- หน้าแรก
- บ้าไปแล้วเหรอ นี่เธอเรียกเสือไซบีเรีย ว่าเจ้าตัวเล็กเนี่ยนะ
- บทที่ 29: หลินฉางเฟิงชาไปเลย! เชี่ยเอ๊ย แบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ??
บทที่ 29: หลินฉางเฟิงชาไปเลย! เชี่ยเอ๊ย แบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ??
บทที่ 29: หลินฉางเฟิงชาไปเลย! เชี่ยเอ๊ย แบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ??
เจ้าเสือขาว ที่เคยดุร้าย ตอนนี้กลับกำลังกอดกระติกน้ำร้อน เล่นอย่างสนุกสนาน?
ทุกคนในที่เกิดเหตุ ต่างก็ยืนงงเป็นไก่ตาแตก
แล้วพญาเสือ ที่ดุร้ายเมื่อกี้หายไปไหนล่ะ?
ท่าทางที่กำลังเล่นกับกระติกน้ำร้อนอยู่นี่ มันเหมือนเด็กชัดๆ!
แล้วอีกอย่าง!
มีเสือบ้านไหนเขาชอบกระติกน้ำร้อนกัน!
อึ้งไปเลย
ทุกคนต่างก็อึ้งไปตามๆ กัน
แต่ละคนตาเบิกกว้างเป็นสองเท่า อ้าปากค้างจนแทบจะยัดไข่ห่านเข้าไปได้ทั้งฟอง
ไม่ว่าจะพยายามคิดอย่างไร พวกเขาก็ไม่สามารถเชื่อมโยงภาพของเสือกับกระติกน้ำร้อนเข้าด้วยกันได้
ของสองอย่างนี้ มันเกี่ยวข้องกันตรงไหนเหรอ?
ไม่รู้
พวกเขาไม่รู้เลยสักนิด!
เมื่อมองดูท่าทีของทุกคนในที่เกิดเหตุ ซูหยวน ก็ยิ้มแล้วหันไปมองหลินฉางเฟิง ก่อนจะถามว่า:
“เป็นอย่างไรล่ะ?”
คำพูดนี้เหมือนกับฝ่ามือที่มองไม่เห็น ตบฉาดลงบนใบหน้าของหลินฉางเฟิงอย่างแรง
ข้อสงสัยที่เขาเพิ่งจะพ่นออกมาเมื่อครู่ ตอนนี้กลับพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
เจ้าเสือขาวที่เคยดุร้าย กลับเชื่องลงได้จริงๆ
และอุปกรณ์ที่ซูหยวนใช้ กลับเป็นแค่กระติกน้ำร้อนใบหนึ่ง?
“เรื่องบังเอิญ!”
“นี่มันก็แค่เรื่องบังเอิญเท่านั้นแหละ ไม่นับ!”
หลินฉางเฟิงพยายามให้กำลังใจตัวเอง เขายืดอกขึ้นแล้วมองซูหยวนอย่างมั่นใจ
เขามั่นใจอย่างสุดหัวใจว่านี่เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ
ส่วนที่ว่าทำไมซูหยวนถึงถือกะติกน้ำร้อนมา อาจจะเป็นเพราะเขาหาของอย่างอื่นไม่เจอแล้ว ก็เลยหยิบมาส่งๆ ให้มันครบจำนวน
ดังนั้นในความเข้าใจของเขา การกระทำของซูหยวนก็คือไก่ตาบอดเจอข้าวเปลือก !
“ถุย!”
“กล้าทำไม่กล้ารับ”
“ยังจะมาอ้างว่าบังเอิญอีก ถ้าแน่จริงแกก็สร้างเรื่องบังเอิญแบบนี้ขึ้นมาให้ดูหน่อยสิ!”
“มือถือสากปากถือศีล ! แกมันก็แค่ไอ้พวกสร้างภาพ ดีๆ นี่เอง!”
“กล้าพนันแต่ไม่กล้ายอมรับความพ่ายแพ้ ไอ้ขยะเอ๊ย!”
“แจ้งตำรวจเลยดีกว่า เซ็นสัญญาไปแล้ว เขาจะมาเบี้ยวไม่ได้!”
ชั่วขณะหนึ่ง ทุกคนก็พากันมายืนอยู่ข้างหลังซูหยวนและช่วยกันพูดแทนเขา
คนตาดีก็ดูออกว่าซูหยวนชนะแล้ว
แต่เจ้าหลินฉางเฟิงคนนี้ กลับยังดึงดันสรุปว่าเป็นเรื่องบังเอิญ
นี่มันจะเกินไปหน่อยแล้ว
ซูหยวนโบกมือเป็นเชิงห้าม แล้วพูดว่า: “ไม่เป็นไรครับ!”
“เขาไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรอกเหรอ?”
“งั้นแกก็ดูให้ดีๆ สิว่า นี่ใช่เรื่องบังเอิญหรือเปล่า?”
พูดไปพลาง ซูหยวนก็เปิดกรงของเสือขาวไปพลาง
“แกจะทำอะไร!”
“นั่นเปิดไม่ได้นะ!”
ทุกคนอุทานเสียงหลง ต่างก็คิดจะพุ่งเข้าไปขวาง
แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะเข้าไปถึงตัว กรงก็ถูกเปิดออกเสียแล้ว ถึงขนาดที่ว่าเจ้าเสือขาวปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าทุกคนแล้ว
เมื่อมองดูกรงที่เปิดอ้าซ่า และเหล่าคนแปลกหน้าที่อยู่ตรงหน้า
เจ้าเสือขาวก็เก็บความเชื่องลง เผยเขี้ยวแหลมคมออกมา
“โฮก”
เสียงคำรามต่ำๆ ดังออกมาจากลำคอ อุ้งเท้าหน้าของมันก้าวออกมาแล้ว
ดูจากท่าทางแล้ว เหมือนมันเตรียมจะพุ่งเข้าใส่!
“อ๊า!”
เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจดังขึ้นอย่างกะทันหัน
ทุกคนในที่เกิดเหตุต่างหันหลังแล้ววิ่งหนีกันจ้าละหวั่น กลัวว่าเสือขาวจะมองพวกเขาเป็นของว่างยามบ่าย
แต่ซูหยวนกลับแตกต่างจากคนที่กำลังตกใจเหล่านี้ เขายื่นมือออกมาด้วยรอยยิ้ม แล้วลูบลงบนหัวของเจ้าเสือขาวเบาๆ
“มานี่สิ เด็กดี”
“ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัวนะ”
เสียงที่นุ่มนวล ประกอบกับการลูบไล้ที่อ่อนโยน
เจ้าเสือขาวที่เดิมทีเผยเขี้ยวเต็มที่ กลับเอียงคอมองซูหยวนแวบหนึ่ง แล้วก็ค่อยๆ ก้มหัวลง
ปล่อยให้ซูหยวนลูบไล้มันเบาๆ
ทุกคนที่อยู่ไกลออกไปได้แต่มองดูฉากนี้แล้วอึ้งไปตามๆ กัน
“เชี่ย... เชี่ยเอ๊ย?”
“ทะ... ทำไมกัน!”
“นี่มัน... สถานการณ์อะไรเนี่ย!”
ทั้งเผยเขี้ยวเต็มที่ ทั้งคำรามเสียงต่ำ เห็นได้ชัดว่าเจ้าเสือขาวเตรียมจะพุ่งเข้าใส่แล้วแท้ๆ
ทำไม ผอ.ซูแค่ลูบหัวมันเบาๆ ก็ทำให้มันสงบลงได้ล่ะ?
มือของเขามีเวทมนตร์รึไง? แตะใครคนนั้นก็กลายเป็นใบ้เลยรึไง?
ทุกคนมองหน้ากันไปมาด้วยความงุนงง
ไม่รู้เลยว่าสถานการณ์ตรงหน้ามันคืออะไรกันแน่
แม้กระทั่งหลินฉางเฟิงที่ก่อนหน้านี้ยังคงสงสัยว่าซูหยวนแค่ฟลุ๊ค ก็ยังนิ่งอึ้งไป
เขาอ้าปากค้างอยู่นาน แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ
เขาอยากจะโต้แย้ง แต่กลับไม่รู้จะพูดยังไงดี
หลังจากปลอบเจ้าเสือขาวเสร็จ ซูหยวนก็หันไปมองหลินฉางเฟิงแล้วถามว่า:
“แบบนี้ยังจะนับว่าเป็นเรื่องบังเอิญอยู่ไหม?”
หลินฉางเฟิงอ้าปากค้างอยู่นาน แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
ซูหยวนลุกขึ้นยืน ถอยหลังไปสองสามก้าว แล้วก็ปรบมือ
“มา เรามาเล่นกันเถอะ”
ซูหยวนมองดูเจ้าเสือขาวด้วยรอยยิ้ม
เสือขาวเอียงคอมองซูหยวนแวบหนึ่ง ในแววตาของมันกลับฉายแววคิดถึงออกมา
จากนั้นมันก็ไม่ลังเล วิ่งออกมาจริงๆ
ถึงแม้จะอยู่ไกล แต่ทุกคนที่ยืนอยู่ห่างๆ ก็ยังคงมองเห็นความแตกต่างของเจ้าเสือขาวได้
ครั้งนี้ แค่ดูท่าทางก็รู้ว่ามันไม่ใช่การพุ่งเข้าใส่เพื่อทำร้าย
ท่าทางที่วิ่งสี่ขาไปมานั้น มันคือท่าทางของสุนัขที่กำลังเล่นกับเจ้าของไม่มีผิดเพี้ยน
และความจริงก็เป็นเช่นนั้น
เจ้าเสือขาววิ่งออกมาจากกรง มันพุ่งเข้าใส่ตัวซูหยวน แล้วก็ใช้หัวโตๆ ของมันถูไถกับเขาอย่างบ้าคลั่ง
ซูหยวนลูบหัวโตๆ ของมัน แล้วก็ถอยห่างออกมาอีก จากนั้นก็ปรบมืออีกครั้ง
เจ้าเสือขาวก็พุ่งเข้าไปอีกครั้ง แล้วก็ถูไถต่อ
“นี่คือ... เล่นกันแล้วเหรอ???”
“ให้ตายเถอะ ให้ตายสิให้ตาย!”
“ท่าทางแบบนี้ ทำไมมันถึงเหมือนตอนที่ลูกชายฉันเล่นกับหมาที่บ้านจังเลย!”
“ให้ตายเถอะ!”
เสียงอุทานดังขึ้นไม่หยุด
ทุกคนอุทานไปพลาง ถือโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก
ในไม่ช้า ซูหยวนก็พาเจ้าเสือขาวมาอยู่ตรงหน้าทุกคน
ซูหยวนมองไปที่หลินฉางเฟิงอีกครั้ง แล้วถามว่า: “นี่ ยังจะนับว่าเป็นเรื่องบังเอิญอยู่ไหม?”
หลินฉางเฟิง: ......
หลินฉางเฟิงยังคงอยากจะโต้แย้ง แต่เขาก็ยังไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
“แปะๆ”
ซูหยวนปรบมือ เรียกเสือโคร่งจีนใต้ กับเสือดำ เข้ามา
“มานี่สิ นี่คือเพื่อนใหม่ของพวกแกนะ”
“ไปเล่นตรงนู้นกันเถอะ”
หลังจากลูบหัวของแต่ละตัวเบาๆ ซูหยวนก็ให้เสือโคร่งจีนใต้กับเสือดำพาเสือขาวไปเล่นที่ไกลๆ
ส่วนที่ว่าแต่ละตัวจะตีกันไหม?
ซูหยวนกล้ารับประกันเลยว่า ไม่!
คุณคิดว่าเมื่อกี้ที่เขาใช้เวลาสองสามนาทีฟังเสียงในใจของเสือขาว เขาฟังอะไรมาบ้างล่ะ?
ที่เสือขาวชอบกระติกน้ำร้อน ชอบให้ลูบหัว ชอบให้เล่นด้วย ทั้งหมดนี้ล้วนมีเหตุผล
ในสายตาของมนุษย์ เสือขาวอาจเป็นของหายาก แต่ในฝูงเสือด้วยกัน มันกลับเป็นตัวประหลาดที่ไม่เคยได้รับการยอมรับ
ดังนั้นเสือขาวน้อยจึงไม่มีเพื่อนเล่น มีเพียงกระติกน้ำร้อนใบหนึ่งที่แม่ของมันคาบมาจากในสังคมมนุษย์
แต่หลังจากที่แม่ตายไป กระติกน้ำร้อนก็ถูกทุบทำลาย ของที่ระลึกชิ้นเดียวของมันก็ไม่มีแล้ว มันก็เลยดุร้ายเป็นพิเศษ ทั้งทำร้ายคน ทั้งแหกคุก และอื่นๆ อีกมากมาย
แต่ในใจลึกๆ ของมัน ก็ยังคงปรารถนาที่จะมีเพื่อนอยู่เสมอ
ซูหยวนก็แค่ทำตามสัญชาตญาณของมัน เขานำ ‘อาเป้ยเป้ย’ กลับมาให้มัน ลูบไล้มันด้วยท่าทางที่อ่อนโยนเหมือนที่แม่มันเคยทำ และยังเล่นเป็นเพื่อนมันอีกด้วย
ถึงขนาดที่ว่า เขายังหาเพื่อนใหม่มาให้มันด้วย
ต้องรู้ไว้ว่า เจ้าเสือดำก็เป็นตัวประหลาดเหมือนกัน
ดังนั้นพวกมันจึงเล่นกันอย่างมีความสุข กระโดดโลดเต้นเหมือนเด็กๆ
ซูหยวนรู้เหตุผล แต่ทุกคนในที่เกิดเหตุไม่รู้สิ
พวกเขารู้แค่ว่า เสือสามตัวกลายเป็นเพื่อนเล่นกันไปแล้ว
เขาว่ากันว่าถ้ำเสืออยู่รวมกันสองตัวไม่ได้!
แต่นี่มัน... สามตัวเลยเหรอ???
“พระเจ้าช่วย ฉันรู้สึกว่าโลกทัศน์ของฉันกำลังจะพังทลายลงแล้ว!”
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่! ทำไมฉันถึงรู้สึกเหมือนสมองฉันกำลังจะระเบิด?”
ภายใต้เสียงอุทาน สายตาของทุกคนก็หันไปมองหลินฉางเฟิงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย แล้วถามเป็นเสียงเดียวกันว่า:
“แบบนี้ ยังจะเรียกว่าเรื่องบังเอิญอีกเหรอ!!!”
หลินฉางเฟิง: ......
ฉันไม่รู้อ่ะ!
ตอนนี้ฉันควรจะพูดอะไรดี?
ว่าแต่ จะมีคนใจดีมาสอนฉันสักหน่อยได้ไหม?
“ติ๊งต่อง!”
โทรศัพท์มือถือของซูหยวนดังขึ้น
เขาหยิบขึ้นมาดู เป็นข้อความที่ปู่ส่งมา
หลังจากอ่านจบ ซูหยวนก็ยิ้มออกมา
เมื่อหันไปมองหลินฉางเฟิง ซูหยวนก็ยิ่งยิ้มอย่างมีความสุขมากขึ้น
หลินฉางเฟิงที่เดิมทีก็ทั้งอึดอัดทั้งโกรธอยู่แล้ว พอได้เห็นซูหยวนยิ้มอย่างมีความสุขขนาดนี้ เขาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
“แก... แกคอยดูนะ!”
“ฉันจะทำให้แกไม่จบไม่สิ้น!”
หลังจากทิ้งท้ายคำขู่ไว้ หลินฉางเฟิงก็คิดจะเดินจากไป
เรื่องเบี้ยวหนี้ แน่นอนว่าเบี้ยวไม่ได้ เพราะสัญญาที่มีลายลักษณ์อักษรก็เซ็นไปแล้ว
แต่เรื่องการขัดขวางอยู่เบื้องหลัง เขาก็ยังทำได้
“จะรีบไปไหนล่ะ?” ซูหยวนไม่รีบร้อน เขาพูดต่อไปด้วยรอยยิ้มว่า:
“คำพูดที่ฉันเคยพูดไว้ ยังคงใช้ได้อยู่ แกจะลองคิดดูอีกทีไหม?”
หลินฉางเฟิง: “คำพูดอะไร?”
ซูหยวน: “มาโขกหัวให้ฉันสองที แล้วก็ขอโทษ ไม่อย่างนั้นจะทำให้แกไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด!”
เมื่อได้ยินคำนี้ หลินฉางเฟิงก็โกรธจนหัวเราะออกมา
เขาชี้มาที่ตัวเองแล้วหัวเราะลั่นว่า:
“ฮ่าๆๆๆ ยังจะทำให้ฉันไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดอีกเหรอ?”
“แค่แกเนี่ยนะ?”
“แกไม่ลองก้มลงดูเงาหัวตัวเองซะบ้าง ว่าเป็นใครมาจากไหน!”
“แกก็แค่ไอ้คนฝึกสัตว์เหม็นๆ คนหนึ่ง ต่อให้เจ๋งแค่ไหนแล้วจะทำไม? ฉันถามแกสิว่าแล้วจะทำไม?”
“ยังจะให้ฉันมาโขกหัวอีกเหรอ คิดได้สวยจริงๆ!”
“ถุย!”
หลังจากถ่มน้ำลายลงบนพื้น คำพูดและสีหน้าของหลินฉางเฟิงก็เต็มไปด้วยการเยาะเย้ย
ซูหยวนส่ายหน้าแล้วพูดว่า: “ฉันให้โอกาสแกแล้ว แต่แกก็ไม่คว้าเอาไว้เอง”
“งั้นเดี๋ยวพอแกคลานมาโขกหัวขอโทษฉันทีหลัง มันก็ไม่มีประโยชน์แล้วล่ะ”
เมื่อเห็นว่าซูหยวนยังพูดจาแบบนี้อยู่ หลินฉางเฟิงก็ถ่มน้ำลายออกมาอีกครั้ง
“ถุย!”
“ยังจะให้ฉันมาโขกหัวขอโทษแกอีกเหรอ!”
“ฉันหลินฉางเฟิง ต่อให้ต้องกระโดดตึกตาย หรือไปอดตายอยู่ข้างนอกนั่น ก็จะไม่มีวันขอโทษแกเด็ดขาด...”
คำพูดของหลินฉางเฟิง ยังไม่ทันจะจบลง
“ครืน”
เสียงคำรามของเครื่องยนต์ดังมาจากไกลๆ
จากนั้น รถเอทีวีคันหนึ่งก็พุ่งออกมาอย่างแรง
ผู้ที่ขับขี่อยู่บนรถ เป็นชายวัยกลางคนที่ดูภูมิฐาน
เขากวาดตามองไปรอบๆ แล้วก็เห็นหลินฉางเฟิงที่กำลังทำท่าอวดดีอยู่ในกลุ่มคนแวบเดียว
เขาบิดคันเร่ง พุ่งเข้ามา แล้วก็ตบหน้าไปฉาดใหญ่
“เพียะ!”
หลินฉางเฟิงถูกตบจนล้มลงกับพื้นทันที
“เอี๊ยด”
เสียงเบรกดังขึ้น
รถจอดสนิท ชายคนนั้นก็ลงมาจากรถ
เขาสูง 1.85 เมตร มีใบหน้ารูปสี่เหลี่ยม และตัดผมสั้นเกรียน ดูแล้วกระฉับกระเฉงมาก
“ผอ.เสิ่น... นั่นมัน ผอ.เสิ่น? เขามาที่นี่ได้ยังไง?”
“แถมมาถึงก็ซัดหน้าหลินฉางเฟิงไปฉาดใหญ่เลยเหรอ?”
“พระเจ้าช่วย มีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว!”
“ว่าแต่ ผอ.เสิ่นคือใครเหรอ?”
“ผู้อำนวยการสวนสัตว์โมเหย่ เสิ่นกั๋วต้ง ไง นี่แกยังไม่รู้อีกเหรอ??”
“ผู้อำนวยการโมเหย่? หลินฉางเฟิงก็เป็นผู้อำนวยการไม่ใช่เหรอ?”
“คนหนึ่งเป็นตัวจริง อีกคนเป็นตัวรอง!”
“ให้ตายเถอะ! ให้ตายสิให้ตาย!”
ในกลุ่มคนต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่
ทุกคนต่างก็งุนงงกับการปรากฏตัวของเสิ่นกั๋วต้ง
ผู้อำนวยการตัวจริงของสวนสัตว์โมเหย่ปรากฏตัวอยู่ที่นี่ แล้วยังมาตบหน้าหลินฉางเฟิงไปฉาดใหญ่อีกด้วย
ต้องบอกเลยว่า ตบเมื่อกี้นี้สะใจจริงๆ!
สายตาที่ดุจสายฟ้าของเสิ่นกั๋วต้งจ้องเขม็งไปที่หลินฉางเฟิงที่กำลังกุมหน้าอยู่ แล้วตวาดว่า:
“ตอนที่ฉันไม่อยู่ แกไปทำเรื่องบ้าอะไรไว้บ้าง? ยังกล้าเอาชื่อเสียงของสวนสัตว์เราไปกร่างอวดเบ่งข้างนอกอีกเหรอ?”
“ขอโทษ ผอ.ซู เดี๋ยวนี้!”
ภายใต้เสียงตวาดที่ดังลั่น หลินฉางเฟิงก็เงยหน้าขึ้นแล้วเถียงกลับไปว่า: “ไม่ขอโทษ! ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด!”
เสิ่นกั๋วต้งพยักหน้าแล้วยิ้ม: “ดี ปากแข็งดีนี่!”
“งั้นแกก็ดูสิว่า นี่คืออะไร!”
เสิ่นกั๋วต้งหยิบเอกสารออกมาจากแฟ้ม
บนเอกสาร คือหลักฐานเรื่องสกปรกต่างๆ ที่หลินฉางเฟิงทำมาตลอดหลายปีนี้
ทั้งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ยักยอกเงินทุนของบริษัท แถมยังลักลอบค้าสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมาย เรียกว่าทำชั่วมาแล้วทุกรูปแบบ
หลินฉางเฟิงที่เดิมทียังปากแข็งอวดดีอยู่ ก็ถึงกับหน้าซีดเผือดลงในทันที
เขากวาดตามองไปรอบๆ แล้วสายตาของเขาก็จับจ้องไปที่ร่างของซูหยวน
เขาทั้งคลานทั้งกลิ้งตรงเข้าไปหาซูหยวนทันที