เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30 คุกเข่าให้กับลุงเจียงของเธอ!

บทที่ 30 คุกเข่าให้กับลุงเจียงของเธอ!

บทที่ 30 คุกเข่าให้กับลุงเจียงของเธอ!


ตอนที่ 30 คุกเข่าให้กับลุงเจียงของเธอ!

เจียงป๋ายไม่รู้และไม่สามารถรู้ได้เกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมดนี้ ในตอนนี้เขาและซูเจี๋ยได้เดินตามหวังเป้าขึ้นไปยังศูนย์กลางของตึกสูง พอขึ้นลิฟต์ไปได้ครู่หนึ่งก็ถึงจุดสูงสุดของตึกสูงที่สามารถมองเห็นวิวแม่น้ำ

เมื่อเข้าไปก็พบหญิงงามสิบกว่าคนที่สวมชุดกี่เพ้ายืนเรียงกัน พวกเธอต่างก็ทักทายและเดินนำทางพวกเขาไป

สักครู่ต่อมา ประตูห้องได้เปิดออก ห้องโถงใหญ่เต็มไปด้วยห้องเล็กๆอีก400-500ห้อง ในห้องต่างก็ถูกแกะสลักด้วยลายมังกรและนกฟีนิกซ์ มันสวยและงดงามมาก โดยเฉพาะข้างหลังของที่นั่งหลัก มังกรทั้งเก้านั้นคือหยกขนาดใหญ่ที่แกะสลักด้วยทองคำ และบนพื้นได้จัดวางล้อมรอบด้วยพรมเครื่องไม้สีแดงที่มีมูลค่ามหาศาล

ความรู้ของเจียงป๋ายในช่วงนี้ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเขาได้มองเห็นภาพวาดที่แขวนไว้บนผนังไกลๆนั้นแล้วเขาก็รู้เลยว่าทุกภาพล้วนเป็นผลงานจริง มีมูลค่ามากว่า10ล้าน และยังเป็นฝีมือของอาจารย์จิตรกรของจีนชื่อว่าป๋ายฉือ นับว่าเป็นสมบัติบนโลกใบนี้ที่มีมูลค่ามหาศาลและหายากมาก

เครื่องประดับบนโต๊ะที่ห่างออกไป เมื่อหยิบขึ้นมาดูแล้วล้วนเป็นเครื่องโบราณ กระเบื้องลายคราม เครื่องปั้นดินเผาสามสีที่มีอายุราวๆหลายร้อยปีมาแล้ว ทุกอย่างช่างน่าตื่นตาตื่นใจมาก

ไม่แปลกเลยที่เรือนเจียงหนานแห่งนี้จะเป็นที่นิยมมาก การนั่งอยู่คนเดียวใน ณ ที่นี้ก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่สามารถบ่งบอกถึงตัวตนของเราได้

ในห้องโถงอันงดงามแห่งนี้บนโซฟาทางซ้ายมีหลายคนกำลังนั่งอยู่

ชายชราผมขาวที่สวมชุดราชวงศ์ถังสีดำนั่งอยู่ตรงกลางพร้อมกับถือชาหอมแก้วหนึ่งที่เต็มไปด้วยไอร้อนพูดคุยอยู่กับชายวัยกลางคนที่สวมชุดสูทที่ดูดีมีสไตล์

อีกคนหนึ่งคือจางฉางเกิงที่ทั้งรู้สึกโกรธและประหลาดใจ แค่นั่งลงบั้นท้ายก็ปาไปครึ่งหนึ่งของโซฟาแล้ว เขานั่งตัวตรงตั้งแต่หัวจรดเท้า สักประโยคก็ไม่พูดไม่จาอะไร เขาดูระมัดระวังแม้แต่เรื่องเล็กๆ และเห็นอะไรที่เป็นเรื่องเล็กก็คิดอนุมานไปได้ทั้งเรื่อง และไม่มีการหายใจแบบแกร่งกล้าเหมือนเดิมแม้แต่สักนิดเลย

เมื่อประตูใหญ่เปิดออก ผู้คนที่นั่งอยู่ตรงนั้นต่างก็ยืนขึ้นแม้แต่ชายวัยกลางคนที่สง่างามคนนั้นได้ประคองที่พิงเก้าอี้และยืนขึ้นอย่างช้าๆที่มีหญิงงามสองคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเขา ทำให้เขาแต่เดิมเคยคิดว่าในตำนานที่เล่าขานกันมาว่าคุณชายจ้าวที่มีแรงอันทรงพลังกับในความคิดของเขานั้นมีช่องว่างอยู่มาก เห็นแบบนี้แล้วร่างกายของคุณชายจ้าวดูเหมือนอ่อนแอมาก

"ฉันขอแนะนำ ท่านนี้คือ...."

ในเวลาเดียวกันที่พวกเขาเดินผ่านเจียงป๋ายไป จ้าวอู๋จี๋ที่อยู่ทางนี้ก็ได้เดินผ่านมาและทั้งสองที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ชิดกัน หวังเป้าก็ได้เอ่ยปากขึ้นมาทันทีและยิ้มเตรียมพร้อมที่จะแนะนำตัว

"สวัสดีครับ ผมชื่อจ้าวอู๋จี๋"

เสียงของจ้าวอู๋จี๋ที่รูปร่างเต็มไปด้วยความสง่างามก็พูดออกมา ไม่มีแม้แต่สักครึ่งของการวางตัวที่ดี การกระทำและประโยคสั้นๆก็ทำให้ผู้คนรู้สึกดีทวีคูณขึ้นและไว้วางใจ

"เจียงป๋าย"

เจียงป๋ายยิ้มพร้อมยื่นมือไปจับมือของอีกฝ่าย มือของอีกฝ่ายนุ่มนวลราวกับไร้กระดูกที่ไม่เหมือนกับผู้ชาย ทั้งสองมือราวกับหญิงสาวที่ไม่ได้สัมผัสน้ำในฤดูใบไม้ผลิ

"ชื่อเสียงเรืองนามที่ได้ยินมานาน ผู้นี้คือท่านจอมยุทธช่ายเชิ่งฝอ ฉันคิดว่าคุณควรจะรู้ไว้ด้วยว่าหัวหน้าของซูเจี๋ยนั้นเป็นหนึ่งในสามของจอมยุทธระดับชาติ"

จ้าวอู๋จี๋หัวเราะพร้อมพยักหน้าและยื่นมือออกไปครึ่งหนึ่ง เขาชี้นิ้วไปที่ชายชราคนข้างๆและพูดออกไป

ประโยคนั้นทำให้เจียงป๋ายตาลุกวาวขึ้นมาทันที

ท่านจอมยุทธ!

ท่านจอมยุทธแห่งชาติที่เป็นต้นฉบับที่แท้จริง!

เขาคือคนที่เก่งกาจและสุดยอดมาก!

ปัจจุบันความสำเร็จสูงสุดของจอมยุทธแห่งชาติกับการที่ตัวเองอาศัยการ์ดสงครามเทพเจ้านี้ก็ไม่สามารถรู้เลยว่าจะสุดยอดได้มากกว่ากี่เท่า

"ชื่อเสียงท่านอาจารย์ที่ได้ยินมานาน วันนี้เป็นเกียรติอย่างยิ่งของเด็กน้อยอย่างข้าที่ได้เจอ"เจียงป๋ายรีบยกมือคำนับ

"ฮ่ะ ฮ่ะ คุณเจียงก็พูดเป็นเล่นไป ระดับนิดๆหน่อยๆที่ไม่ได้สูงอะไรของข้ามีอะไรให้ตัวเองภูมิใจเหรอ ตรงกันข้ามที่คุณเจียงยังเด็กมากและมันน่าทึ่งจริงๆ ข้าเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อนการต่อสู้ครั้งแรก เรื่องนี้ของคุณเจียงทำให้ข้าต้องชื่นชมคุณจริงๆที่ได้ไปถึงขั้นนั้น?"

ช่ายเชิ่งฝอยิ้มหัวเราะพร้อมโบกมือและพูดออกไป พอเขาพูดถึงเรื่องนี้ของเจียงป๋ายแล้ว เมื่อพูดถึงจุดจบเขาก็ดูเคร่งขรึม ดูมีความคาดหวังและมีสายตาที่จริงจังอย่างมาก

ที่จริงเขาตกลงว่าจะมาวันนี้ ประการแรกที่เขาตกลงว่าจะมาเพราะเขาเห็นแก่หน้าจ้าวอู๋จี๋ ประการที่สองมันก็เป็นเรื่องธรรมชาติแหละที่จะต้องมาเพราะเขาต้องการที่จะรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับเจียงป๋าย

เรื่องนี้ต้องเดือดร้อนถึงเจียงป๋ายแน่ๆ

เขาคือจอมยุทธแห่งชาติที่แข็งแกร่งมากแต่กับช่ายเชิ่งฝอหนึ่งในสามปรมาจารย์ที่เหลืออยู่ เขาไม่กล้าที่จะประมาทด้วยเลย

ความโชคดีของเจียงป๋ายคือการที่เขาได้เตรียมพร้อมเป็นอย่างดี ก่อนหน้านี้เขารู้ว่าจะต้องได้เจอกับช่ายเชิ่งฝอและจ้าวอู๋จี๋ เขาจึงได้ฝึกกังฟูเตรียมไว้แล้ว แบบนี้จึงทำให้เขาไม่พูดหรือเปิดเผยอะไรกับช่ายเชิ่งฝอแต่อย่างใด

เขาเข้าใจสิ่งที่ช่ายเชิ่งฝอพูดมาทั้งหมดว่าอาณาจักรในตำนานที่ท่านจอมยุทธพูดถึง แต่เจียงป๋ายก็ยังไม่เข้าใจว่าที่นั่นเป็นยังไงได้แต่ยิ้มและพูดคลุมเครือว่า:"ก็เป็นแค่ทางผ่านแห่งความโชคดี ข้าได้ยินซูเจี๋ยพูดว่า 10ปีแล้วที่เขาไม่ได้ออกไปไหน ถ้าท่านเห็นด้วยที่จะล้มเลิกความคิดแบบนี้ของเขา จงใช้ตัวตนแบบคนธรรมดาเดินทางไปยังตอนเหนือในเวลานี้ซะ "

คำพูดของเจียงป๋ายดูเหมือนมีความนัยน์

ช่ายเชิ่งฝอดูเหมือนจะเข้าใจแล้วนิดหน่อย

ทั้งสองมองหน้ากันและช่ายเชิ่งฝอทันใดนั้นก็ตกใจ เหมือนกับคิดอะไรอยู่บางอย่าง แล้วก็ยกมือคำนับเจียงป๋าย "10ปีที่ฉันไม่ได้ออกไปไหน ไม่กี่ปีที่ผ่านมาฉันโชคดีที่ได้เข้าเรียนในระดับจอมยุทธ แต่ความทะเยอทะยานนั้นมันเริ่มถดถอยลดน้อยลงแล้ว วันนี้ได้ยินคำพูดของคุณมันทำให้ฉันคิดได้ ฉันจะใช้ตัวตนแบบคนธรรมดาเดินทางไปยังตอนเหนือ สุดท้ายผลจะเป็นอย่างไรฉันก็ขอบคุณคุณมากจริงๆ"

แท้จริงแล้วเขารู้ว่าทั้งหมดนี้เจียงป๋ายถูกบังคับไม่ให้พูดอะไร เลยต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน

ช่ายเชิ่งฝอก็เดินออกไป จะสามารถทำได้หรือไม่ก็มีแค่ท้องฟ้าที่รู้ คำพูดที่เขาพูดออกมาก็ทำให้คนรอบข้างยากที่จะคาดเดาได้

หวังเป้าที่อยู่ข้างๆในสายตาเขาดูเหมือนมองเห็นความสำเร็จและอดไม่ได้ที่จะคาดหวัง

"ปรมาจารย์พูดพลางหัวเราะ ขอบคุณทำไมไม่ต้องขอบคุณหรอก ฉันเป็นเพียงแค่รุ่นน้องจะกล้าให้คุณพูดแบบนี้ได้ยังไงล่ะ"

เจียงป๋ายมีความอ่อนน้อมถ่อมตนจึงทำให้คนรอบๆมีความรู้สึกที่ดีต่อเขามากขึ้น

การรักษาที่จะประพฤติดีต่อผู้อื่น ในช่วงหลายปีมานี้ก็ยากที่จะพบเจอเด็กแบบนี้แล้ว ไม่แปลกที่คนอายุน้อยจะมีทักษะแบบนี้

"ทำไมถึงไม่กล้าเป็นแบบนั้นล่ะ การเรียนรู้ไม่ได้แบ่งแยกอายุ ใครเรียนรู้ได้ก่อนคนนั้นก็คือคนที่มาก่อน คุณจะเป็นรุ่นน้องได้อย่างไรกันในเมื่อคุณโตกว่า วันนี้คนแก่อย่างฉันพูดด้วยใบหน้าที่บึ้งตึง ต่อไปพวกเราจะร่วมมือกันได้อย่างไร ฉันและอู๋จี๋ไม่นึกถึงอายุและมาเป็นพี่น้องกัน เราสองก็มาเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันดีมั้ย"

เขาโบกมือยกใหญ่ ช่ายเชิ่งฝอพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

คำพูดนี้ทำให้คนรอบๆงุนงงอยู่นานและไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไร

คุณชายก็80แล้ว เจียงป๋ายพึ่งจะเท่าไหร่เอง?

ให้เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันงั้นหรอ?

จะเป็นเพื่อนกันได้ยังไง?

นอกจากคุณชายจ้าวแล้ว คนไหนในที่นี้บ้างที่ไม่นับเขาเป็นรุ่นน้อง?

พูดแบบนี้แล้วก็รีบส่งเสริมการแบ่งรุ่นของเจียงป๋ายให้แก่พวกเขา ทำให้ผู้คนรู้สึกแปลกๆ

"อาจารย์!คุณทำแบบนี้ได้อย่างไรกัน ฉัน...."

เจียงป๋ายมาไม่ทันที่จะพูดต่อต้าน ซูเจี๋ยที่อยู่ข้างๆก็ได้ลุกขึ้นและพูดด้วยน้ำเสียงที่สูง

เขาเริ่มจะเข้าใจคนแก่แล้ว นิสัยของคนแก่นี่แปลกเหลือเกิน ยังคงล้าสมัย คุ้นเคยที่จะต้องเคารพบุคคลที่ให้การศึกษาแก่เรา นี่เป็นเรื่องยากที่จะตัดสินใจเปลี่ยนแปลง

ถ้าให้เจียงป๋ายมาเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันจริงๆ แล้วต่อไปฉันเองควรทำยังไง?

มีกี่คนแล้วที่เป็นคุณปู่อายุน้อย?

แบบ....แบบนี้....แล้วจะทำให้ซูเจี๋ยรับได้ยังไง?

"นี่นาย ทำไมนายได้ดื้อรั้นอย่างนี้! นายมีส่วนจะพูดในที่นี้ด้วยหรอ รีบคุกเข่าแก่ลุงเจียงของนายซะ ต่อจากนี้การได้อยู่กับลุงของนายก็ถือว่าเป็นบุญของนายมากแล้ว! "

ซูเจี๋ยที่ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ ก็ถูกช่ายเชิ่งฝอจ้องมองกลับไป หลังจากที่โบกไม้โบกมือก็ได้ใช้ตัวตนของเจียงป๋ายทำให้สงบลง

จบบทที่ บทที่ 30 คุกเข่าให้กับลุงเจียงของเธอ!

คัดลอกลิงก์แล้ว