เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 163 คำขอของจิงหวู่จื้อ

ตอนที่ 163 คำขอของจิงหวู่จื้อ

ตอนที่ 163 คำขอของจิงหวู่จื้อ


หลังจากกลับมาที่สำนักหู่หยาง หลิงฮันกับหลิวอู๋ตงได้แยกกันกลับไปที่พักของตนเอง พอเขาก้าวเท้าเข้าไปในลานที่พักของเขา เสียงบ่นของลิ่วลู่เอ๋อก็ดังขึ้นมาทันที

“ในฐานะเจ้าบ้าน เจ้าเป็นคนที่ใช้ไม่ได้จริงๆ แม้แต่อาหารเจ้าก็ไม่เตรียมให้กับพวกเรา!” นางพูดอย่างฉุนเฉียว

หลิงฮันช่วยไม่ได้ที่จะทำสีหน้าแปลกประหลาดและพูด “อย่าบอกนะว่าพวกเจ้าทั้งสองไม่รู้จักวิธีทำอาหาร?”

ในตอนนั้นเอง ดวงตาของลิ่วลู่เอ๋อก็เปิดกว้างและเผลอพูดออกมา “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”

“แค่มองจากท่าทางไร้ความสามารถของเจ้าข้าก็พอจะเดาได้แล้ว” หลิงฮันถอนหายใจ พี่น้องนักฆ่าคู่นี้ช่างล้มเหลวจริงๆ พวกนางทำการลอบสังการไม่สำเร็จแถมยังไม่รู้จักวิธีทำอาหารอีก พวกนางช่างเป็นมือใหม่ที่แท้จริง

“ฮึ เขาเรียกใครว่าไร้ความสามารถ?” ลิ่วลู่เอ๋อถามด้วยท้าทางไม่ยอมรับ “เมื่อข้าฟื้นฟูพลังเต็มที่แล้ว ข้าจะต้องมอบบทเรียนให้เจ้าแน่นอน!”

หลิงฮันอดไม่ได้ที่จะหัวเราะและพูด “งั้นทำไมข้าจะต้องเก็บศัตรูอย่างพวกเจ้าสองคนเอาไว้ด้วยล่ะ? เห้อ พักนี้ข้ายิ่งไม่ค่อยมีเงินเสียด้วย ถ้าข้าใช้โอกาสนี้รายงานข้อมูลของอาชญากรสองคนออกไป ข้าจะต้องได้เงินรางวัลไม่น้อยทีเดียว”

ลิ่วลู่เอ๋อกลายเป็นซีดเผือดและอ้าปากพะงาบด้วยความกลัว “เจ้าก็แค่ขู่ให้ข้ากลัวเท่านั้น!”

“งั้นรึ?” ใบหน้าของหลิงฮันปรากฏสีหน้าที่ไม่อาจเข้าใจได้

ลิ่วลู่เอ๋อรู้สึกหวาดหวั่น นางนั้นอยู่ในการคุ้มครองของพี่สาวมาตลอดและไม่เคยจำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับความคิดชั่วร้ายของผู้อื่นมาก่อน ดังนั้นการที่ต้องมาเจอกับปีศาจเฒ่าอย่างหลิงฮันจึงไม่แปลกที่นางจะถูกหยอกล้ออย่างง่ายดาย

“มาสิ ร้องเพลงให้ข้าฟังซะ ถ้าเจ้าร้องดีข้าจะยอมปล่อยเจ้าไปก็ได้” หลิงฮันพูดด้วยรอยยิ้ม

ในที่สุดลิ่วลู่เอ๋อก็เข้าใจว่าหลิงฮันกำลังพยายามทำให้นางหวาดกลัว นางจึงอดไม่ได้ที่จะนำมือมาตบที่หน้าอกด้วยความโล่งอก “เจ้าวายร้าย!” แต่ถึงอย่างนั้นนางก็เงยหน้าและพูด “ก็ได้ ข้าจะร้องเพลงให้เจ้าฟัง แต่อย่าคิดว่าข้าทำไปเพราะกลัวเจ้าเชียวล่ะ ก็แค่ข้าไม่ได้ร้องเพลงมานานและรู้สึกคันคออยากจะร้องก็เท่านั้น!”

นางเปิดปากและเริ่มร้องเพลง เพลงที่นางร้องนั้นช่างอ่อนหวานและกินใจผู้ฟังอย่างมาก

หลิงฮันพยักหน้าในใจ หญิงสาวคนนี้แม้จะดูงุ่มง่าม แต่นางมีพรสวรรค์ในด้านร้องเพลงอย่างแท้จริง ดูเหมือนว่านางจะเลือกอาชีพของตนเองผิดนะเนี่ย

“หนวกหู! หนวกหู!” ฮูหนิวตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงร้องเพลง นางจ้องมองอย่างไม่พอใจไปทางลิ่วลู่เอ๋อ

ลิ่วลู่เอ๋อไม่พอใจคำวิจารณ์ของฮูหนิวและพูดกลับไป “ข้ามีเสียงที่ไพเราะขนาดนี้ แต่เจ้ากลับพูดว่าหนวกหูงั้นรึ!”

“หึ!” ฮูหนิวจ้องไปที่ลิ่วลู่เอ๋อด้วยท่าทางท้าทาย

หญิงสาวทั้งสองจ้องมองกันอย่างเกรี้ยวกราด ไม่มีฝ่ายไหนคิดจะยอมอ่อนข้อให้ จากที่ดูแล้ว พวกนางคงคิดจะจ้องกันไม่หยุดแน่ๆ

หลิงฮันหาวออกมา เขายืนขึ้นและเดินไปห้องนอนของเขาเพื่อที่จะนอน

ฟุบ ฮูหนิวกระโดดเกาะหลิงฮันทันที จากนั้นนางได้หันไปทำหน้าเยาะเย้ยใส่ลิ่วลู่เอ๋อ

ช่างล้มเหลวเสียจริง แม้แต่กับเด็กน้อยนางก็ไม่สามารถจัดการได้

ลิ่วลู่เอ๋อขยี้ผมด้วยความไม่พอใจ ในฐานะนักฆ่า นางไม่สามารถชนะแม้แต่การแข่งจ้องตากับเด็กสาวได้ นางเหมาะสมจะเป็นนักฆ่าจริงๆรึ?

***

เมื่อหลิงฮันตื่น ท้องฟ้าก็สว่างไสวแล้ว หลิงฮันลุกนั่งในท่าขัดสมาธิและเริ่มบ่มเพาะพลัง

เขาตั้งใจตื่นเร็วเพื่อบ่มเพาะพลังคนละเวลากับฮูหนิว เพราะหากทำแบบนี้ เขาจะได้ไม่ต้องหนีไปบ่มเพาะพลังที่อื่น

‘ไม่เลว ข้าจะสามารถทะลวงผ่านไประดับรวมธาตุขั้นแปดได้ภายในสามวัน’ หลิงฮันยิ้ม สิ่งที่เขาต้องการที่สุดในตอนนี้คือการทะลวงผ่านระดับก่อเกิดธาตุและตรวจสอบความลับของหอคอยทมิฬ

และแล้วดวงตะวันก็โผล่ขึ้นฟ้า หลิงฮันปลุกฮูหนิวขึ้นมา ถึงแม้เด็กสาวจะดูไม่เต็มใจ แต่นางก็ยังทำตามคำขอของหลิงฮันและเริ่มบ่มเพาะพลัง ฮูหนิวมีศักยภาพที่น่าสะพรึงกลัว ความสำเร็จในอนาคตของนางจะต้องไม่ด้อยไปกว่าเขาแน่นอน

หลิงฮันต้องเตรียมอาหารเช้า เขารู้สึกรันทดกับเรื่องนี้มาก ถ้าเขาอยู่กับฮูหนิวแค่สองคนก็คงไม่มีอะไรหรอก แต่ตอนนี้เขามีหญิงสาวอีกสองคนมาอยู่ด้วยแล้ว แต่ก็ยังต้องเป็นเขาที่ต้องทำอาหาร เรื่องนี้ช่างไม่ยุติธรรมยิ่งนัก

ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูหน้าบ้านดังขึ้นมา

ใครกัน?

หลิงฮันเดินไปเปิดประตู และเห็นว่าคนที่มาหาเขาคือจิงหวู่จื้อ

‘หืม ทำไมหมอนี่ถึงมาหาข้ากัน?’

“พี่ชายจิง ทำไมท่านถึงมาเช้าขนาดนี้?” หลิงฮันยิ้มถาม

จิงหวู่จื้อยิ้มมอย่างขมขื่นและพูด “น้องชายหลิง ข้าอยากจะขอความช่วยเหลือจากเจ้า”

“อะไรรึ?” หลิงฮันถามออกไปโดยไปรีบตอบตกลง

จิงหวู่จื้อลังเลอยู่ชั่วขณะและพูด “น้องชายหลิงฮันสามารถจองสถานที่ของศาลาบุปผางามได้สินะ?”

‘หืม?’

หลิงอดที่จะมองอย่างแปลกใจไปยังจิงหวู่จื้อไม่ได้ หมอนี่ทำข้อตกลงอันใดกับคุณหญิงหยานไว้รึไงกัน? หลิงฮันเพิ่งจะได้รับตราคำสั่งศาลาบุปผางามมาเมื่อวานก็มีคนมาขอให้เขาจองสถานที่ของศาลาบุปผางามเสียแล้ว

“น้องชายหลิง ข้าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีแล้ว! เจ้ารู้จักผู้คนมากมาย ตอนนี้ข้าหมดหนทางจริงๆ เพราะงั้นข้าถึงได้หน้าด้านมาที่นี่เพื่อขอให้เจ้าช่วย” จิงหวู่จื้อถอนหายใจ

หลิงฮันยิ้มและถาม “เกิดอะไรขึ้น? ทำไมท่านถึงอยากจองสถานที่ของศาลาบุปผางาม?”

“ถ้าข้าบอกเจ้า สัญญากับข้านะว่าเจ้าจะไม่หัวเราะเยาะข้า!” จิงหวู่จื้อเขินอาย

หลิงฮันทำหน้าจริงจัง “ข้าสัญญาว่าจะไม่หัวเราะ”

จิงหวู่จื้อรวบรวมความคิดอยู่ชั่วขณะและเริ่มพูด ดูเหมือนว่าเขาจะไปพบกับลูกสาวของตระกูลเล็กตระกูลหนึ่งของเมืองจักรพรรดิเมื่อปีก่อน ชื่อของนางคือเจียงเฟยหยาน ทั้งสองคนตกหลุมรักกัน ความสัมพันธ์ของทั้งสองก้าวหน้าไปถึงขั้นเริ่มคิดตัดสินใจแต่งงานกัน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ตระกูลจิงจะเป็นตระกูลใหญ่ของเมืองต้าหยวน แต่สำหรับเมืองจักรพรรดิแล้วตระกูลจิงนับว่าเป็นเพียงตระกูลเล็กๆเท่านั้น ยิ่งกว่านั้น เหล่าคนที่อาศัยอยู่ในเมืองจักรพรรดิที่องค์จักพรรดิพิรุณเป็นคนดูแลโดยตรงจะมีนิสัยยิ่งยโสและรู้สึกว่าตนเองสูงส่งกว่าคนจากพื้นที่อื่นมาตั้งแต่เกิด ดังนั้นตระกูลเจียงจึงไม่พอใจบุตรเขยในอนาคตอย่างจิงหวู่จื้อและพยายามจะแยกทั้งคู่ออกจากกัน

เพราะงั้นจิงหวู่จื้อจึงพยายามใช้สมองหาหนทางเปลี่ยนความคิดที่ตระกูลเจียงใช้มองเขา

คุณสมบัติที่จะเข้าศาลาบุปผางามนั้นสูงอย่างมาก ใครก็ตามที่ต้องการจะจองโต๊ะหรือสถานที่ของศาลาบุปผางามจะต้องมาจากตระกูลระดับกลางเป็นอย่างน้อย ดังนั้นการเลี้ยงอาหารบุคคลสำคัญจากตระกูลเจียงในศาลาบุปผางามจึงเป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่ปัญหาก็คือถึงแม้เขาจะทะลวงผ่านระดับก่อเกิดธาตุ ศาลาบุปผางามก็คงเมินเฉยคำร้องขอของเขาอยู่ดี ไม่ต้องพูดถึงตัวเขาที่ตอนนี้มีพลังอยู่เพียงระดับรวมธาตุเลย

พักหลังนี้ ดูเหมือนตระกูลเจียงตั้งใจจะให้เจียงเฟยหยานแต่งงานกับนายน้อยเจ็ดของตระกูลชั้นกลาง เพราะงั้นจิงหวู่จื้อเลยไม่มีรู้จะทำยังไงและลองมาเสี่ยงโชคกับหลิงฮันดู

เพราะอย่างไรหลิงฮันที่เพิ่งจะมาถึงเมืองจักรพรรดิไม่กี่วันก็รู้จักกับลูกศิษย์ของหวู่ซงหลินแล้ว แถมดูเหมือนจะเป็นแขกคนสำคัญของปรมาจารย์หวู่ด้วยซ้ำ ดังนั้นต่อให้หลิงฮันไม่สามารถจองสถานที่ของศาลาบุปผางามได้ด้วยตนเอง หลิงฮันก็ยังสามารถขอให้หวู่ซงหลินจองแทนได้

เมื่อได้ยินเรื่องราวทั้งหมด หลิงฮันอดไม่ได้ที่จะหัวเราะขึ้นมาและพูด “ข้าไม่คิดเลยว่าพี่ชายจิงจะมีความรักที่หวานซึ้งเช่นนี้”

“น้องหลิง เจ้าสัญญาแล้วนะว่าจะไม่หัวเราะ” ในขณะเดียวกัน จิงหวู่จื้อถอนหายใจออกมาไม่หยุด ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกลุ้มใจ

หลิงฮันยังคงหัวเราะต่อไป เขาตบไหล่จิงหวู่จื้อและพูด “พี่ชายจิง ข้าไม่สามารถจองโต๊ะของศาลาบุปผางามได้ แต่...”

ในตอนแรก เมื่อจิงหวู่จื้อได้ยินคำพูดของหลิงฮัน เขารู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก แต่เมื่อได้ยินคำว่า ‘แต่...’ หัวใจของเขาเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะด้วยความตื่นเต้น “น้องชายหลิงมีหนทางอื่นงั้นรึ?”

“ข้าจองโต๊ะทั่วไปไม่ได้ ข้าสามารถจองได้แค่สวนด้านข้างศาลา มันจะมีปัญหารึเปล่า?” หลิงฮันถามด้วยรอยยิ้ม

“พรวด!”

จิงหวู่จื้อสำลักออกมาทันที

ใครก็ตามที่สามารถจองโต๊ะของศาลาบุปผางามได้ คนคนนั้นจะต้องเป็นจอมยุทธระดับห้วงจิตวิญญาณขึ้นไป หรือไม่ก็ต้องมีจอมยุทธระดับห้วงจิตวิญญาณอยู่เบื้องหลัง อย่างเช่น ถึงแม้สมาชิกสาขาหลักของตระกูลชั้นกลางจะสามารถจองโต๊ะได้ แต่พวกเขาก็จำเป็นต้องทำเรื่องจองล่วงหน้าเสียก่อน นั่นเพราะกิจการของศาลาบุปผางามนั้นรุ่งเรืองอย่างมาก ถ้าพวกเขาไม่จองล่วงหน้า พวกเขาก็จะไม่ได้โต๊ะ

ส่วนในกรณีของสวนด้านข้างศาลา คนที่จะจองได้จำเป็นต้องมีพลังบ่มเพาะอยู่ที่ระดับแก่นแท้จิตวิญญาณ หรือไม่ก็มีจอมยุทธระดับแก่นแท้จิตวิญญาณอยู่เบื้องหลัง

“นะ... น้องหลิง จะ... เจ้าไม่ได้ล้อข้าเล่นสินะ?” เรื่องนี้มันน่าตกตะลึงเกินไปจนทำให้จิงหวู่จื้อพูดติดอ่าง

จบบทที่ ตอนที่ 163 คำขอของจิงหวู่จื้อ

คัดลอกลิงก์แล้ว