เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 37 แผนการของตระกูลเชิง

ตอนที่ 37 แผนการของตระกูลเชิง

ตอนที่ 37 แผนการของตระกูลเชิง


จักรพรรดิปรุงยาแห่งวิถีสวรรค์ ตอนที่ 37 แผนการของตระกูลเชิง

 

“น้องเชิง!” หลิงตงซิงรีบยิ้มออกมาและยกมือประสานหมัดทักทายไปยังเชิงเหวิงควิน

 

“เข้ามาเลยๆ เจ้าเป็นแขกผู้มีเกียรติสำหรับวันนี้ ข้ากังวลนึกว่าเจ้าจะไม่มาเสียอีก!” เชิงเหวิงควินดึงแขนของหลิงตงซิงพาเดินเข้าไป แสร้งแสดงถึงความจริงใจ

 

“นี่เป็นงานเลี้ยงของน้องเชิง ข้าจะไม่มาได้อย่างไร?” หลิงตงซิงหัวเราะดัง

 

ทั้งสองคนคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวกัน ดูราวกับเป็นสหายเก่ากันมานาน คนที่ไม่รู้เรื่องอะไรหากมาเห็นเข้า คงจะไม่คิดหรอกว่าทั้งสองเป็นศัตรูที่อาฆาตกันถึงขนาดอยากให้อีกฝ่ายตายๆไปซะ

 

เชิงเหวิงควินไม่แม้แต่มองไปที่หลิงฮัน ราวกับว่ามันไม่รู้เลยว่านี่คือคนที่ทำให้บุตรทั้งสองคนของมันบาดเจ็บ และยังเป็นคนร้ายเบื้องหลังสงครามการค้าระหว่างสองตระกูล

 

“ฮันเอ๋อร์ อย่าเดินไปไกลนัก” หลิงตงซิงพูดสั่ง

 

“ขอรับท่านพ่อ!” หลิงฮันตอบกลับและพาหลิวอู๋ตงเดินไปกับเขา

 

ด้วยการนำทางของเชิงเหวิงควิน พวกเขามาถึงห้องโถงหลักอย่างรวดเร็ว ห้องโถงได้มีโต๊ะจัดเตรียมไว้เกือบร้อยโต๊ะและมีแขกหลายคนที่นั่งอยู่แล้ว ซึ่งแต่ละโต๊ะมีชื่อของแขกเขียนเอาไว้ การที่จะนั่งผิดโต๊ะจึงไม่เกิดขึ้นง่ายๆ

 

หลิงฮันและหลิวอู๋ตงนั่งลงที่โต๊ะของตนเอง

 

“นายน้อยฮัน!”

 

บนโต๊ะที่เขานั่งได้มีคนนั่งอยู่ก่อนแล้วสามคน พวกมันทุกคนทักทายหลิงฮัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคารพ

 

พวกมันทุกคนเป็นรุ่นเยาว์และเป็นศิษย์ของสำนักหมอกเมฆา เมื่อไม่นานมานี้พวกมันทุกคนเป็นพยานถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของหลิงฮันที่โค่นเชิงเซียงและน้องของมันลงได้ อีกอย่างพวกมันได้ยินมาด้วยว่าหลิงฮันอยู่ในระดับหลอมกายาระดับเจ็ด จึงเป็นธรรมดาที่พวกมันจะไม่แสดงความดูถูกออกมาแม้แต่น้อย

 

อายุสิบหกปีแต่มีพลังระดับหลอมกายาระดับเจ็ด... ในเมืองหมอกเมฆา พลังระดับนี้มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นอัจฉริยะ

 

หลิงฮันยิ้มตอบกลับ ในเมื่อพวกมันมาดี จึงไม่มีเหตุผลที่เขาจะต้องเย็นชาใส่พวกมัน

 

หลังจากนั้นไม่นาน หลิงมู่เหยินก็นั่งลงที่เก้าอี้ของมัน ใบหน้าของมันบูดบึงและทำตัวราวกับมองไม่เห็นหลิงฮัน และพอนั่งไปได้สักพักเชิงเซียงก็เดินมานั่งโต๊ะนี้เช่นกัน

 

“หลิงฮัน เจ้าดูท่าทางสบายดีนิ!” เชิงเซียงยิ้มอย่างเย็นชาไปทางหลิงฮัน

 

หลิงฮันเหลียวมองมันและพูด “ฮ่าๆ บาดแผลบนใบหน้าของเจ้าดูเหมือนจะรักษาได้ไวดีนะ”

 

ใบหน้าของเชิงเซียงแดงก่ำขึ้นมาทันที ทุกๆครั้งที่มันนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ทำให้มันรู้สึกอยากจะฆ่าตัวตายเหลือเกิน อย่างไรก็ตาม หลังจากวันนี้ไปมันจะสามารถลบล้างเกียรติยศอันด่างพร้อยออกไปได้อย่างสมบูรณ์ และได้รับความภาคภูมิใจกลับมาอีกครั้ง

 

“เจ้าจะภูมิใจต่อไปได้ก็แต่ตอนนี้ล่ะ!” มันพูดด้วยร้อยยิ้มอันเหี้ยมโหด

“หลังจากนี้ เจ้าจะต้องคุกเข่าต่อหน้าข้าและร้องขอความเมตตา!”

 

“นี่เจ้าลืมกินอย่ารึเปล่า? หรือกินยามากเกินไปกัน?” หลิงฮันพูดด้วยรอยยิ้ม

 

เชิงเซียงไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่มุมปากของมันยกขึ้นกลายเป็นรอยยิ้มอันลึกลับ

 

จำนวนของแขกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในตอนแรก แขกส่วนใหญ่จะเดินไปรอบๆงานเลี้ยงเพราะนี่ถือว่าเป็นโอกาสดีที่พูดคุยทำธุรกิจ แต่เมื่อแขกเริ่มมาถึงเยอะขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนต่างกลับไปนั่งอยู่กับที่ของตนเองเพื่อรอให้งานเลี้ยงเริ่ม

 

มีแขกหลายคนที่มาเข้าร่วมงานเลี้ยงคืนนี้เพราะพวกมันอยากจะเป็นพยานในเหตุการณ์ที่จะกลายเป็นประวัติศาสตร์ของเมืองหมอกเมฆา

 

หลังจากนั้นไม่นาน เชิงเหวิงควินก็ยืนขึ้นและโบกมือไปรอบๆห้องโถง ราวกับจะส่งสัญญาณว่ามันอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แขกส่วนใหญ่ที่กำลังซุบซิบพูดคุยกันอยู่จึงหยุดการสนทนาของพวกมัน และห้องโถงหลักได้ตกอยู่ในความเงียบสงบ

 

หรือว่ามันจะยอมรับความพ่ายแพ้ต่อตระกูลหลิงต่อหน้าสาธารณชน?

 

“เหตุผลที่ข้าชวนทุกๆคนมาในคืนนี้ก็เพื่อนจะแนะนำคนบางคนให้รู้จัก” เชิงเหวิงควินเริ่มพูด

 

เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น คนที่อยู่ที่นี่ทุกคนตกอยู่ในความมึนงง

 

เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ไม่ใช่ว่าเชิงเหวิงควินควรจะยอมรับความพ่ายแพ้ต่อตระกูลหลิงรึไงกัน? แล้วงานเลี้ยงคืนนี้กลายเป็นการแนะนำคนได้อย่างไรกัน? ถ้าพวกมันรู้มาก่อนว่าจะเป็นแบบนี้ แขกส่วนใหญ่คงจะไม่มาร่วมงานเลี้ยงนี้เป็นแน่

 

ความสนใจของแขกทุกคนตกไปอยู่ที่หลิงตงซิง เมื่อเชิงเหวิงควินเคลื่อนไหวแบบนี้แล้ว พวกมันอยากจะเห็นว่าหลิงตงซิงจะตอบโต้อย่างไร

 

แต่สิ่งที่ทำให้แขกทุกคนผิดหวังคือ การที่ใบหน้าของหลิงตงซิงยังคงแสดงรอยยิ้มที่สงบนิ่งออกมา ราวกับว่าเขาไม่สนใจอะไรแม้แต่น้อย

 

เชิงเหวิงควินเริ่มพูดต่อ “คนคนนี้คือหลานชายของข้า เชิงเซียวหยวน เขาออกจากตระกูลไปเมื่อตอนอายุสิบสามปีและกลายเป็นศิษย์ของหนึ่งในผู้อาวุโสของนิกายหมาป่าหินผา ตอนนี้เมื่อเขาแข็งแกร่งพอสมควรแล้วจึงได้กลับมาเยี่ยมครอบครัว”

 

นิกายหมาป่าหินผา!

 

ทุกคนในที่นี้ตกอยู่ในความตะลึงในทันที  นิกายหมาป่าหินผาคือผู้ที่มีอิทธิพลที่สุดในบริเวณหนึ่งพันไมล์นี้ และมีอำนาจเหนือเมืองทั้งสิบ ซึ่งรวมถึงเมืองหมอกเมฆาด้วย การที่เชิงเหวิงควินเผยไพ่ใบนี้ออกมาก็แสดงว่ามันไม่คิดจะยอมแพ้ต่อตระกูลหลิง และคิดจะใช้นิกายหมาป่าหินผาในการกดดันตระกูลหลิง

 

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เชิงเซียวหยวนก็เป็นเพียงศิษย์ของผู้อาวุโส อำนาจของเขาก็คงมีจำกัดสินะ?

 

“เชิงเซียวหยวนเองก็ได้เชิญแขกผู้มีเกียรติมาเช่นกัน!” เชิงเหวิงควินยิ้มอย่างหุบไม่อยู่ นี่ต่างหากคือไพ่ลับที่แท้จริงของมัน “ขอเรียนเชิญ ผู้อาวุโสเฉินเฟิงเลี่ย!”

 

ผู้อาวุโส!

 

ผู้อาวุโสจากนิกายหมาป่าหินผา? นั่นคือตัวตนอันแข็งแกร่งในระดับก่อเกิดธาตุ!

 

เชิงเหวิงควินตบมือเพื่อเป็นการต้อนรับ และแขกคนอื่นๆก็ได้ร่วมตบมือตาม ในขณะนั้นเอง ชายชราคนหนึ่งได้เดินออกมาจากห้องรับรองแขกและเดินมายังตรงกลางงานเลี้ยง เขามีรูปร่างไม่ใหญ่มากและแต่งชุดสีแดงทั้งตัว มันมีผมสีดำและผิวที่เปล่งประกาย

 

ด้านหลังของชายชรามีรุ่นเยาว์คนหนึ่งเดินตามมาติดๆ

 

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชายชราคนนี้ต้องเป็นเฉินเฟิงเลี่ย และผู้เยาว์อีกคนจะต้องเชิงเซียวหยวนอย่างแน่นอน

 

เฉินเฟิงเลี่ยเดินไปยังโต๊ะของเจ้าภาพผู้จัดงานและนั่งลง มันยิ่งยโสเป็นอย่างมาก ทำราวกับรอบๆตัวไม่มีใครอยู่ แต่ก็ไม่มีใครกล้าแสดงความไม่พอใจใดๆออกไป เพราะมันเป็นจอมยุทธที่ทรงพลังในระดับก่อเกิดธาตุ ถึงแม้พลังของมันจะเป็นเพียงก่อเกิดธาตุขั้นหนึ่งก็ตาม แต่มันก็สามารถกำจัดคนที่อยู่ในระดับรวมธาตุขั้นเก้าทิ้งได้อย่างง่ายดาย

 

ตลอดเวลามันไม่ได้เปิดปากพูดอะไรเลยสักคำ ในสายตาของมัน ในสถานที่นี้ไม่มีใครมีคุณสมบัติที่จะพูดกับมันได้แม้แต่คนเดียว ถ้าเชิงเซียวหยวนไม่อ้อนวอนขอร้องมันมาเป็นเวลาหลายวัน มันคงไม่ยอมแม้แต่จะโผล่หน้ามาที่นี่ด้วยซ้ำ

 

เชิงเหวิงควินมองอย่างพึงพอใจไปที่หลิงตงซิง ‘ข้ากระทั่งสามารถเชิญผู้อาวุโสจากนิกายหมาป่าหินผามาได้ เจ้ายังกล้าจะต่อต้านข้าอีกหรือไม่?’

 

เชิงเซียวหยวนไม่ได้นั่งกับเฉินเฟิงเลี่ยที่โต๊ะเจ้าภาพ แต่กลับเดินมานั่งข้างๆเชิงเซียงอย่างโอ้อวดแทน

 

หมอนี่อยู่ในระดับรวมธาตุ และน่าจะเพิ่งทะลวงมาได้ไม่นาน เพราะมันยังอยู่ในระดับรวมธาตุขั้นหนึ่งอยู่

 

“น้องชายเซียง ข้าได้ยินมาว่าเจ้าสู้กับใครสักคนเมื่อหลายวันก่อนแล้วแพ้สินะ?” เชิงเซียวหยวนพูดถามเชิงเซียง

 

“นั่นเพราะข้ามีความสามารถน้อยกว่าคู่ต่อสู้ เฮ้อ...” เชิงเซียงจงใจถอนหายใจออกมา

 

“โอ้?” เชิงเซียวหยวนยกคิ้วขึ้นและพูด “ใครกันที่เจ้าพ่ายแพ้? ข้าอยากจะเห็นคนๆนั้นสักหน่อย!”

 

“ฮ่าๆ ฟังแล้วอาจจะเหมือนอยู่ไกล แต่ที่จริงคนๆนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม!” สายตาของเชิงเซียงหันมองไปทางหลิงฮัน

 

“เจ้าแพ้ให้กับอัจฉริยะรุ่นเยาว์คนนี้รึ?” เชิงเซียวหยวนยิ้มอย่างเย็นชา และมองไปที่หลิงฮันพร้อมกับพูดท้าทาย

“เจ้ากล้ามาสู้กับข้าหรือไม่?”

 

**ติดตามข่าวสารได้ที่ เพจ**

จบบทที่ ตอนที่ 37 แผนการของตระกูลเชิง

คัดลอกลิงก์แล้ว