เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1640 ไม่คิดให้ก็ต้องให้

ตอนที่ 1640 ไม่คิดให้ก็ต้องให้

ตอนที่ 1640 ไม่คิดให้ก็ต้องให้


ตอนที่ 1640 ไม่คิดให้ก็ต้องให้

ไม่นานนัก ซื่อฮั่วก็ได้พาบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกลับมาอีกครั้ง

บุรุษหนุ่มผู้นี้นับว่ามีมารยาทดีไม่เลว เพียงแต่ว่ากลับมีลักษณะจมูกสูงโด่งและมีแววตาดำทมิฬที่ทำลายความรู้สึกที่งดงามที่เกิดจากทั่วร่างมา อีกทั้งยังแผ่ซ่านบรรยากาศเลื่อนลอย เพียงแค่มองก็ออกอาการสีหน้าท่าทีที่ดูเลอะเลือนด้วยสุรา

จนกระทั่งมาจนถึงยังที่แห่งนี้ บุรุษหนุ่มก็ตลอดทั้งร่างโอนเอนไปมา พร้อมกับทอสีหน้าซีดเผือด เข้าทำการกลืนน้ำในไปไม่หยุด หันไปเหม่อมองซื่อฮั่วด้วยแววตาที่แตกตื่นและหวาดกลัว

เขาถึงแม้จะอยู่ในขอบเขตหวนกำเนิด แต่ก็ไม่ต่างอะไรไปจากคนธรรมดาที่แม้แต่เรี่ยวแรงจะบีบไก่ก็ยังไม่มี อีกทั้งยังเอาแต่หลบอยู่ทางด้านหลังของซื่อฮั่ว เพื่อคอยเสาะหาที่พึ่งพิง จนแทบจะไม่กล้าแสดงออกมาอย่างสง่าผ่าเผย

ซื่อฮั่วจึงได้หันไปเหม่อมองเขาอยู่แวบหนึ่ง ส่งเสียงร้องเหอะออกมา โดยที่มีสีหน้าดูถูกและไม่แยแสออกมาอย่างชัดเจน

“ผู้นำผู้อาวุโส ข้าได้พาเฟิงเอ๋อมาแล้ว” ซื่อฮั่วกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

“ดีแล้ว เจ้าถอยไปเถอะ” ซื่อฮั่วก็ได้หันมาโบกมือเข้าหา

ซื่อฮั่วอ้าปาก คล้ายกับอยากพูดอะไรออกมาอยู่ แต่ในที่สุดก็ยังคงหาได้กล่าวออกมา ทำได้แต่เพียงถอนหายใจออกมา พร้อมกับหันหน้าไปเหม่อมองบุตรชายของตนเอง แล้วส่ายหน้าไปมา พร้อมกับรีบจากไป

เว่ยเฟิงถึงกับเกิดอาการร้อนรนแตกตื่นตกใจ กะพริบตาหันไปมองแผ่นหลังของบิดาของตน ส่งเสียงสะอึกสะอื้นแล้วกล่าว : “ท่านพ่อ……”

“หุบปาก!” ซื่อฮั่วตวาดออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

เว่ยเฟิงแผ่ซ่านพลังปราณออกมา จนเกือบที่จะถูกทำให้แตกตื่นจนก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น แตกตื่นตกใจจนถึงกับหันไปเหม่อมองซื่อฮั่วพร้อมกับส่ายหน้า พร้อมทั้งทอสีหน้าจนซีดเผือดยิ่งกว่าแล้ว

เขาแทบจะไม่ทราบว่าเหตุใดผู้นำผู้อาวุโสถึงได้เรียกตัวเองมา สถานะของเขาที่อยู่ภายในนิกายแสงอัคคีเองก็ไม่นับว่าธรรมดาสามัญ จนสามารถใช้อำนาจของบิดาตนเองทำให้สิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่ในที่นี้กลับเป็นผู้นำผู้อาวุโส กระทั่งแม้แต่จะผายลมก็ยังไม่กล้ากระทำ

ท่านผู้นำผู้อาวุโสหากคิดที่จะฆ่าตัวเองแล้วละก็ แม้แต่บิดาเขาก็ยังไม่อาจห้ามปรามได้อีกแล้ว

“ท่าน…ท่านผู้นำ…ผู้อาวุโส ชีวิตที่ผ่านมานี้ของศิษย์……ตลอดมานี้ล้วนแล้วแต่เพียรพยายามบ่มเพาะอยู่ภายในสำนัก กลับหาได้ประพฤติผิด…ผิดศีลธรรม ยังคงขอโปรดท่านผู้นำผู้อาวุโสให้ความเป็นธรรมด้วย อย่าได้ฆ่า…ฆ่าข้าเลยนะ!” ทันใดนั้นเว่ยเฟิงก็บังเกิดความเจ็บปวดใจจนน้ำตาไหลรินออกมา ล้มพรวดลงคุกเข่ากับพื้น อยู่ในลักษณะคลานและพูดติดอ่างออกมา ทางหนึ่งตะโกนทางหนึ่งโขกศีรษะอย่างรุนแรง พร้อมกับทำให้ศีรษะและกระแทกชนกับพื้นดังปึงปึง

ภายในแววตาของซื่อฮั่วยังคงเต็มไปด้วยความดูแคลนและไม่แยแสอยู่อย่างหนักแน่น

หลัวไห่ทางหนึ่งได้แต่ส่ายหน้าไปมา ขมวดคิ้วแล้วกล่าว: “ซื่อฮั่วนับได้ว่าเป็นดั่งเสาหลักของนิกายแสงอัคคี แต่บุตรชายของเขามีหรือที่จะไม่มีคุณธรรมได้?”

“เพราะมารดาตามใจบุตรจนเคยตัว!” ซื่อฮั่วส่งเสียงดังเหอะอย่างเย็นชา สาดทอแววตาเดือดดาลหันไปมองเว่ยเฟิง ตะโกนตวาดกล่าวออกมาว่า: “ลุกขึ้นมาให้แก่ข้าผู้ชราเถอะ!”

เว่ยเฟิงแตกตื่นตกใจ ไม่กล้าชักช้ารีรอ พร้อมกับรีบปีนป่ายขึ้นมา แต่ก็ยังคงอยู่ในสภาพที่หลังค่อม ทางหนึ่งคอยคุมเพื่อมิให้ดวงตามีน้ำตาไหลรินออกมา ทางหนึ่งก็ได้เผยรอยยิ้มอย่างมีเมตตาการุญออกมา พร้อมกับหันไปเหม่อมองซื่อฮั่วด้วยดวงตาที่สั่นระริก เรียกได้ว่ายังไม่น่าดูเสียยิ่งกว่าร้องไห้เสียใจ

“ยึดอกขึ้นมา เจ้าคนไม่ได้เรื่อง!” ซื่อฮั่วถึงกับพ่นโทสะที่จุกอยู่ในท้องออกมา ก้าวยาวๆ เดินไปยังทางด้านหน้า พร้อมกับหันไปมองสีหน้าของเว่ยเฟิงพร้อมกับตบเข้าไปสองฝ่ามือ

เสียงเพียะพร๊ะดังขึ้นติดกันสองฉาด เว่ยเฟิงเองก็ได้รู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองถูกตบจนแทบหายไปแล้ว จนเกิดเป็นอาการช้าด้านขึ้น

ซื่อฮั่วนับได้ว่าเป็นผู้ทรงพลังขอบเขตกำเนิดราชัน ถึงแม้จะไม่ได้กระตุ้นใช้พลังอะไรออกมา เพียงแต่ฟาดฝ่ามือตบไปสองฉาดอย่างไม่ใส่ใจ ก็ยังเพียงพอที่จะตบจนกระดูกของเว่ยเฟิงแหลกกันได้เลย ยังดีที่เว่ยเฟิงกลับยังหาได้มีประโยชน์อะไรต่อซื่อฮั่ว ย่อมไม่มีทางที่จะฆ่าเขาในที่แห่งนี้กันอยู่แล้ว

ภายใต้การบีบคอของเว่ยเฟิงจนลอยขึ้นจนแทบไม่ต่างอะไรไปจากการยกไก่น้อยตัวหนึ่งขึ้นมา ซื่อฮั่วจึงได้กล่าวขึ้นมาอย่างเยียบเย็นขึ้นมาว่า : “เจ้าหนู วาสนาของเจ้าได้มาเยือนแล้ว เจ้ามิใช่ว่าต้องตาศิษย์สตรีนางหนึ่งภายในหุบเขาหฤทัยเยือกเย็นหรอกหรือไรกัน? ครั้งนี้ข้าผู้ชราจะพาเจ้าไปขอตัวผู้คนมาจากเกาะสุดขั่วเยือกเย็นแล้ว!”

“อา?” เว่ยเฟิงที่ตกอยู่ในอาการตะลึงลาน พร้อมกับสาดทอแววตาเป็นประกายหันไปมองซื่อฮั่ว ราวกับคิดไม่ถึงว่าท่านผู้นำผู้อาวุโสจะเรียกตัวเองเข้ามา ถึงกับมาเพื่อที่จะมอบโอกาสเช่นนี้ให้

หลังจากที่ผงะไปชั่วขณะ เว่ยเฟิงก็ได้หันไปมองด้วยอาการยินดี พร้อมกับถามไปด้วยความร้อนรน : “ที่ท่านผู้นำผู้อาวุโสกล่าวเป็นความจริงอย่างงั้นหรือ?”

ทันใดนั้นภาพใบหน้าอันงามสง่าดุจสลักมาจากรูปปั้นหยกน้ำแข็งของซูเหยียนก็ได้ปรากฏขึ้นที่ตรงหน้าของเขา ทำให้เว่ยเฟิงกระชุ่มกระช่วยขึ้นไปทั้งร่าง

“ท่านผู้นำคณะผู้อาวุโสจะมัวมาล้อเล่นกับเจ้าไปทำไม?” ซื่อฮั่วถึงกับหัวเราะดังหึหึออกมา

“แต่ว่า……แต่ว่าหุบเขาหฤทัยเยือกเย็นหากว่าไม่มอบให้ล่ะ?” เว่ยเฟิงเอ่ยถาม

อยากให้เรื่องนี้อยู่ต่อ สนับสนุนได้ที่ mynovel.co หรือ www.thai-novel.com ค่ะ

“หากไม่มอบก็ไม่ได้แล้ว ถึงอย่างไรเจ้าก็เรียกได้ว่าเป็นบุตรชายของเจ้าสำนักนิกายแสงอัคคีเรา ย่อมต้องมีสถานะที่เหนือธรรมดา หากต้องตาศิษย์สตรีนางหนึ่งของหุบเขาหฤทัยเยือกเย็นพวกนาง เช่นนั้นก็ย่อมนับเป็นโชควาสนาของพวกนางแล้ว ไม่มีทางที่จะไม่มอบให้กันอยู่แล้ว!”

“เช่นนั้นเช่นนั้น……” ในใจเว่ยเฟิงพลันบังเกิดตื่นเต้นระคนความปิติยินดีเข้าแทนที่ความหวาดกลัวที่มีต่อซื่อฮั่ว พร้อมกับพยักหน้าอย่างไม่รีรอ ภายในใจเองก็ได้เริ่มเกิดเป็นภาพความฝันอันงดงามที่สามารถครอบครองซูเหยียนมาได้ จนอยู่ในสภาพใบหน้าโง่งม หัวเราะออกมาอย่างโง่งม

หลัวไห่ก็ได้หันไปมองอย่างเฉยชาอยู่อีกทาง ทำได้แค่เพียงส่ายหน้าเล็กน้อย

เขาย่อมต้องทราบว่าที่ซื่อฮั่วทำเช่นนี้แท้จริงแล้วมีเหตุผลอะไร ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเพราะต้องการหยิบยืมเหตุผลนี้เพื่อใช้ในการไล่ต้อนหุบเขาหฤทัยเยือกเย็น ทำให้หุบเขาหฤทัยเยือกเย็นยอมอ่อนข้อให้

ซื่อฮั่วเองก็ตั้งใจที่จะหยิบใช้พลังอำนาจของตัวเอง ดังนั้นก่อนหน้านี้เขาจึงแสร้งทำเป็นจิ้งจอกที่สวมคราบพยัคฆ์

แต่หลัวไห่กลับหาได้ใส่ใจไม่ การช่วงชิงบนดาววารีสีชาดกลับหาได้มีความเกี่ยวข้องกับเขาอยู่แล้ว ที่เขามาก็มีแต่เพียงแค่หยางไคเท่านั้น ในเมื่อซื่อฮั่วต้องการที่จะใช้หนังพยัคฆ์ของตัวเองเพื่อเป็นตัวชักธงเปิดศึก เช่นนั้นก็ปล่อยให้เขาทำไปก็เพียงพอแล้ว

เนื้อก็เป็นตัวเขาเองที่กินได้คนเดียว ถึงอย่างไรก็ย่อมไม่อาจที่จะไปห้ามมิให้ซื่อฮั่วได้ดื่มน้ำแกงด้วยไม่ ขอเพียงซื่อฮั่วไม่ถามไถ่ถึงสาเหตุที่แท้จริงที่ตนเองตามหาหยางไคก็ใช้ได้แล้ว

“พี่หลัวไห่ ไปเถอะ!” ซื่อฮั่วใช้มือหนึ่งยกเว่ยเฟิงขึ้น พร้อมกับหันไปกล่าวกับหลัวไห่

หลัวไห่พยักหน้า ทันใดนั้นทั้งสองคนก็ได้กลายเป็นประดุจลำแสงสายหนึ่ง หายลับไปจากจุดเดิม พร้อมกับตะบึงมุ่งหน้าไปยังเกาะสุดขั่วเยือกเย็นที่อยู่ห่างไกลออกไปนับพันหมื่นลี้

เกาะสุดขั่วเยือกเย็น ด้านนอกเกาะ

หยางไคที่อยู่ภายในหอนั่งพักผ่อนอยู่ ครุ่นคิดใคร่ครวญว่าบัดนี้ต้องทำอย่างไรจึงจะสามารถพบหน้าซูเหยียนได้

ตนเองย่อมไม่สามารถที่จะเหยียบย่างเข้าสู่หรานอวิ่นถิ่งได้อยู่แล้ว หากคิดที่จะพบพานกับสาวงาม ก็คงจะมีแต่เพียงรอให้ซูเหยียนเคลื่อนไหวมายังนอกเกาะด้วยตัวเองแล้ว

แต่หยางไคก็ได้พบว่าซูเหยียนกลับหาได้มีความตั้งใจที่จะมาพบกับตัวเองไม่ พลังสภาวะของนางตลอดมานี้ล้วนแต่ยังคงอยู่หรานอวิ่นถิ่ง

นางที่กำลังอยู่ในการเก็บตัวครั้งสำคัญของการบ่มเพาะ จึงไม่สะดวกที่จะเคลื่อนไหวอย่างงั้นหรือ? หยางไคก็ได้ครุ่นคิดหาคำมาอธิบาย หากมิใช่เป็นเพราะอยู่ในช่วงสำคัญการเก็บตัวครั้งสำคัญของการบ่มเพาะแล้วละก็ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามซูเหยียนก็ต้องมาพบหน้าตัวเองอย่างแน่นอน

หยางไคเองก็คิดไม่ถึงว่า ซูเหยียนกลับยังมิได้อยู่ในช่วงสำคัญในการบ่มเพาะไม่ เพียงแต่ถูกกักขังอยู่แต่หรานอวิ่นถิ่งแล้ว

กระนั้นในเมื่อได้มาถึงยังเกาะสุดขั่วเยือกเย็นแล้ว อีกทั้งยังทราบว่าซูเหยียนอยู่ห่างจากตัวเองเพียงไม่กี่ร้อยลี้เท่านั้น หยางคงจึงไม่ได้รู้สึกร้อนรนแล้ว

จะต้องมีสักครั้งที่ได้พบพานกันอย่างแน่นอน

หลังจากประสบเรื่องการถูกรบกวนผ่านการเชื่อมโยงจิตวิญญาณเมื่อครั้งก่อน หยางไคก็ไม่กล้าที่จะเชื่อมโยงจิตวิญญาณกับซูเหยียนอีกรอบแล้ว ตนเองถึงอย่างไรก็ยังนับว่าเป็นผู้มาเยือน ซูเหยียนเองก็ทำได้แต่อยู่หรานอวิ่นถิ่ง หากเคลื่อนไหวในทันทีขึ้นมา เกรงว่าก็คงจะมีแต่ผลเสียเท่านั้น

ดังนั้นเขาจึงทำได้แต่เพียงอดทนรอคอย รอคอยจนถึงช่วงเวลาโอกาสที่เหมาะสม

ในวันที่สอง หยางไคที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ ทันใดนั้นก็ได้ลืมตาทั้งคู่ขึ้นมา ภายในดวงตายังได้สาดเป็นประกายเจิดจ้า พร้อมทั้งกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ : “ไม่ทราบว่าเป็นผู้อาวุโสท่านใดให้เกียรติมาเยี่ยมเยียน จนทำให้ข้าน้อยต้อนรับได้ไม่ดีนัก”

ที่ด้านนอกก็ได้มีเสียงอันนุ่มนวลดังขึ้น: “ข้าพเจ้าก็คือเจ้าหุบเขาแห่งหุบเขาหฤทัยเยือกเย็น”

ภายในดวงตาของหยางไคพลันสาดเป็นประกายความสงสัย ถึงแม้ว่าในหลายวันมานี้เขาจะทราบอยู่แล้วว่าจะต้องมีเบื้องสูงของหุบเขาหฤทัยเยือกเย็นมาพบกับตัวเองอย่างแน่นอน แต่กลับคิดไม่ถึงว่าผู้ที่จะถึงกับเป็นคนของหุบเขาหฤทัยเยือกเย็นจ้าวหุบเขา!

หุบเขาหฤทัยเยือกเย็นปิงหลง หยางไคก็ได้ยินชิงหย่าเอ่ยขึ้น ถึงกับเป็นยอดฝีมือที่เป็นรองจากผู้นำผู้อาวุโสลั่วหลีหุบเขาหฤทัยเยือกเย็น ผู้ที่มีการคงอยู่ที่มีความหวังที่จะสามารถเลื่อนขั้นเข้าสู่ขอบเขตกำเนิดราชันได้

หุบเขาหฤทัยเยือกเย็นถึงกับให้ความสำคัญต่อตัวเองมากถึงเพียงนี้เชียว?

จากนั้นก็ได้โบกมือไปมา พร้อมกับเป็นประตูออก หยางไคทอสีหน้าเคร่งขรึม ลุกขึ้นให้การต้อนรับ

ที่นอกประตูก็ได้มีสตรีสองนางเดินเข้ามา ล้วนแล้วแต่เป็นสตรีวัยกลางคนที่มีความงดงามมากเป็นพิเศษ จนกระทั่งเมื่อเดินเข้ามาก็ได้โปรยรอยยิ้มอันอบอุ่นออกมา เปี่ยมล้นไปด้วยท่าทางท่าสง่างาม แม้แต่การขยับเขยื้อนก็ยังไม่ต่างอะไรไปจากศิลปะชั้นสูง

และที่ติดตามอยู่ทางด้านหลังนั้นกลับมีสีหน้าเยือกเย็น ภายในช่วงแวบแรกที่หันไปมองหยางไค ยังได้แฝงเจตนาของความเป็นศัตรูเข้ามาอย่างไม่ทราบสาเหตุ

หยางไคขมวดคิ้วชนกัน ไม่ทราบว่าสตรีนางนี้เหตุใดถึงได้เป็นเช่นนี้ตั้งแต่แรกพบกับตนเอง

ปิงหลงเดินขึ้นมาอย่างเชื่องช้า และหยุดอยู่ตรงหน้าหยางไคเพียงสามจั้งเท่านั้น พร้อมกับมองสำรวจประเมิน แล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอบอุ่น : “เจ้าก็คือหยางไคผู้นั้นอย่างงั้นหรือ?”

“ข้าน้อยหยางไค ขอคารวะท่านผู้อาวุโสปิงหลง!” หยางไคผสานมือคารวะ

ปิงหลงพยักหน้าเล็กน้อย : “สมกับที่เป็นมังกรในหมู่คนจริงๆ ถึงกับมีพลังสภาวะที่ลึกและสงบ ไม่แปลกใจเลยที่เหตุใดถึงได้สังหารเจียงซีกับเหยียนฉื่อเหร่ยได้ เรื่องเมื่อครั้งก่อน ข้าผู้เป็นเจ้าสำนักต้องขอขอบคุณเจ้าที่ยื่นมือช่วยเหลือศิษย์น้องยวีด้วยแล้ว”

หยางไคส่ายหน้าแล้วกล่าว: “ข้าเพียงแค่ป้องกันตัวเท่านั้น ท่านจ้าวหุบเขาเกรงใจไปแล้ว”

หลังจากที่กล่าวจบ ก็ได้ใช้สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสงสัยหันไปมองสตรีคนงามทางด้านหลังปิงหลง พร้อมกับเอ่ยถามขึ้นว่า : “ท่านผู้นี้คือ……”

“นี่ก็คือผู้อาวุโสสูงสุดหรานอวิ่นถิ่งของหุบเขาหฤทัยเยือกเย็นนามเรา!” ปิงหลงกล่าวแนะนำ

หยางไคขมวดคิ้ว นี่จึงค่อยได้ทราบว่าสตรีคนงามที่อยู่ทางด้านหลังปิงหลง ถึงกับเป็นอาจารย์ของซูเหยียน!

และหากดูจากพลังสภาวะของนาง เมื่อวานที่เข้ามารบกวนการเชื่อมโยงจิตวิญญาณระหว่างตนเองกับซูเหยียน ก็คงจะเป็นนางแล้ว!

เพียงแต่ว่า……ความเป็นศัตรูนับตั้งแต่ที่นางได้พบพานตนเองคล้ายกับว่าดูจะลึกล้ำเป็นอย่างยิ่ง แท้จริงแล้วนางได้ทราบอะไรมาอย่างงั้นหรือ? หยางไคขมวดคิ้วดกดำ

แม้ในใจจะคิดมาเช่นนี้ หยางไคก็ได้กำหมัดขึ้นอีกครั้ง: “ที่แท้ก็เป็นผู้อาวุโสสูงสุด ผู้น้อยเสียมารยาทแล้ว!”

หรานอวิ่นถิ่งเสียงดังเหอะอย่างเย็นชาพลันดังขึ้น แต่หยางไคกลับหาได้เก็บมาใส่ใจไม่

ภายในแววตาของปิงหลงก็ได้สาดอาการตกใจขึ้นเล็กน้อย ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสสูงสุดผู้นี้ต้องการที่จะทำอะไร จึงได้รีบเข้ามาไกล่เกลี่ย: “ข้าและผู้อาวุโสสูงสุดมาโดยไม่ได้รับเชิญ ยังคงขอให้สหายน้อยอย่าได้ตำหนิ”

“ท่านจ้าวหุบเขาจึงได้ยิ้มแล้วกล่าว ที่นี่ก็คือเกาะสุดขั่วเยือกเย็น ผู้น้อยที่ทว่ายังเป็นเพียงแค่แขกเกริกเท่านั้น กลับยังไม่ไปเข้าพบเยี่ยมเยียนด้วยตัวเอง จึงถือเป็นผู้น้อยที่เสียมารยาทเอง”

ปิงหลงสาดทอแววตาเป็นประกายชื่นชม นางได้พบว่าหยางไคไม่เพียงแต่จะมีการบ่มเพาะที่ไม่เลว อีกทั้งยังมีการวางตัวที่ดีเป็นอย่างยิ่ง นี่นับได้ว่าเป็นสิ่งที่พบพานได้ยากในหมู่ผู้เยาว์โดยส่วนใหญ่ ส่วนผู้เยาว์เหล่านั้นแทบจะเรียกได้ว่ามีทิฐิสูงอกันอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังมีเหิมเกริม กระทำการตามแต่ใจนึก แทบจะไม่ต่างอะไรไปจากการสลักคำว่าผู้มีพรสวรรค์ไว้อยู่ที่หน้าผากกันแล้ว แทบจะไม่มีความเคารพต่อผู้อาวุโสหรือให้เกียรติต่อสตรีเพศเลยก็ว่าได้

ปิงหลงกลับรู้สึกว่าหยางไคนับเป็นเด็กหนุ่มที่ไม่เลวเลยคนหนึ่ง

เมื่อได้เชิญปิงหลงและหรานอวิ่นถิ่งนั่งลง ระหว่างนั้นก็ได้มีศิษย์สตรีของหุบเขาหฤทัยเยือกเย็นยกน้ำชามาให้

หยางไคที่ไม่ทราบว่าในครั้งนี้พวกนางมาหาเพราะเรื่องอะไร จึงไม่สะดวกที่จะเอ่ยปากถามไถ่ จึงทำได้แต่เพียงทางหนึ่งดื่มชา ทางหนึ่งนั่งนิ่ง

ส่วนหรานอวิ่นถิ่งหลังจากที่นั่งลงก็ได้คอยจ้องมองหยางไคอย่างไม่วางตา ราวกับบังเกิดความต้องการที่จะมองทะลุถึงหัวใจตับไตไส้พุงของเขา อีกทั้งยังมีแววตาที่โหดเหี้ยมอย่างถึงขีดสุด

ยังดีที่ทางด้านปิงหลงกลับยังคอยไกล่เกลี่ยให้ ในระหว่างที่ซักถามถึงสิ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหยางไคไปหลายคำถาม ก็จึงค่อยทำให้บรรยากาศผ่อนปรนมากขึ้นแล้ว

เมื่อเวลาได้ผ่านไปได้หนึ่งกาน้ำชาเดือด (ประมาณ15นาที) ทันใดนั้นปิงหลงก็ได้กล่าวออกมา: “น้องหยางมิใช่เป็นผู้ทรงพลังของดาววารีสีชาด?”

หยางไคที่ทราบดีว่านางคิดที่จะสอบถามตนเองเพื่อทดแทนบุญคุณ แต่ถึงอย่างไรก็หาได้มีอะไรที่ควรปิดบังกันอยู่แล้ว จึงได้พยักหน้าแล้วตอบ : “มิผิด ข้ากลับหาได้มีชาติกำเนิดมาจากดาววารีสีชาด”

“เช่นนั้นน้องหยางมาจากสารทิศใดกัน?”

“พื้นเพของข้านั้นมาจากทวีปถ่งซ๋วน!”

“ทวีปถ่งซ๋วน?” ปิงหลงขมวดคิ้วดกดำ เห็นได้ชัดว่าเหมือนกับไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน

ในทางกลับกันหรานอวิ่นถิ่งก็ได้หรี่ดวงตาเล็กดุจดวงตาหงส์

แต่ในทางกลับกันถึงแม้หรานอวิ่นถิ่งจะหรี่นัยน์ตาลง แต่ภายในกลับยังสาดทอเป็นประกายเจิดจ้าออกมา

ปิงหลงกลับหาเคยได้ยินทวีปถ่งซ๋วนมาก่อนไม่ แต่นางกลับได้ยินมาก่อน

ซูเหยียนเป็นผู้ที่มาจากทวีปถ่งซ๋วน!

แท้จริงแล้วเจ้าหนูผู้นี้เองที่ทำลายความบริสุทธิ์ของซูเหยียน เป็นตัวบัดซบที่คอยขัดขวางการก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดแห่งวิถียุทธ์ของนาง!

รังสีสังหารที่เลือนหายไปก็ได้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ถึงแม้จะเบาบางเป็นอย่างยิ่ง แต่ปิงหลงก็ยังสามารถสัมผัสได้ จึงค่อยได้หันไปเหลือบมองหรานอวิ่นถิ่งด้วยความสงสัย พร้อมกับพบว่าหยางไคคล้ายกับกำลังตรวจพบอะไรบางอย่างได้ แต่กลับหาได้แพร่งพรายออกมา เพียงแต่ยิ้มน้อยแล้วกล่าวออกมาว่า : “ดูท่าว่าข้าผู้เป็นเจ้าสำนักจะหมกตัวอยู่แต่ในสำนักดุจกบในกะลา จนแม้แต่ทวีปเช่นนี้ก็ยังหาได้เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนไม่”

“มิขอปิดบังท่านผู้อาวุโส บ้านเกิดของข้านั้นนับได้ว่าแร้นแค้นยิ่งนัก ยังไม่อาจจัดได้ว่าเป็นหนึ่งในแดนดาราที่เปล่งประกายอะไรได้ การที่มิเคยได้ยินมาก่อนย่อมถือเป็นเรื่องปกติ”

.

.

.

จบบทที่ ตอนที่ 1640 ไม่คิดให้ก็ต้องให้

คัดลอกลิงก์แล้ว