”
เมื่อทุกอย่างตกลงกันเสร็จ เย่เฉินก็ตรงกลับบ้านทันที
เมื่อทุกอย่างตกลงกันเสร็จ เย่เฉินก็ตรงกลับบ้านทันที
เดิมทีในใจเขาคิดไว้แล้วว่าจะรีบหาจังหวะเข้าห้องอัดเพื่อบันทึกเพลงประกอบหลักให้เสร็จโดยเร็ว ทว่ากลับถูกหลี่ซีปฏิเสธเสียงแข็ง
เธอบอกกับเขาอย่างตรงไปตรงมาว่า เมื่อได้ยินเพลง “ขอแค่ได้เป็นคนธรรมดา” ความรู้สึกสะเทือนใจและชื่นชอบได้พวยพุ่งออกมาจนยากจะปิดบัง
และเพราะเหตุนี้ หลี่ซีจึงตัดสินใจแน่วแน่ว่า เพลงนี้จะต้องถูกถ่ายทอดออกมาให้ดีที่สุด ไม่ยอมให้มีข้อบกพร่องแม้แต่น้อย
ดังนั้น หลี่ซีจึงวางแผนว่าจะใช้ห้องอัดเสียงสุดหรูที่บริษัทลงทุนสร้างขึ้นเพื่อบันทึกเพลงนี้ในวันรุ่งขึ้น
และในเมื่อเธอคือนักร้องดาวรุ่งที่กำลังโด่งดังที่สุดในวงการตอนนี้ ต่อให้จะเป็นการใช้ทรัพยากรของบริษัท ผู้บริหารทั้งหลายก็คงไม่มีใครกล้าออกปากคัดค้านแม้แต่คำเดียว
เช้าวันถัดมา
เย่เฉินก็รีบตรงไปยังบริษัทที่หลี่ซีสังกัดอยู่แต่เช้า
พนักงานต้อนรับที่กำลังยุ่งอยู่เงยหน้าขึ้น เห็นเย่เฉินเดินเข้ามาจากระยะไกล ถึงกับตะลึงไปชั่วครู่ก่อนจะถามขึ้นว่า
“คุณผู้ชาย ไม่ทราบว่ามีนัดไว้หรือเปล่าคะ?”
เย่เฉินส่ายหน้าเล็กน้อย ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
“ผมไม่ได้มีนัดครับ แต่เป็นคุณหลี่ซีที่เชิญผมมาเอง”
“คุณหลี่ซี… เป็นคนเชิญคุณมาเองอย่างนั้นเหรอ?”
น้ำเสียงของพนักงานเต็มไปด้วยความประหลาดใจ กำลังจะเอ่ยว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ทันใดที่เธอเงยหน้ามองชัด ๆ ก็เห็นใบหน้าคมเข้มของเย่เฉิน พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ที่ปรากฏอยู่บนริมฝีปาก
หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นมาในบัดดล ก่อนเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก
“ขะ…ขอโทษค่ะ ไม่ทราบว่าคุณคือ ‘ผู้กำกับเย่’ ใช่ไหมคะ?”
เมื่อครู่เธอแค่เหลือบมองอย่างลวก ๆ จึงไม่ทันได้เห็นชัดเจนว่าเป็นใคร
แต่เมื่อเพ่งมองอย่างละเอียดแล้ว เธอถึงกับอ้าปากค้าง นี่มันเย่เฉินที่กำลังโด่งดังไปทั่วอินเทอร์เน็ตไม่ใช่หรือ!
“ใช่ครับ ผมคือเย่เฉิน ไม่ทราบว่าผมสามารถขึ้นไปได้หรือยัง?” เย่เฉินถามด้วยรอยยิ้ม
“อ๋อ! งั้นรอสักครู่นะคะ เดี๋ยวฉันโทรเช็กให้ ถ้าไม่มีปัญหา ลงทะเบียนเสร็จก็สามารถขึ้นไปได้เลยค่ะ”
“ได้ครับ!”
จากนั้น พนักงานต้อนรับก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรทันที
ผ่านไปเพียงไม่กี่นาที เธอก็เงยหน้าขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น “ผู้กำกับเย่ คุณสามารถขึ้นไปได้แล้ว อยู่ที่ชั้น 28 ลงทะเบียนตรงนี้เสร็จก็เรียบร้อยค่ะ!”
“ได้ครับ!”
เย่เฉินหยิบปากกาขึ้นมา กรอกชื่อของเขาลงในแบบฟอร์มที่พนักงานยื่นให้
“ผู้กำกับเย่ หนังของคุณสนุกมากค่ะ ฉันเชื่อว่าเรื่อง”Dying to Survive“ต้องทำรายได้ถล่มทลายแน่ ๆ”
“ขอบคุณครับ! ไว้ตอนหนังฉาย ต้องไปดูให้ได้นะ”
“ได้เลยค่ะ ผู้กำกับเย่!”
พนักงานต้อนรับตอบกลับด้วยรอยยิ้มเช่นกัน
เย่เฉินส่งแบบฟอร์มที่กรอกเสร็จแล้วคืนให้ ก่อนโบกมือลาแล้วเดินตรงไปยังลิฟต์
ไม่ว่าจะเป็นคำพูดจากใจจริงหรือไม่ก็ตาม แต่เย่เฉินก็ยังรู้สึกดีไม่น้อย
เขากดปุ่มไปที่ชั้น 28 ลิฟต์ค่อย ๆ เคลื่อนตัวขึ้นไป
ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดออก เขาก็เห็นหลี่ซียืนรออยู่ตรงทางออก
“ไปกันเถอะ! ห้องอัดเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว เราเข้าไปได้เลย!”
เย่เฉินพยักหน้า เดินตามหลี่ซีมุ่งหน้าไปยังห้องอัดเสียง
ในห้องอัด มีชายวัยกลางคนผมหงอกเล็กน้อย เห็นทั้งคู่เดินเข้ามาก็รีบก้าวออกมาต้อนรับทันที
หลี่ซีจึงรีบแนะนำทั้งสองฝ่ายให้รู้จักกัน
“นี่คือหลินเป่ย โปรดิวเซอร์มือทองของบริษัท ส่วนท่านนี้คือเย่เฉิน เจ้าของบทเพลง”ขอแค่ได้เป็นคนธรรมด“ ที่คุณเพิ่งได้ฟังนั่นเอง”
หลินเป่ย!
เย่เฉินเมื่อได้ยินชื่อนี้ สีหน้าก็แปรเปลี่ยนเล็กน้อย แต่ยังคงยกยิ้มทักทายอย่างสุภาพ
ขณะเดียวกัน หลินเป่ยเมื่อได้เห็นเย่เฉินจริง ๆ พลันดวงตาก็เป็นประกาย เขาก้าวเข้ามาใกล้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นแทบเก็บไม่อยู่
“ที่แท้ก็คือท่านผู้กำกับเย่นี่เอง! ช่างเป็นคนหนุ่มที่พรสวรรค์รอบด้าน ไม่เพียงสร้างภาพยนตร์ได้ยอดเยี่ยม แม้แต่การแต่งเพลงยังทำได้ไพเราะถึงเพียงนี้”
“ก็แค่พอใช้ได้ครับ ถ้าหากตอนร้องออกมาไม่ดี อาจจะต้องรบกวนคุณช่วยแล้วล่ะ” เย่เฉินยิ้มตอบอย่างถ่อมตัว
“แน่นอนอยู่แล้ว!” หลินเป่ยพยักหน้ารับคำทันที
จากนั้น หลี่ซีกับเย่เฉินก็เดินเข้าไปในห้องอัดเสียงก่อน
เมื่อเสียงทดสอบสะท้อนกลับเข้ามาในหู เย่เฉินก็ส่งสัญญาณโอเคผ่านกระจกไปทางหลินเป่ย
เขาสูดหายใจ ทำใจให้สงบลงเล็กน้อย ก่อนจะเปล่งเสียงร้องเบา ๆ ออกมา
“บางทีอาจเป็นเมื่อวาน หรืออาจอยู่ไกลแสนไกล… อาจอยู่ที่นี่ หรืออีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ”
……
“ไม่มีรัศมีศักดิ์สิทธิ์ใดห้อมล้อม พวกเราเกิดมาอย่างธรรมดาสามัญ”
เสียงร้องของเย่เฉินทำให้คิ้วของหลินเป่ยขมวดเล็กน้อย
ในจังหวะนั้นเอง เสียงของหลี่ซีก็ดังประสานขึ้นมา
“ในความเจ็บปวดของหัวใจ จงยอมรับความเสียใจ… ชีวิตทั้งยาวนานและสั้นนัก”
……
“ไม่มีรัศมีศักดิ์สิทธิ์ใดห้อมล้อม เพียงกำแน่นไว้ในมือซึ่งความธรรมดา… ชีวิตนี้ ไร้สิ่งใดให้เสียใจ ไฟแห่งชีวิตได้ถูกจุดขึ้นแล้ว”
เมื่อเพลงจบลง คิ้วของหลินเป่ยก็ขมวดแน่นยิ่งกว่าเดิม
ไม่ใช่ว่าทั้งคู่ร้องได้แย่ ตรงกันข้าม ทั้งสองร้องออกมาได้ดีมาก
หลี่ซีนั้นไม่ต้องพูดถึงอยู่แล้ว เธอเป็นนักร้องมืออาชีพโดยแท้
ส่วนเย่เฉิน แม้จะยังด้อยไปเล็กน้อย แต่ก็ถือว่ามีมาตรฐานไม่น้อย
เพียงแต่ว่า…เมื่อได้ยินเสียงของเย่เฉิน หลินเป่ยกลับรู้สึกเหมือนยังขาดอะไรไปบางอย่าง
หลังจากนั้น ทั้งสองก็เดินออกมาจากห้องอัดเสียง
“ยังไม่ดีพอหรือ?”
เย่เฉินมองหลินเป่ยที่ขมวดคิ้วแน่น เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“โดยรวมถือว่าดีทีเดียว เพียงแต่ถ้าเสียงของคุณทุ้มลงอีกสักหน่อย จะยิ่งเข้ากันได้ดีกว่า”
“เข้าใจแล้ว!”
เย่เฉินพยักหน้า แล้วเดินกลับเข้าไปในห้องอัดอีกครั้ง
ผ่านไปไม่กี่นาที ทั้งสองออกมาอีกครั้ง แต่หลินเป่ยก็ยังส่ายหัว แสดงถึงความไม่พอใจ
เห็นดังนั้น เย่เฉินจึงตั้งใจฟังเสียงตัวเองอย่างละเอียดอีกครั้ง
ตอนแรก พอได้ยินเสียงตัวเอง เย่เฉินก็ยังรู้สึกเขิน ๆ อยู่บ้าง
แต่เมื่อเขาตั้งใจฟังอย่างจริงจัง ในที่สุดก็จับจุดปัญหาได้
สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เขาเคยเลือกวิชาโทด้านการขับร้อง ที่เลือกก็เพราะอยากจีบสาว ๆ ทำให้เวลาเขาร้องเพลง มักเผลอใช้เทคนิคทางวิชาการเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว
และเพราะใส่ใจเรื่องเทคนิคมากเกินไป เลยกลับกลายเป็นว่าสูญเสียความรู้สึกที่แท้จริงไป
“ผมเข้าใจแล้ว! ขออัดใหม่อีกครั้งเถอะ!”
“ได้เลย!” หลี่ซีพยักหน้ารับ
แล้วทั้งคู่ก็เดินกลับเข้าไปในห้องอัดอีกหน
ในหัวของเย่เฉินพลันแวบภาพผู้ป่วยมะเร็งเหล่านั้น ใบหน้าที่โหยหาซึ่งคำว่า ความธรรมดาสามัญ เขาจึงเริ่มร้องออกมาแผ่วเบา
“บางทีอาจเป็นเมื่อวาน หรืออาจอยู่ไกลแสนไกล… อาจอยู่ที่นี่ หรืออีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ”
……
“ไม่มีรัศมีศักดิ์สิทธิ์ใดห้อมล้อม พวกเราเกิดมาอย่างธรรมดาสามัญ”
ด้านนอก หลินเป่ยพลันตบมือลงบนโต๊ะดัง ปัง! ดวงตาเปล่งประกาย ก่อนเอ่ยเสียงหนักแน่น
“ดี! แบบนี้แหละ ใช่แล้ว!”
เย่เฉินดื่มด่ำกับบทเพลงจนทั้งร่างและจิตใจเหมือนดำดิ่งเข้าไปในโลกของ Dying to Survive มันไม่ใช่เสียงร้องที่ต้องตะโกนสุดเสียง แต่เป็นเพียงถ้อยคำสารภาพแสนเรียบง่าย ราวกับเสียงกระซิบที่แฝงไว้ด้วยพลังมหาศาล
“ฉันไม่ต้องการรัศมีของเทพเจ้า ขอเพียงความธรรมดาสามัญของเจ้าเท่านั้น… ชั่วชีวิตนี้ไร้สิ่งใดต้องเสียดาย ไฟแห่งชีวิตได้ถูกจุดขึ้นแล้ว”
เมื่อบทเพลงสิ้นสุดลง เย่เฉินก็ค่อย ๆ หลุดออกมาจากห้วงเวลาที่ถูกขับขานไว้
ในเวลานั้น อารมณ์ของเขาสงบนิ่ง แต่ยังแฝงไว้ด้วยความหม่นเศร้าเล็กน้อย
“ผู้กำกับเย่ เพลงนี้ร้องออกมาได้ยอดเยี่ยมจริง ๆ เอาไปใช้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ได้สบายเลย!” หลินเป่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นอย่างแท้จริง
เย่เฉินหัวเราะพลางโค้งศีรษะเล็กน้อย “ลำบากคุณแล้ว อาจารย์หลิน”
หลินเป่ยโบกมือไปมา พูดอย่างไม่ใส่ใจว่า
“ไม่เลย!” หลินเป่ยโบกมือไปมา “ทั้งชีวิตนี้สิ่งที่ฉันหลินเป่ยกลัวน้อยที่สุดก็คือความลำบาก มาพูดคำสุภาพกับฉัน เท่ากับดูถูกกันแล้วนะ!”
“แย่แล้วสิ!”
เย่เฉินได้แต่ตบหน้าผากในใจ สิ่งที่เขากลัวที่สุด ในที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้
“ไว้ตอนหนังฉาย ผมจะเชิญอาจารย์หลินไปดูด้วยกันนะ! เอ่อ…ตอนนี้ผมมีธุระ ต้องขอตัวก่อน!”
พูดจบ ไม่รอให้หลินเป่ยได้เอ่ยอะไร เย่เฉินก็รีบคว้ามือหลี่ซีแล้ววิ่งออกไปทันที
เขาไม่กล้าอยู่ที่นี่นานนัก เกรงว่าตัวเองจะได้รับผลกระทบเข้า
พอนึกถึงตอนที่รีบพาหลี่ซีออกมาจากห้องอัด เย่เฉินก็ถอนหายใจยาวหลายครั้ง
“นายคิดจะปล่อยมือฉันเมื่อไหร่กัน?” เสียงใสของหลี่ซีเอ่ยขึ้นแผ่ว ๆ เย่เฉินถึงเพิ่งได้สติ หันลงไปมองก็พบว่ามือของเขายังจับมือเธอแน่นไม่ยอมปล่อยแม้แต่น้อย…