เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

10 ถูกผีสิง

10 ถูกผีสิง

10 ถูกผีสิง


10 ถูกผีสิง

รถไฟคริสตัลความเร็วสูงได้พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว และได้เกิดเสียง “พ่ะ” คล้ายกับเสียงไข่ที่แตกละเอียด ชายชราถูกชนเข้าอย่างจัง! ร่างกายของเขาแตกออกเป็นเสี่ยงๆภายในเวลาไม่ถึงวินาที แขนขาและกระดูกแหลกละเอียด จากแรงระเบิดของแก่นพลังงานวิญญาณ เขาถูกทำลายหายไปจนไม่เหลือแม้แต่เซลล์เดียว และถูกลบหายไปจากโลกใบนี้!

ทั้งหมดที่หลี่เย้าเห็น ก็คือแสงสีแดงสว่างวาบ และชายชราก็ได้หายไปอย่างสิ้นเชิง!

เขาถอนหายใจออกมาด้วยอย่างหมดหนทาง

การเติบโตขึ้นมาในสุสานอาร์ติเฟ็กซ์ ซึ่งถูกรายล้อมไปด้วยสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยอันตราย การได้พบเจอกับร่างไร้วิญญาณ ได้กลายเป็นเรื่องที่เห็นชินตาสำหรับเขาไปแล้ว นอนจากนี้ เขายังได้เผชิญหน้ากับความตายจากในฝันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ดังนั้น เมื่อเป็นเรื่องของความเป็นความตาย หลี่เย้าจึงไม่ได้เป็นเหมือนคนทั่วไป ที่เมื่อเห็นคนตายแล้วเขาจะต้องแสดงความหวาดกลัวหรือรู้สึกแย่ออกมา

แต่ถึงยังไง สุดท้ายแล้วชายชราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง และชีวิตของเขาก็ถูกพรากจากไปต่อหน้าต่อตาของหลี่เย้าอย่างน่าสงสาร ดังนั้น ในใจของหลี่เย้าก็ยังคงมีความรู้สึกเสียใจอยู่บ้าง

“ชายชราคนนั้น คงจะเป็นผู้ฝึกตนที่เข้าสู่ภาวะบ้าคลั่ง นี่คงจะเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เขา ทำเรื่องบ้าๆแบบนั้นลงไปได้” หลี่เย้าคิดขึ้นภายในใจ

รถไฟคริสตัลความเร็วสูงไม่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุในครั้งนี้เลย และยังคงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงต่อไป มันได้จากไปไม่ย้อนกลับมา และหายไปในกลีบเมฆอย่างรวดเร็ว

หลี่เย้ารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่อยู่ภายในตัวรถไฟ จะต้องรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างแน่นอน และยังมีทหารที่น่าจะได้รับแจ้งด้วย ดังนั้น ทั้งตำรวจและทหารจำนวนมาก ก็คงจะรีบมาในที่เกิดเหตุภายในเวลาไม่นาน

เขาเป็นผู้เก็บกู้ที่สะสมชิ้นส่วนของต่างๆอยู่ภายในสุสานอาร์ติเฟ็กซ์ สามารถพูดได้ว่า การกระทำของเขานั้นยังคงอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย และทุกครั้ง หลี่เย้าก็มักจะเลี่ยงการพบเจอกับกองกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหา เขาจัดแจงเสื้อผ้า และเดินผ่านท่อระบายน้ำไปอย่างเร่งรีบ

แต่หลี่เย้าไม่ได้รู้ตัวเลยว่า ยังมีบางสิ่งที่เขาไม่สามารถมองเห็นได้อยู่ มีร่างมนุษย์ที่โปร่งใสราวกับคริสตัล ซึ่งดูคล้ายกับชายชราปริศนาอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ยืนอยู่ตรงที่เดิม บนเส้นทางรถไฟที่ก่อนหน้านี้เคยมีร่างของชายชราได้ยืนอยู่ สีหน้าของชายชราร่างโปร่งใสในเวลานี้เต็มไปด้วยความสับสนงุนงง พร้อมกับมองไปรอบๆ ในที่สุด สายตาของชายชราก็สว่างวาบและฉายรังสีของความโกรธเกรี้ยว

ร่างกายโปร่งแสงราวคริสตัลของชายชรา ได้แตกสลายแยกออกเป็นเซลล์นับล้าน ส่องสว่างท่ามกลางแสงจันทร์ คล้ายกับผีเสื้อนับพันนับหมื่นที่กำลังกระพือปีกบินออกไป พวกมันได้บินเข้าสู้ร่างกายของหลี่เย้า โดยไม่มีการบอกกล่าว!

“หนาวจัง!”

หลี่เย้ารู้สึกหนาวเข้าไปถึงในกระดูก เขารู้สึกคล้ายกับว่าได้ยินเสียงพึมพำอยู่ข้างหู ซึ่งเป็นภาษาโบราณและเป็นภาษาที่เขาไม่เข้าใจ มันเป็นความรู้สึกหวาดกลัวที่ไม่สามารถอธิบายได้ ร่างกายของเขาสั่นเทาขึ้นมาโดยอัตโนมัติ

แปลก นี่มันแปลกเกินไปแล้ว ผมของเขาตั้งขึ้นตั้งแต่โคนจรดปลาย และเลือดในกายของเขาก็เย็นเยียบ เขากระชับเครื่องแบบนักเรียนของเขา แล้วเริ่มออกตัววิ่ง

ตามตรรกะแล้ว เมื่อคนเราเริ่มวิ่ง แขนขาของพวกเขาก็จะต้องมีการเคลื่อนไหว และร่างกายก็จะเริ่มเกิดความร้อน แต่ไม่ว่าหลี่เย้าจะวิ่งมากสักแค่ไหน หรือเร่งความเร็วจนหอบแฮ่กก็แล้ว ความหนาวเย็นเข้ากระดูกไปจนถึงวิญญาณก็ยังไม่ยอมหายไปไหน คล้ายกับหนอนแมลงที่ชอนไชเข้าไปในกระดูกของเขาทีละนิดๆ

เขาเดินโซซัดโซเซกลับไปที่บ้าน และทิ้งตัวผ่านประตูบ้านเข้าไป ในเวลานี้ ร่างกายของเขาแข็งทื่อราวกับน้ำแข็งก้อนหนึ่ง แต่หากได้มองดูภายนอกร่างกายของเขาแล้ว ก็จะเห็นว่า ใบหน้าของเขาแดงก่ำ มีเหงื่อเม็ดเท่าลูกปัดผุดออกมาจนเต็มหน้าผาก และร่างกายของเขาถูกปกคลุมไปด้วยไอน้ำจำนวนมาก ที่พวยพุ่งออกมาจากร่างกายของเขาเอง มันเป็นภาพที่ดูแปลกประหลาดจนไม่อาจจะอธิบายเป็นคำพูดได้

“เสี่ยวเฮย เสี่ยวเฮย ฉันคิดว่าฉันคงจะไม่สบาย นายรีบพาฉันไปนอนที่เตียงแล้วหายาแก้ไข้ในกล่องยาให้ฉันที!” หลี่เย้าพูดออกมาอย่างกระท่อนกระแท่น ประกายสีดำได้วาบผ่านมาอยู่ในการมองเห็นของหลี่เย้า เขาพยายามกระพือตาอย่างสุดความสามารถ และรอให้เสี่ยวเฮยบินมาหาไม่ไหว ขาของเขาอยู่ในสภาพอ่อนแรงและเขาก็ทรุดลงไปกับพื้น เขาหายใจหอบและหมดสติไป

มันราวกับว่า เขาได้จมลงไปในหนองน้ำ ประสาทสัมผัสทั้งห้าไม่สามารถรับรู้อะไรได้ทั้งสิ้น เขากำลังจมลงไปในความมืดมิดที่ไม่สิ้นสุดไปเรื่อยๆ

ในที่สุด ก่อนที่เขาจะเริ่มหมดความอดทน ก่อนที่เขาจะภาวนากับเทพพระเจ้านับพันนับล้านองค์ในจักรวาลนี้ เพื่อให้พวกเขาหยุดมันเสียที ร่างกายของเขาก็คลายลงและความมืดมิดก็จางหายไป เขาสามารถสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่ปอดของเขาได้อีกครั้ง และอากาศที่เขาหายใจเข้าไป ก็บริสุทธิ์กว่าอากาศที่เขาเคยสูดนับร้อยเท่า!

“ที่นี่มันที่ไหนกัน?” หลี่เย้ามองสำรวจไปรอบๆอย่างงุนงง

จิตใต้สำนึกของเขากำลังบอกว่า เขาได้เข้ามาอยู่ใน “ฝันร้าย”ที่อันตรายและน่าหวาดกลัวเข้าแล้ว แต่ฝันร้ายในครั้งนี้ ต่างไปจากความฝันที่แปลกประหลาดที่เขามักจะฝันอยู่เสมอ ความฝันในครั้งนี้มันชัดเจน และอัดแน่นไปด้วยบรรยากาศของความเก่าแก่ในยุคโบราณ

เขากำลังยืนอยู่เหนือฐานทัพที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารแห่งหนึ่ง รอบทิศทางถูกล้อมรอบไปด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ และหอคอยอาร์ติเฟ็กซ์ทองสัมฤทธิ์ที่สูงตระหง่านจรดปลายฟ้า พวกมันได้ล้อมรอบฐานทัพที่กว้างกว่าสี่หมื่นตารางเมตรเอาไว้ และฐานทัพแห่งนี้ยังลอยตัวอยู่ในอากาศอีกด้วย

ทิวทัศน์ที่ลืมไม่ลงใต้ฐานทัพ คือคลื่นบิดเป็นเกลียวขนาดใหญ่ อยู่ภายในทะเลสีดำที่ไกลสุดลูกหูลูกตา!

กลิ่นเหม็นเลือดและเหงื่อของบุรุษเพศ ได้พุ่งจู่โจมเข้าสู่โพรงจมูกของหลี่เย้า จนเกือบจะฆ่าเขาให้ตายได้ รอบๆตัวเขา มีมนุษย์เพศชายที่มีร่างกายใหญ่โต พร้อมกับกล้ามเนื้อบึกบึนเป็นมันเงาและใบหน้าที่ดุร้าย มนุษย์ร่างกายใหญ่โตเหล่านี้ได้แบกค้อนที่มีน้ำหนักกว่าห้าร้อยกิโลเอาไว้ที่บนบ่าของพวกเขา พวกเขาระเบิดพลังลงไปกับการฝึกฝนที่หนักหน่วง

บูม! บูม! บูม!

ค้อนนับพัน ถูกทุ่มลงกับพื้นอย่างพร้อมเพรียง จนทำให้พื้นดินของฐานทัพลอยฟ้าสั่นสะเทือน

ในเวลานี้ หลี่เย้าได้แต่ตกตะลึงกับภาพที่เห็น เขาพบว่า ตัวเขาเองได้กลายเป็นหนึ่งในเหล่าคนร่างยักษ์สูงสามสิบเมตรไปแล้ว และแม้แต่หน้าตาของเขาก็ได้เปลี่ยนไป เขาใช้มือจับไปที่คางของเขา และรู้สึกได้ถึงตอหนวดที่โกนไม่หมดและแข็งกระด้างราวกับเข็ม

สิ่งที่อยู่ในมือของเขาก็คือค้อนเหล็กที่มีขนาดเท่ากับต้นไม้ขนาดย่อม ไม่ต่างไปจากคนอื่นๆ ด้ามจับของมันถูกพันเอาไว้ด้วยเชือก เสียดสีเข้ากับฝ่ามือของเขาจนทำให้มีเลือดไหลซึมออกมา

ที่ด้านหน้าของกลุ่มกองกำลังคือชายร่างยักษ์ ที่มีขนาดใหญ่กว่าเขาถึงสองเท่า มันไม่ใช่มนุษย์ แต่มันคือ “ไททัน” มันจ้องมองมาด้วยสายตาที่คมกล้าและเสียงตะโกนที่ราวกับฟ้าร้อง “ทั้ง 3,527 คนก็เป็นได้แค่ขยะ พวกแกทุกคนได้เข้ามาอยู่ใน”นิกายป่ายเลี่ยน“และกลายมาเป็นแรงงานระดับต่ำที่สุดของนิกายนี้ และนี่ก็คือสิ่งที่เหล่าบรรพบุรุษได้พยายามสั่งสมมันขึ้นมา จนสามารถสืบทอดกันต่อๆมาได้ถึงสามรุ่น พวกเรานิกายป่ายเลี่ยน คือนิกายหลอมอาวุธที่ดีที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกล้า นิกายของเรานั้นเข็มงวดเป็นที่สุด ถึงแม้พวกแกจะได้ทำงานที่เล็กน้อยและธรรมดามากแค่ไหนในนิกายนี้ พวกแกก็ต้องใส่พลังฝึกตนเข้าไปอย่างเต็มความสามารถ!”

“สำหรับแรงงานระดับต่ำสุด ในแต่ละวัน พวกแกทุกคนจะต้องแบกน้ำ 1,500 กิโล, ตัดต้นไม้ 50 ต้น, และลงไปจับฉลามธอร์นริชในทะเลหวูยวนอย่างน้อย 10 ตัว และนั่นก็คืออาหารของพวกแก!”

“แต่ สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ...พวกแกทุกคนจะต้องฝึกวิชาพื้นฐานของนิกายป่ายเลี่ยน <วิชาค้อน108ฝ่ามือพัวพัน> หลังจากที่ฟังฉันพูดจนจบแล้ว พวกไร้ประโยชน์ทั้งหลาย พวกแกจะต้องเหวี่ยงค้อนเหล็กให้ได้ 10,000 ครั้ง และห้ามผ่อนแรงเด็ดขาด เมื่อพวกแกสามารถทุบพื้นที่ทำขึ้นมาจากเพชร ให้กลายเป็นหลุมได้ พวกแกก็จะได้เลื่อนขั้นเป็นช่างตีเหล็ก และสามารถเรียนรู้วิชาขั้นสูงได้!”

“บ่มเพาะ! บ่มเพาะ! เอาชีวิตของพวกแกเดิมพันกับการฝึกตน! โอเย่หมิง แกมัวแต่ยืนโง่อยู่ตรงนี้ทำไมกัน? ทำไมแกไม่ไปฝึกฝน?”

ในตอนที่เขาพบว่า ทุกคนต่างใช้สายตามองมาที่เขาด้วยความสงสารอย่างสุดซึ้ง หลี่เย้าก็ยังคงไม่เข้าใจว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น หัวใจของเขาเย็นเฉียบ ลมพายุที่บ้าคลั่งและความมุ่งร้ายที่พุ่งตรงมา ไททันที่ดุร้ายที่พุ่งตรงมาไกลกว่าหนึ่งร้อยเมตร ภายในพริบตาเดียว ไททันก็ได้ใช้ทักษะบางอย่าง แล้วมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้าเขา ไททันยืนสูงตระหง่านและจ้องมองมาที่หลี่เย้าอย่างดุร้าย

“โอเย่หมิง มื้อเย็นของเมื่อวาน แกเอาแต่พล่ามเรื่องไร้สาระ แล้วแกยังพูดว่า ในอนาคตแกจะกลายเป็นผู้นำนิกายป่ายเลี่ยนแห่งนี้ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับแก? หรือแกรู้สึกว่า วิชาค้อนฝ่ามือพัวพันมันธรรมดาไป ไม่เหมาะให้คนที่จะได้กลายเป็นผู้นำนิกายในอนาคตอย่างแกฝึกฝนอย่างนั้นเหรอ? วันนี้ ฉันจะแสดงความน่าสะพรึงกลัวของ วิชาค้อน108ฝ่ามือพัวพันให้แกได้เห็นสักเล็กน้อยก็แล้วกัน! ตาย!”

ไททันได้แบมือทั้งสองข้างของตนออก เกิดเป็นควันสีดำพวยพุ่งออกมาจากฝ่ามือ และรวมตัวกลายเป็นค้อนยักษ์ที่ใหญ่กว่าศีรษะของหลี่เย้าขึ้นมา มันถูกเหวี่ยงจนเกิดแรงลมหมุน และฟาดผ่านศีรษะของหลี่เย้าไป หลี่เย้ายังคงไม่เข้าใจในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ทั้งหมดที่เขารู้สึกได้คือ เขามีปีกบินและกำลังลอยอยู่ในอากาศ และหัวของเขาใหญ่ขึ้นกว่าเดิมถึง 10 เท่า หัวใจของเขาสั่นระรัวไม่หยุด “เกิดบ้าอะไรขึ้นกับไอ้เ*ยนี่?!”

จบบทที่ 10 ถูกผีสิง

คัดลอกลิงก์แล้ว