- หน้าแรก
- ให้คุณถ่ายแค่หนังประชาสัมพันธ์ ทำไมกลายเป็นหนังทำเงินซะล่ะ
- บทที่ 27: การเยาะเย้ยของตัวตลกไร้ค่า การโต้กลับของเย่เฉิน!
บทที่ 27: การเยาะเย้ยของตัวตลกไร้ค่า การโต้กลับของเย่เฉิน!
บทที่ 27: การเยาะเย้ยของตัวตลกไร้ค่า การโต้กลับของเย่เฉิน!
เหตุผลที่เย่เฉินเลือกให้อาจารย์จางถ่ายฉากแรกของวัน ไม่ใช่เพราะเรียงคิวตามบท แต่เป็นเพราะเขาไม่อยากรั้งเวลาของอาจารย์ไว้นานไปกว่านี้
แม้ว่าอาจารย์จางจะไม่ได้ทำหน้าที่แพทย์แนวหน้าอีกแล้วหลังสู้รบอยู่ด่านหน้ากับโรคมะเร็งมานานหลายปี แต่ตำแหน่งในสมาคมการแพทย์ของเขาก็ยังไม่สามารถละเลยได้ง่าย ๆ การเรียกตัวเขามาถ่ายหนังถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งในตัวของมันเอง
อีกอย่าง บทของอาจารย์จางก็แค่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องฝืนอะไรให้เหนื่อยเลย
“แอ็คชั่น!”
การถ่ายทำราบรื่นสุด ๆ อาจารย์จางไม่ตื่นกล้องเลยสักนิด เดินบทแบบมือโปรเต็มที่
แค่สิบกว่านาที ฉากแรกก็ถ่ายเสร็จสมบูรณ์
เย่เฉินเปิดดูฟุตเทจตัวอย่างบนจอมอนิเตอร์ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้
...สมบูรณ์แบบ เป๊ะชนิดไม่มีที่ให้ติเลยสักนิด!
“เยี่ยมมาก! ขอบคุณอาจารย์จางที่มาร่วมเล่นหนังของผมนะครับ!”
จางเจิ้นหนานหันกลับมา ท่าทางเหมือนไม่ค่อยปลื้มแต่แฝงด้วยความเอ็นดู“ไม่ต้องชมให้มากความ นายมีนักแสดงเต็มกองอยู่แล้ว จะเอาคนแก่ครึ่งตัวฝังดินอย่างฉันไปทำไมอีก?”
เย่เฉินหัวเราะเสียงใส "อาจารย์พูดแบบนี้ได้ยังไงกันครับ ต่อให้นำดารารางวัลระดับชาติทั้งหลายมาก็ยังไม่แน่ว่าจะถ่ายทอดอารมณ์ได้สมจริงเท่าท่านเลยนะ!"
พูดพลางยักคิ้วเย้า "แถมต่อให้ให้ดาราดังมาเล่นเป็นหมอ ก็คงได้แค่ภาพลักษณ์หล่อ ๆ เท่ ๆ แต่ไม่ใช่ความลึกของตัวละครแบบที่อาจารย์แสดงเลยครับ...อันนี้มัน อินเนอร์จริงของหมอ!"
จางเจิ้นหนานกลั้นยิ้มแต่ไม่พูดอะไร
เล่นแบบไม่ต้องแสดงอะไรเลย เป็นธรรมชาติสุด ๆ ไม่มีหลุด!
"โอเค ๆ พอแล้ว อย่ามาล้อเล่นเลย" อาจารย์จางบกมือปัดอย่างรำคาญแต่แฝงความเอ็นดู "ตั้งใจถ่ายหนังของนายให้ดีเถอะ ฉันเรียกรถให้มารับไว้แล้ว นายไม่ต้องลำบากมาส่งหรอก"
เย่เฉินเองก็ไม่ดื้อดึงอะไร พูดคุยกันอีกสองสามประโยคก่อนจะเดินไปส่งอาจารย์จางขึ้นรถด้วยตัวเอง
เขายืนมองร่างของอาจารย์จางที่ค่อย ๆ ห่างออกไปตามทาง
เงาสะท้อนจากหน้าต่างรถฉายบนใบหน้าของชายชรา...คนที่แม้กาลเวลาจะทิ้งร่องรอยไว้ แต่แววตามุ่งมั่นของเขากลับยังเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน
เย่เฉินยืนมองอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหันหลังกลับเข้าไปในโรงพยาบาล
แต่ยังไม่ทันได้ก้าวขึ้นบันไดไปถึงชั้นบน ผู้ช่วยผู้กำกับก็ควบฝีเท้าวิ่งหน้าตื่นลงมาจากอีกฝั่งของตึก
"ผู้กำกับเย่! เกิดเรื่องแล้วครับ!"
เย่เฉินขมวดคิ้ว มองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ
"เกิดอะไรขึ้น?"
ผู้ช่วยกระซิบกระซาบอย่างลนลาน ราวกับกลัวคนรอบข้างจะได้ยิน
"มีคนโพสต์โจมตีหนังของเราบนเน็ตครับ! มาแรงมากด้วย!"
หลังจากผู้ช่วยพูดจบ เขาก็รีบควักมือถือออกมา เปิดหน้าแอปบล็อกดัง แล้วจิ้มเข้าไปที่หัวข้อคำค้นหายอดฮิต จากนั้นก็ยื่นมือถือให้เย่เฉินแบบไม่พูดพร่ำทำเพลง
นิ้วเรียวของเขาชี้รัว ๆ ไปยังหน้าจอ เหมือนจะบอกว่า “ดูเอาเองเถอะครับ!”
เย่เฉินรับมือถือมาถือไว้ พลางก้มลงมองตามที่ผู้ช่วยชี้อย่างสงสัย
ทันใดนั้น สิ่งแรกที่สะดุดตา คือโพสต์พาดหัวแรงทะลุเพดาน
“หลักฐานชัด! เย่เฉินไม่ใช่ผู้กำกับที่คู่ควร!”
ยังไม่ทันได้ตั้งตัวดี อีกโพสต์ก็ตามมาติด ๆ
“อู๋หย่งวิเคราะห์ ‘Dying to Survive’ – เย่เฉินถ่ายหนังแพทย์เพราะมั่นใจ หรือแค่ลองเชิง?”
พอเห็นชื่อ “อู๋หย่ง” ปรากฏขึ้นมา เย่เฉินก็กดเข้าไปโดยไม่ต้องคิด
ถ้าจำไม่ผิด ตอนที่เขากำกับ New Police Story เจ้าหมอนี่ก็คือคนที่ปั่นกระแสลบในโลกออนไลน์จนกลายเป็นดราม่าใหญ่โตมาแล้ว
และดูเหมือนว่าคราวนี้...มันจะกลับมาหาเรื่องอีกครั้ง!
โพสต์ของอู๋หย่งเปิดหัวแรงมาก ไม่มีแตะเบรก
“รอบก่อนผมเคยรีวิวหนัง New Police Story ของผู้กำกับเย่! ยอมรับเลยว่าตอนนั้นผมพลาดไปจริง ๆ แต่พอได้ยินว่าเย่เฉินจะทำหนังการแพทย์ ผมนี่คิดว่าหูฝาดเลยนะครับ!”
“หนังแนวแพทย์มันต่างจากแนวตำรวจโจรโดยสิ้นเชิง ถึงจะพูดยังไง หนังตำรวจยังมีตลาดบ้าง แต่หนังแพทย์แบบนี้นะ ผู้กำกับเย่ใจกล้าชะมัด!”
“ผมนึกไม่ออกเลยว่าจะถ่ายอะไรกับเรื่องแพทย์? จะถ่ายหมอรักษาโรคแปลก? หรือคนไข้ที่สู้ชีวิต? ถึงจะซึ้งกินใจแต่ขอพูดตรง ๆ เลยว่า... มันไม่มีตลาดครับ!”
“ที่ผู้กำกับเย่เลือกถ่าย Dying to Survive คงเพราะร่วมมือกับสมาคมแพทย์ ต้องบอกเลยว่า...เป็นแค่การลองเชิงเท่านั้น”
“พูดง่าย ๆ นี่มันก็แค่ ‘โฆษณาในคราบหนัง’ เท่านั้นแหละ!”
“แค่เอาหน้าหนังมาบังไว้ แล้วใส่ชื่อผู้กำกับเย่ไว้ให้ดูดี”
“จากประสบการณ์คลุกวงการมาหลายปี ผมเดาว่าเย่เฉินอยากเกาะกระแส หาเงินจากยอดขายตั๋วรอบแรกนั่นแหละ”
“ดูจากนักแสดงที่เขาเลือกมาก็เห็นชัดแล้ว มีแต่พวกโนเนมทั้งนั้น ตั้งใจดูดเงินล้วน ๆ!”
“ไม่พูดมาก ถ้ายอดหนัง Dying to Survive ทะลุร้อยล้านเมื่อไหร่ ผมจะกราบเรียกเย่เฉินว่าพ่อ!”
พออ่านโพสต์จบ เย่เฉินสีหน้าก็แปลกประหลาดสุด ๆ
มีคนแบบนี้ด้วย? ต้องการหาเรื่องเขาใช่มั้ย? นี่มันหาเรื่องชัด ๆ!
อีกอย่าง เขาไม่ได้มีรสนิยมแปลก ๆ ที่ชอบรับลูกชายสุ่มสี่สุ่มห้าเสียหน่อย!
พอเลื่อนลงไปอ่านคอมเมนต์ใต้โพสต์ของอู๋หย่ง เย่เฉินแทบจะกลั้นขำไม่อยู่
“อู๋หย่ง ตกลงเมื่อไหร่จะกินขี้? จะกินสดในไลฟ์หรืออัดคลิปไว้ก่อนล่ะ?”
“อันนี้ไม่ต้องห่วง! ยังไงอู๋หย่งก็เป็นบล็อกเกอร์สายหนังชื่อดัง ให้เขากินสดหน้าเวทีเลย จะได้สมศักดิ์ศรีหน่อย!”
“พอเถอะ ฉันเริ่มคลื่นไส้ละ!”
จริง ๆ เย่เฉินไม่คิดจะลดตัวไปต่อล้อต่อเถียงกับตัวตลกไร้สาระแบบนี้หรอก แต่ไอ้อู๋หย่งมันเล่นโผล่มาหาเรื่องซ้ำ ๆ ชักจะเกินไปละนะ
สุดท้ายเลยพิมพ์ตอบกลับใต้โพสต์ไปว่า
“อะไร? อยากจะหยามพ่ออย่างฉันงั้นเหรอ? แกมีปัญญาเหรอ? ไปทำตามที่พูดไว้ก่อนแล้วค่อยกลับมาเห่าใหม่นะ! ตัวตลกเวทีล่าง!”
พอชาวเน็ตเห็นเย่เฉินตอบด้วยตัวเองก็พากันแท็กอู๋หย่งกันรัว ๆ
“ว่าไงล่ะ ผู้กำกับเย่สั่งให้ทำตามสัญญาแล้วนะ! อย่าแกล้งตายล่ะ!”
“อู๋หย่ง ผู้กำกับเย่บอกว่าแกไม่คู่ควรเป็นลูกเขาด้วยซ้ำ ถ้าเป็นฉันนะ ฉันก็ไม่เอา! ใครมันจะอยากได้ลูกชายที่กินขี้ล่ะ?”
“เมนต์บนโหดไปละ! ส่งต่อด้วยว่า เย่เฉินสั่งให้อู๋หย่งแดกขี้!”
“แชร์วนไป! เย่เฉินจับหัวอู๋หย่งกดลงกินขี้!”
“ส่งต่อกันไป! เย่เฉินป้อนขี้ด้วยมือตัวเอง...!”
เย่เฉิน: เดี๋ยว ๆ! ฉันไม่ได้พูดนะ! อย่ามั่วแบบนี้ดิ!
หลังจากตอบกลับอู๋หย่งจบ เย่เฉินก็คลิกเข้าไปที่อีกโพสต์ที่ติดเทรนด์ – เป็นโพสต์ของสือเทา
คลิกเข้าไปก็เจอคลิปสัมภาษณ์วิดีโอขึ้นมาเต็มจอ
ภาพในคลิปเปิดมาพร้อมใบหน้าเรียบนิ่งของ สือเทา ที่นั่งอยู่หน้ากล้องแบบมืออาชีพเต็มขั้น
แววตาดูผ่อนคลาย ท่าทางดูเป็นมิตร พูดจาเรื่อยเปื่อยสบาย ๆ อย่างคนที่ชินกล้องมาแต่เกิด
“ใช่ครับ... ก่อนหน้านี้ผู้กำกับเย่เคยติดต่อผมให้ไปร่วมแสดงใน Dying to Survive จริง”
เสียงพูดของเขาฟังดูไม่ใช่กล่าวหา แต่ก็ไม่ได้เป็นมิตรเสียทีเดียว
“แต่สุดท้าย ผมปฏิเสธไป”
“ไม่ใช่ว่าผมมองว่าหนังแนวแพทย์จะขายไม่ได้นะครับ อย่าเข้าใจผิด เพียงแต่ว่าผมเซ็นสัญญาไว้กับผู้กำกับจางแล้วในเรื่อง Gate of Rebirth”
เขาหัวเราะเบา ๆ แล้วพูดต่อเหมือนกำลัง ‘ขายของ’ อย่างไม่ปิดบัง
“ขอโทษที่แอบขายของสักนิดนะครับ~ เรื่องนี้เป็นโปรเจกต์ที่เอเจนซี่ของผู้กำกับจางผลักดันสุดตัวเลย ยังไงฝากแฟน ๆ รอติดตามด้วยนะครับ!”
จากนั้นสีหน้าของสือเทาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ทำน้ำเสียงเหมือนกำลังจะเผย ‘ความเห็นส่วนตัว’
“ทีนี้...ขอพูดความเห็นตรง ๆ เกี่ยวกับ Dying to Survive สักหน่อยนะครับ”
“จะว่าไป ผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าหนังเรื่องนี้จะเวิร์กไหมหรือไม่... แต่ที่เขาเลือก ‘เสิ่นหลิน’ มาแสดงนำเนี่ย ผมบอกตรง ๆ ว่าผมงงมาก”
“แม้ว่าผมจะไม่ได้ร่วมงานกับผู้กำกับเย่เพราะเหตุผลบางประการ แต่ก็ไม่คิดเลยว่าเขาจะเลือกขาคนนั้นมาแทนผมน่ะครับ...มันก็เกินไปหน่อยไหม?”
เขาหยุดนิดหนึ่งเหมือนกลัวคนจะเข้าใจผิด แล้วก็รีบพูดต่อ
“ไม่ได้จะดูถูกเสิ่นหลินนะครับ ไม่เลย! แต่ต้องเข้าใจว่าหมอนั่นหายจากวงการไปหลายปีมากแล้วนะครับ! อยู่ดี ๆ จะให้กลับมาสะกดใจคนดูยุคนี้ ผม...ก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะทำได้จริง ๆ หรือเปล่า”
“แต่อย่างว่า คนที่เคยสร้าง New Police Story ที่เคยโด่งดังจนทำลายสถิติมาแล้ว ก็คงยังพอมีฝีมือเหลืออยู่บ้างล่ะนะครับ”
“ก็หวังว่า ผู้กำกับเย่กับเสิ่นหลินจะสามารถจุดประกายอะไรใหม่ ๆ ได้อีกครั้ง”
จากนั้นเขาก็ยิ้มบาง ๆ แล้วจบประโยคด้วยถ้อยคำที่ฟังดูเหมือนเป็นการอวยพร
“ยังไงก็ขอให้หนังของผู้กำกับเย่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่านะครับ!”
ก่อนที่คลิปจะจบลง เขาก็ไม่ลืมที่จะกลับมาขายของตัวเองอีกรอบ
“สุดท้ายนี้ ขอฝาก Gate of Rebirth ของผู้กำกับจางอีกทีนะครับ! เป็นหนังแนวไซไฟผสมแอ็กชัน เล่าเรื่องการกลับชาติมาเกิดของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ ที่ฟื้นขึ้นมาในโลกยุคปัจจุบัน ยิ่งใหญ่ อลังการ สนุก ครบเครื่องแน่นอน! ห้ามพลาดตอนเข้าฉายนะครับ!”
แล้วคลิปก็จบลงอย่างกะทันหัน
เย่เฉินมองจอที่กลายเป็นสีดำ ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ พร้อมหัวเราะเย็นในลำคอ
...เข้าใจแล้วแหละว่าสือเทามันต้องการจะสื่ออะไร
พูดวกไปวนมา เสียเวลากล้องไปตั้งเท่าไหร่ สุดท้ายก็แค่หวังจะอาศัยชื่อเขา เย่เฉิน เพื่อช่วยโปรโมตหนังของตัวเองนั่นแหละ
ใช้กระแสดราม่ามากระตุ้นความสนใจของคนดูให้หันมาสนใจ Gate of Rebirth ดูผิวเผินเหมือนมิตรภาพ แต่ถ้าดูให้ลึกกว่านั้น… มันก็แค่การตลาดราคาถูก
เย่เฉินพึมพำในใจอย่างระอา ก่อนจะเปิดรายละเอียดของหนัง Gate of Rebirth อ่านต่ออีกนิด
พอเห็นเนื้อเรื่องที่ว่าด้วยการกลับชาติมาเกิดของบุคคลในประวัติศาสตร์ เขาก็รู้สึกคุ้น ๆ แปลก ๆ
ถ้าจำไม่ผิด...ในชาติก่อนก็มีหนังแนวนี้อยู่เรื่องหนึ่ง
ผลลัพธ์? คะแนนรีวิวบนเว็บแค่ ‘สามนิด ๆ’ เท่านั้น!
แม้รายได้จะทะลุร้อยล้านหยวนก็จริง...แต่เมื่อเทียบกับต้นทุนแล้ว? ขาดทุนเละยิ่งกว่าถูกระเบิดใส่กลางกอง!
เลือดสาดทั้งในจอและนอกจอ!
เย่เฉินยิ้มเย็น พึมพำในใจเบา ๆ
“หวังว่าสือเทาจะไม่เดินตามรอยหนังเรื่องนั้นก็แล้วกันนะ...ไม่งั้น ได้มีคนกินหมี่เลี้ยงขาดทุนกันยกกองแน่”