- หน้าแรก
- ฉันเป็นหมอจริงๆนะ
- บทที่ 1665 ฉันไม่อยากจะยกเว้น
บทที่ 1665 ฉันไม่อยากจะยกเว้น
บทที่ 1665 ฉันไม่อยากจะยกเว้น
บทที่ 1665 ฉันไม่อยากจะยกเว้น
เกือบสี่ทุ่มของคืนวันนั้น อวี๋จื้อหมิงได้รับโทรศัพท์จากโจวม๋ออีกครั้ง และได้รับแจ้งว่าเสิ่นฉีขอแต่งงานสำเร็จแล้ว
พูดให้ชัดเจนคือ อวี๋จื้อหมิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินข่าวนี้ เดิมทีเขาคิดว่าที่โอลิเวียคบกับเสิ่นฉีนั้น เป็นเพราะต้องการหาเพื่อนในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยเป็นหลัก
นี่เมื่อเวลาผ่านไป ก็พัฒนาจนกลายเป็นรักแท้แล้วหรือ
อย่างไรก็ตาม การที่เสิ่นฉีขอแต่งงานสำเร็จ อวี๋จื้อหมิงก็ยังคงดีใจกับเขา
นักเรียนของเขาทั้งห้าคนต่างก็มีคู่ครอง และยังเตรียมจะแต่งงานในวันเดียวกันอีก นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีและน่าเฉลิมฉลอง...
เช้าวันอาทิตย์หลังแปดโมง อวี๋จื้อหมิงก็รีบมาถึงโรงพยาบาลหนิงอัน
ครั้งนี้ ชิงหนิงไม่ได้มาเป็นเพื่อนเขาด้วย
ในฐานะหญิงตั้งครรภ์ช่วงไตรมาสแรก หากไม่จำเป็น ก็ไม่ค่อยเหมาะที่จะไปยังสถานที่อย่างโรงพยาบาลซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและสัมผัสโรคค่อนข้างสูง
วันนี้อวี๋จื้อหมิงมีงานที่โรงพยาบาลหนิงอันสี่อย่าง คือการตรวจร่างกายผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่เข้ารับการบำบัดฟื้นฟู การปรับท่าทารกในครรภ์ การย้ายตัวอ่อนเด็กหลอดแก้ว และการผ่าตัดมะเร็งอีกสี่ราย
ในการตรวจร่างกายผู้ป่วยมะเร็งที่เข้ารับการบำบัดฟื้นฟู อวี๋จื้อหมิงพบว่ามีผู้ป่วยอีกสองคนที่มะเร็งในร่างกายพัฒนาไปจนควบคุมไม่ได้แล้ว ทำได้เพียงแนะนำให้ทั้งสองคนกลับบ้านไปใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิต
หลังจากรีบเร่งทำการปรับท่าทารกในครรภ์และย้ายตัวอ่อนเสร็จ ก็ถึงเวลาอาหารกลางวัน
ครั้งนี้ผู้ที่ร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับอวี๋จื้อหมิงคือคุณหมอซากุราอิ อาเคมิ ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมประสาทจากญี่ปุ่น
“ความยุ่งของคุณหมออวี๋ ฉันได้สัมผัสด้วยตัวเองแล้ว ถ้าไม่ตั้งใจมาหาคุณเป็นพิเศษ อยากจะเจอหน้าสักครั้งก็ยังไม่ง่ายเลยนะคะ”
อวี๋จื้อหมิงหัวเราะเบาๆ “ในงานแต่งงานของผม เราก็ได้เจอกันแล้วนี่ครับ”
ซากุราอิ อาเคมิ หวนนึกถึงแล้วพูดว่า “งานแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ อาหารเลิศรสที่ชวนให้คิดถึงไม่รู้ลืม ช่างน่าประทับใจจริงๆ ค่ะ”
เธอหยุดไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อว่า “เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ฉันได้ใช้วิธีการทำให้เนื้องอกขยายตัวที่คุณหมออวี๋ริเริ่มเป็นคนแรก มาใช้ในการผ่าตัดเนื้องอกที่ฐานกะโหลกศีรษะสำเร็จไปหนึ่งรายค่ะ”
“วิธีนี้ทำให้การผ่าตัดที่เดิมทียุ่งยากมากกลับง่ายขึ้นไม่น้อย นี่ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่า ฉันมาถูกทางแล้ว”
อวี๋จื้อหมิงพูดอย่างถ่อมตัว “ก็แค่ความบังเอิญที่ค้นพบเท่านั้นครับ จำเป็นต้องอาศัยทักษะการผ่าตัดที่เชี่ยวชาญและยอดเยี่ยมของพวกคุณถึงจะทำได้สำเร็จ”
ซากุราอิ อาเคมิ หัวเราะเบาๆ “คุณหมออวี๋คะ ฉันทำงานมาเกือบยี่สิบปีก็ยังไม่มีความบังเอิญที่ค้นพบแบบคุณเลยนะคะ”
อวี๋จื้อหมิงยิ้มเล็กน้อยแล้วถามตรงๆ “คุณหมอซากุราอิ คุณตั้งใจมาหาผม คงไม่ใช่เพื่อจะมายกย่องชมเชยความบังเอิญที่ค้นพบของผมหรอกใช่ไหมครับ”
ซากาะอิ อาเคมิ พูดช้าๆ “การชื่นชม เป็นหนึ่งในจุดประสงค์ของการพบกันในวันนี้ค่ะ”
“จุดประสงค์ที่สอง...”
เธอเปลี่ยนเรื่องพูด “คุณหมออวี๋ คุณทราบไหมคะว่าคุณหมอโย่วเว่ยเซี่ยนที่ตอนนี้ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลจิงเฉิง ตอนที่เขาไปศึกษาต่อที่ประเทศของเรา เราเคยทำงานร่วมกันมาระยะหนึ่ง”
อวี๋จื้อหมิงพูดตามตรง “ผมไม่ทราบจริงๆ ครับ ว่าคุณกับคุณหมอโย่วยังมีความสัมพันธ์แบบนี้ด้วย”
“เขาเป็นคนเชิญคุณมาร่วมมือผ่าตัดเหรอครับ”
อวี๋จื้อหมิงไม่รอให้เธอตอบก็พูดต่อ “การที่ผมคว่ำบาตรโรงพยาบาลจิงเฉิงเป็นเรื่องส่วนตัวของผม ไม่ได้จำกัดไม่ให้คนอื่นร่วมมือกับโรงพยาบาลจิงเฉิง”
เขาแสดงท่าทีอย่างชัดเจนอีกครั้ง “คุณหมอซากุรอิ คุณสามารถแลกเปลี่ยนทางการแพทย์และร่วมมือผ่าตัดกับคุณหมอโย่วได้อย่างเต็มที่เลยครับ”
ซากุรอิ อาเคมิ พูดด้วยสีหน้าจริงจัง “คุณหมออวี๋ เรื่องความขัดแย้งระหว่างคุณกับตระกูลฉู่แห่งโรงพยาบาลจิงเฉิง ฉันก็พอจะทราบมาบ้างค่ะ”
“อีกทั้งโรงพยาบาลหนิงอันก็มีความสัมพันธ์แบบก้าวหน้าและถอยหลังร่วมกับคุณ ขอบคุณที่คุณเมตตาปรานีฉัน”
เธอหยุดไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “เรื่องที่ฉันจะพูด ไม่ใช่แค่เรื่องความร่วมมือผ่าตัดกับคุณหมอโย่วเท่านั้นค่ะ”
ซากุราอิ อาเคมิ ถอนหายใจเบาๆ “ร่างกายของคุณหมอโย่ว น่าจะเกิดปัญหาขึ้นแล้วค่ะ”
“เกิดปัญหาขึ้นเหรอครับ”
อวี๋จื้อหมิงทวนคำ แล้วถามต่อ “ปัญหาอะไรครับ คงไม่ใช่ว่าตรวจพบมะเร็งหรอกนะครับ”
ซากุราอิ อาเคมิ พูดว่า “คุณหมออวี๋คะ คุณก็ทราบดีว่า ในฐานะศัลยแพทย์ จำเป็นต้องประสานงานระหว่างมือกับตาได้เป็นอย่างดี ใจคิด ตาเห็น มือก็ต้องไปถึง”
“สำหรับศัลยแพทย์ระบบประสาทแล้ว ยิ่งต้องมีความแม่นยำเป็นพิเศษ เพราะหากประมาทเพียงเล็กน้อย ก็จะทำให้เกิดความผิดพลาดร้ายแรงได้”
“แต่ตอนนี้มือของคุณหมอโย่ว ไม่สามารถควบคุมได้อย่างใจนึกแล้ว บางครั้งจะเกิดการเบี่ยงเบนเล็กน้อยโดยไม่ตั้งใจ การเบี่ยงเบนเล็กน้อยแบบนี้ ในชีวิตประจำวันมองไม่เห็น และไม่มีผลกระทบอะไร แต่ในการผ่าตัดสมองกลับเป็นเรื่องที่อันตรายถึงชีวิตค่ะ”
อวี๋จื้อหมิงขมวดคิ้ว “คุณหมอโย่วเพิ่งจะอายุสี่สิบห้าสี่สิบหกปี เป็นช่วงวัยทองของศัลยแพทย์ ร่างกายน่าจะยังไม่เสื่อมถอยอย่างเห็นได้ชัด”
“เกิดจากปัญหาทางจิตใจเหรอครับ”
ซากุราอิ อาเคมิ กล่าว “เคยทำจิตบำบัดไปหลายครั้งแล้ว ไม่พบจุดกดดันอื่น แต่เรื่องความผิดพลาดของนิ้วมือ กลับกลายเป็นความกดดันทางจิตใจที่ใหญ่ที่สุดของเขาไปแล้วค่ะ”
อวี๋จื้อหมิงถามต่อ “คุณหมอโย่วดื่มเหล้าเป็นประจำไหมครับ ดื่มมากแค่ไหน ช่วงนี้ได้ทานยาอะไรบ้างไหมครับ”
ซากุราอิ อาเคมิ ตอบกลับ “เท่าที่ฉันทราบ คุณหมอโย่วไม่ชอบดื่มเหล้า แค่ดื่มบ้างเป็นครั้งคราว ไม่เคยดื่มเกินขนาด ส่วนเรื่องยา ช่วงนี้ไม่ได้ทานเลยค่ะ”
“คุณหมออวี๋คะ เราต่างก็รู้ดีว่าการจะฝึกฝนผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมประสาทระดับสูงคนหนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”
“พอจะรบกวนคุณช่วยตรวจร่างกายให้คุณหมอโย่วหน่อยได้ไหมคะ”
อวี๋จื้อหมิงไม่ได้ตอบโดยตรง แต่กลับถามว่า “ผมกับคุณหมอโย่วก็ไม่ได้แปลกหน้ากัน เคยร่วมงานกันอย่างราบรื่นมาหลายครั้ง ทำไมเขาไม่มาหาผมด้วยตัวเองล่ะครับ”
ซาการาอิ อาเคมิ ถอนหายใจเบาๆ แล้วพูดว่า “ฉันถามเขาแล้ว เขาบอกว่าไม่กล้าสู้หน้า รู้สึกเหมือนทรยศคุณ แล้วก็กลัวว่าคุณจะปฏิเสธด้วยค่ะ”
อวี๋จื้อหมิงเหลือบตามอง แล้วพูดเย้า “ดูเหมือนว่าหน้าตาจะสำคัญกว่าวิชาหากินที่ใช้เลี้ยงดูครอบครัวของเขาอีกนะครับ”
“เขายังผ่าตัดได้อยู่ไหมครับ”
ซากุราอิ อาเคมิ กล่าว “การผ่าตัดศัลยกรรมประสาทที่ไม่ซับซ้อนยังพอทำได้ แต่การผ่าตัดที่ยากๆ ไม่สามารถเป็นแพทย์ผ่าตัดหลักได้แล้วค่ะ”
“คุณหมออวี๋ ว่ายังไงคะ”
อวี๋จื้อหมิงครุ่นคิดแล้วพูดว่า “คำประกาศคว่ำบาตรโรงพยาบาลจิงเฉิงของผมยังคงก้องอยู่ในหู ผมไม่อยากจะยกเว้น”
ขณะที่ซากุราอิ อาเคมิ กำลังแสดงสีหน้าผิดหวัง ก็ได้ยินอวี๋จื้อหมิงพูดต่อว่า “คงต้องให้คุณหมอโย่วเป็นฝ่ายเปลี่ยนแปลงเอง เขาสามารถลาออกจากโรงพยาบาลจิงเฉิงได้”
“ลาออกเหรอคะ”
ซากุราอิ อาเคมิ เผยรอยยิ้มเล็กน้อย “ด้วยสภาพของคุณหมอโย่วในตอนนี้ ก็จำเป็นต้องหยุดพักฟื้นสักระยะเหมือนกันค่ะ พอเขาหายดีแล้ว ด้วยฝีมือการแพทย์ของเขา จะไปที่ไหนก็ย่อมได้”
อวี๋จื้อหมิงรีบพูด “โรงพยาบาลจิงเฉิงกลับไปไม่ได้แน่นอน นั่นเท่ากับเป็นการตบหน้าผม”
ซากุราอิ อาเคมิ ยิ้มแล้วพูดว่า “ฉันเข้าใจค่ะ...”
เมื่อจุดประสงค์ที่เธอตั้งใจมาพบอวี๋จื้อหมิงบรรลุผลแล้ว ต่อจากนั้นเธอก็ตั้งใจรับประทานอาหารกลางวันเป็นเพื่อนอวี๋จื้อหมิง...
หลังอาหารกลางวัน อวี๋จื้อหมิงงีบหลับไปยี่สิบนาที แล้วก็เริ่มการผ่าตัดเนื้องอกในช่วงบ่าย
การผ่าตัดสี่รายนี้ ผู้ป่วยเป็นชาวซาอุดีอาระเบียหนึ่งคน ชาวญี่ปุ่นหนึ่งคน และชาวจีนสองคน ซึ่งใช้เวลาของอวี๋จื้อหมิงไปกว่าสี่ชั่วโมง จนกระทั่งเสร็จสิ้นในเวลาห้าโมงเย็นกว่า
จากนั้น อวี๋จื้อหมิงก็นั่งรถต่อไปอีกกว่าหนึ่งชั่วโมง มาถึงภัตตาคารอี้หยวนที่มีชื่อเสียงด้านอาหารหวยหยาง และได้พบกับศาสตราจารย์เฉิงจิ้งที่รออยู่ในห้องส่วนตัวแล้ว
สิ่งที่ทำให้อวี๋จื้อหมิงประหลาดใจเล็กน้อยคือ นอกจากศาสตราจารย์เฉิงและผู้ช่วยของเขาหนึ่งคน ฟางอวี่ และโจวม๋อแล้ว ในห้องส่วนตัวยังมีแพทย์หนุ่มสาวจากโรงพยาบาลเซียงเหออีกสามคน
“คุณหมออวี๋ นี่คือจางจวิ้นฉือและซุนตั่ว ลูกศิษย์ของศาสตราจารย์ซ่งเฉินเฟิงแห่งโรงพยาบาล
เซี่ยงเหอ และนี่คือหยวนจิ่งฮุย ลูกศิษย์ของศาสตราจารย์หลี่เหวินเลี่ยง นักวิชาการฉางเจียงแห่งโรงพยาบาลเซี่ยงเหอ”
เฉิงจิ้งแนะนำทั้งสามคนด้วยตัวเอง แล้วพูดต่อว่า “พวกเขาล้วนเป็นแพทย์หนุ่มสาวที่ยอดเยี่ยมของโรงพยาบาลเซี่ยงเหอ ชื่นชมชื่อเสียงของคุณหมออวี๋มานานแล้ว”
“พอรู้ว่าคืนนี้ผมจะมาพบคุณหมออวี๋ ศาสตราจารย์ซ่งก็เลยให้ผมพาพวกเขามาด้วย การกระทำครั้งนี้อาจจะเสียมารยาทไปบ้าง หวังว่าคุณหมออวี๋จะไม่ถือสานะครับ”
อวี๋จื้อหมิงพูดอย่างเกรงใจ “จะถือสาได้ยังไงกันครับ”
“คนที่ทำให้คุณหมอกงเยว่และคุณหมอชิวอี้ถึงกับชื่นชมไม่หยุดหย่อน ยอมรับว่าสู้ไม่ได้ คนรุ่นเดียวกันที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ ผมก็อยากจะพบเจอเหมือนกันครับ...”