เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 645 ขโมยหมา

บทที่ 645 ขโมยหมา

บทที่ 645 ขโมยหมา


บทที่ 645 ขโมยหมา

การรายงานปลายปีของครอบครัวตระกูลอวี๋ ซึ่งจัดปีละครั้ง อวี๋จื้อหมิงเล่าไปแล้วกว่าชั่วโมงแต่ยังไม่จบ

เพราะมีบางคนไม่อยากให้เขาจบเร็ว คอยถามคำถามสอดแทรกอยู่ตลอด

พี่เขยคนที่สองถามว่า “เจ้าห้า คนไข้ที่เธอตรวจมา ต้องมีพวกที่มีตำแหน่งระดับสูงด้วยใช่ไหม?”

อวี๋จื้อหมิงพยักหน้าเบา ๆ “มีทั้งนักวิชาการ มหาเศรษฐีระดับพันล้าน ผู้บริหารองค์กร และชาวต่างชาติ”

“ในฐานะผู้เชี่ยวชาญพิเศษของสำนักงานดูแลสุขภาพ ก็เคยตรวจร่างกายให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลหลายคน”

“แต่บางคนก็มีสถานะที่ต้องปิดไว้ บอกไม่ได้”

พี่เขยคนที่สามพยักหน้าเข้าใจ แล้วถามต่อ “เจ้าห้า มีเหตุการณ์ช่วยชีวิตไหนที่ประทับใจเป็นพิเศษไหม?”

อวี๋จื้อหมิงครุ่นคิด “เหตุการณ์ที่จำได้ชัดเจนเหรอ…”

“วันหนึ่ง มีผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในห้องทำงาน บอกว่ารู้สึกไม่สบาย ขอให้ผมช่วย”

“เธอพูดจบปุ๊บ หัวใจก็หยุดเต้นทันที”

พี่สาวคนที่สอง สาม และอีกหลายคนพากันร้อง “ว้าว” ตาเป็นประกายมองน้องชาย

อวี๋จื้อหมิงเรียบเรียงคำพูดแล้วเล่าต่อ “เธอมีปัญหาหลอดเลือดหัวใจ ต้องใส่ขดลวด”

“ผมให้พยาบาลช่วยปั๊มหัวใจ และตัวผมก็ลงมือใส่ขดลวดให้เธอ”

“หลังจากใส่ขดลวดสำเร็จ ก็ต้องใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้าเพื่อให้หัวใจเต้นอีกครั้ง”

“แบบในหนังน่ะ ที่ใช้แผ่นคล้ายเตารีดกดหน้าอกผู้ป่วยแล้วมีเสียงปัง...”

อวี๋จื้อหมิงทำท่าประกอบ “ผมทำไปกว่าเจ็ดสิบครั้ง ถึงจะช่วยเธอไว้ได้”

“ทำลายสถิติจำนวนครั้งในการใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจของโรงพยาบาลเลย”

พี่เขยคนที่สองอุทาน “มีแต่อวี๋ถึงจะพยายามไม่ยอมแพ้ ถ้าเป็นหมอคนอื่น ป่านนี้เธอคงไม่รอดแน่”

อวี๋จื้อหมิงยิ้ม แล้วได้ยินเสี่ยวเสวี่ยถาม “น้าคะ แล้วมีเคสช่วยชีวิตที่ลุ้นระทึกไหม?”

“เคสแบบนั้น ฉันรู้เรื่องหนึ่งเลย”

กู้ชิงหนิงรีบพูดขึ้น “ฉันเป็นพยานด้วย ขอฉันเล่าเองนะ จื้อหมิง ห้ามแย่ง”

เธอพูดเร็วปรื๋อ “เป็นเช้าวันเสาร์หนึ่ง กำลังจะไปโรงพยาบาลหนิงอัน”

“ข้างหน้าเกิดอุบัติเหตุ หญิงตั้งครรภ์เก้าเดือนถูกไม้ไผ่ขนาดเท่านิ้วมือหลายต้นแทงทะลุตัว ติดอยู่กับเบาะรถ”

“น่าสงสารสุด ๆ เลย”

อวี๋จื้อหมิงหันไปมองเธอค้อนหนึ่งที “เล่าเหมือนตัวเองเห็นมากับตาเลยนะ”

กู้ชิงหนิงหัวเราะ “ฉันนึกภาพตามได้ไงล่ะ”

“จื้อหมิงใช้แผ่นพลาสติกแข็งคม ๆ ทำคลอดให้เธอ แล้วเอาเด็กออกมาหนีทันก่อนที่รถจะระเบิด”

“จื้อหมิงถูกแรงระเบิดดีดตัวออกไปเลยนะ”

กู้ชิงหนิงเห็นทุกคนทำหน้าห่วงก็ยิ่งใส่สี “ถึงไม่กระเด็นสิบเมตร ก็อย่างน้อยต้องหกเจ็ดเมตร”

อวี๋จื้อหมิงเหลือบตามอง “ไม่เวอร์ขนาดนั้น แค่สามสี่เมตร”

“แต่ประเด็นคือ กู้ชิงหนิงใช้ตัวเองรับแรงแทนผม ผมเลยไม่เป็นอะไรเลย”

กู้ชิงหนิงแสร้งทำเป็นเขิน “ก็หน้าที่ฉันอยู่แล้ว ฉันเจ็บหน่อยไม่เป็นไร”

“จื้อหมิงเป็นหมอชื่อดัง จะเจ็บไม่ได้”

หลังจากโชว์หวานกันชุดใหญ่ กู้ชิงหนิงพูดต่อ “แต่จื้อหมิงก็เจ็บเหมือนกันนะ หลังโดนเศษกระจกตำเพียบ”

อวี๋เชาเซี่ยอดไม่ได้เอื้อมไปลูบหลังน้องชาย แล้วถาม “แล้วเด็กคนนั้นล่ะ?”

อวี๋จื้อหมิงยิ้ม “พี่ใหญ่ เรื่องนี้ผ่านมาหลายเดือนแล้ว เด็กอยู่ในการดูแลของตายายเรียบร้อยแล้ว”

แม่ของอวี๋ถามต่อ “ในสถานการณ์แบบนั้น ทำคลอดต้องเจ็บมากแน่ ๆ ใช่ไหม?”

อวี๋จื้อหมิงตอบเบา ๆ “แม่ ตอนนั้นกระดูกสันหลังเธอได้รับบาดเจ็บ เลือดก็ออกมากจนไม่รู้สึกเจ็บอะไรแล้ว”

แม่พยักหน้าเบา ๆ “อย่างนั้นก็ดี อย่างนั้นก็ดี…”

พี่เขยคนที่สองถามอีก “เจ้าห้า แล้วมีเคสเบา ๆ ฮา ๆ บ้างไหม?”

“มีสิ มี!”

กู้ชิงหนิงแย่งตอบอีกแล้ว “มีคนหนึ่งเป็นพวกงกสุด ๆ อยากให้จื้อหมิงตรวจร่างกายฟรี”

“เขาดักรอจื้อหมิงตรงหน้าทางออกจากหมู่บ้านทุกเช้า แกล้งเป็นลมให้จื้อหมิงช่วย”

“ฮ่า ๆ เขาแกล้งเป็นล้มอยู่สามสี่วันติด ก็ยังไม่ได้ให้จื้อหมิงช่วย จนสุดท้ายโมโหไปฟ้องเน็ตไอดอลให้ลงคลิปประจานว่าจื้อหมิงไม่มีจิตวิญญาณของหมอ”

กู้ชิงหนิงพูดด้วยท่าที ภูมิใจ“แต่ไม่มีใครเชื่อเขาหรอก คนไข้ที่เคยได้รับการรักษาจากจื้อหมิงพากันออกมาโต้กลับจนหน้าแหก”

“สุดท้ายเขาก็มาขอโทษถึงที่ ยอมรับผิด ขอให้จื้อหมิงช่วยตรวจร่างกายให้”

พี่เขยคนที่สองพูดประชด “ทุกวันนี้คนแปลก ๆ มีเต็มไปหมด เมืองยิ่งใหญ่ คนยิ่งเพี้ยน”

เขายังอยากถามต่อ แต่โดนภรรยาแย่งพูดก่อน

“เจ้าห้า พวกเรารู้ว่าเจิงเหยียนสามารถย้ายจากมหาวิทยาลัยการประมงปินไห่มาเข้าเรียนที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยการคมนาคมปินไห่ได้ ก็เพราะนายช่วยใช่ไหม?”

“นี่มันย้ายข้ามสถาบันแบบสุดขีดเลยนะ”

“ทำได้ยังไงกัน?”

อวี๋เว่ยต้านที่เป็นครูมัธยม ยิ่งรู้ดีว่าแค่จะย้ายจากมหาวิทยาลัยระดับกลางเข้าไปในท็อปไฟว์ของประเทศ เป็นเรื่องยากแค่ไหน แทบจะเป็นไปไม่ได้

แต่จื้อหมิงกลับทำสำเร็จ

เธออยากรู้ว่ากระบวนการแบบนี้จะสามารถทำซ้ำได้ในอนาคตหรือไม่

ครั้งนี้อวี๋เซียงว่านเป็นคนเล่า

“เรื่องนี้ฉันรู้รายละเอียดดี ฉันเล่าเองแล้วกัน”

อวี๋เซียงว่านเล่าว่า “ที่เมืองปินไห่มีสถาบันวิจัยแพทย์แห่งหนึ่งซึ่งค่อนข้างมีชื่อเสียง จื้อหมิงไปพบว่าคนในสถาบันแห่งนี้ตรวจพบมะเร็งกันหลายรายเกินไป”

“เขาก็เลยเข้าไปตรวจละเอียดกับคนในนั้น แล้วก็พบว่าสัดส่วนผู้ป่วยมะเร็งสูงอย่างน่าตกใจ”

“หลังจากสืบต่อ จึงพบว่าเป็นเพราะมีคนตั้งใจปล่อยสารกัมมันตรังสีในสถาบันนั้น”

“หลังจากหาตัวคนทำได้ก็จับกุมเรียบร้อย”

อวี๋เซียงว่านจิบน้ำชา แล้วพูดต่อ “เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญในสถาบันทยอยลาออก”

“นักวิชาการจากสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์แห่งชาติหนึ่งคน กับนักวิจัยอาวุโสอีกสองคน อยากตอบแทนจื้อหมิง ก็เลยเสนอว่า หากมหาวิทยาลัยการคมนาคมปินไห่รับพวกเขาเข้าทำงาน ก็ต้องรับเจิงเหยียนเข้าเรียนด้วย”

เธอเสริมอีกว่า “ยังมีบรรดาผู้ทรงคุณวุฒิทางการแพทย์อีกหลายคน รวมถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลหัวซาน ก็ออกแรงช่วยผลักดันเรื่องนี้ด้วย”

“การย้ายคณะครั้งนี้สำเร็จได้ เพราะแรงสนับสนุนร่วมกันของหลายฝ่าย”

อวี๋จื้อหมิงรับช่วงต่อ “ที่เจิงเหยียนย้ายมหาวิทยาลัยได้ ก็เป็นเพราะจังหวะและโอกาสที่เหมาะสม”

“ที่สำคัญคือ เจิงเหยียนเองก็มีความใฝ่รู้ รักในการเรียนแพทย์ และมีพรสวรรค์ในสาขานี้”

“ไม่อย่างนั้น ผมก็คงไม่ลงทุนแรงไปช่วยเธอ”

อวี๋เว่ยต้านหันไปมองพ่อแม่ พี่สาวคนโต แล้วมองกลับมาที่อวี๋จื้อหมิง คิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกลืนคำถามลงไป

เธอหันไปมองลูกชายคนโตที่นอนอยู่บนฟูก ข้าง ๆ น้องชายของตัวเอง หลับสนิทพร้อมผ้าห่มคลุมอยู่

ลูกชายที่อยู่ม.3 คนนี้ ตัวสูงพอ ๆ กับอวี๋จื้อหมิงแล้ว แต่ยังไม่ทันโลก ไม่ค่อยมีไหวพริบ

ผลการเรียนก็ยังน่าปวดหัว

อวี๋เว่ยต้านได้แต่หวังว่าเด็กคนนี้จะรีบตื่นตัวเสียที

ถ้าไม่ขยันขึ้นมาเอง ตามนิสัยของจื้อหมิงแล้ว คงไม่ทุ่มเททรัพยากรใด ๆ ให้แน่นอน

แล้วอีกไม่กี่ปี เขาก็จะถูกเสี่ยวป๋อ เสี่ยวเสวี่ยทิ้งห่างไปเรื่อย ๆ

อวี๋จื้อหมิงเห็นว่าไม่มีใครถามต่อก็รีบสรุป

“ทั้งหมดนี้คือสรุปสิ้นปีของผม”

“สำหรับแผนตราจีน ก็ง่าย ๆ คือรักษาคนไปพร้อมกับพัฒนาฝีมือทางการแพทย์”

“รายงานของผมจบแล้วครับ”

อวี๋เชาเซี่ยรีบพูดเสริม “เจ้าห้า แผนตรุษจีนของเธอยังมีอีกข้อสำคัญนะ คือแต่งงานมีลูกไงล่ะ”

อวี๋จื้อหมิงหัวเราะแหะ ๆ

กู้ชิงหนิงที่โดนจ้องมองก็เขินขึ้นมาทันที “เรื่องแบบนี้ ต้องฟังคำพ่อแม่สิคะ”

“หนูเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายค่ะ ยังไงก็แล้วแต่พ่อแม่เลย”

ท่ามกลางเสียงหัวเราะเบา ๆ พ่ออวี๋ก็ยิ้มพลางพูดว่า “เจ้าห้าพูดจบแล้ว งั้นคนต่อไป...”

“ถึงตาเจ้าสี่แล้ว! พ่อ ถึงตาเจ้าสี่แล้วล่ะ” พี่เขยคนที่สองกับพี่เขยคนที่สามพูดพร้อมกันอย่างน่าแปลกใจ

อวี๋เซียงว่านปรายตาเหยียดเล็กน้อยใส่ทั้งสองคน แต่ก็ไม่ปฏิเสธ ลุกขึ้นรายงานอย่างกล้าหาญ…

กิจกรรมรายงานสิ้นปีประจำปีของครอบครัวอวี๋ลากยาวจนถึงตีสี่กว่า

อีกแค่ชั่วโมงสองชั่วโมง พอฟ้าสว่างก็ต้องเริ่มต้อนรับแขกตรุษจีนแล้ว

สมาชิกครอบครัวอวี๋รีบหาเวลาพักสายตากันชั่วครู่ เตรียมพร้อมกลับอำเภอหรือออกไปไหว้ตรุษจีนยามเช้า

อวี๋จื้อหมิงยังไม่มีวี่แววจะง่วง เดินออกมาที่ลานบ้าน

ท้องฟ้ายังเต็มไปด้วยดาว อากาศเย็นเยียบยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นควันประทัดและดอกไม้ไฟ

เสียงประทัดดังเป็นระยะ ๆ มาจากใกล้ไกลไม่ขาดสาย

อวี๋จื้อหมิงมองกู้ชิงหนิงที่เดินตามออกมา

“ข้างนอกอากาศเย็น เธอกลับไปนอนกับเสี่ยวเสวี่ยก่อนเถอะ น่าจะถึงสิบโมงสิบเอ็ดโมงถึงจะได้กลับเข้าอำเภอ”

กู้ชิงหนิงคล้องแขนเขาไว้แล้วยิ้ม “ไม่ง่วงเลย จื้อหมิง ไปเดินเล่นกันเถอะ”

อวี๋จื้อหมิงรับคำ “อืม” ก่อนจะจูงมือเธอออกจากลานบ้าน

เขาหยุดคิดนิดหนึ่ง แล้วพาเธอมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน

“ฉันพาเธอเดินเที่ยวหมู่บ้านตอนกลางคืนเอง”

เดินไปได้สิบก้าวกว่า อวี๋จื้อหมิงก้มลงเก็บกิ่งไม้ยาวเกือบเมตรหนึ่งจากข้างทาง

กู้ชิงหนิงหัวเราะ “วันตรุษจีนออกจากบ้านแล้วเก็บไม้ได้ ถือว่าเจอทรัพย์แน่เลยนะ จื้อหมิง ปีนี้โชคเรื่องเงินต้องพุ่งแน่ ๆ”

อวี๋จื้อหมิงถามกลับพลางยิ้ม “บ้านเธอก็มีความเชื่อแบบนี้ด้วยเหรอ?”

กู้ชิงหนิงพยักหน้า มองไปรอบ ๆ โดยอาศัยแสงไฟสลัวจากเสาไฟข้างทาง

“ฉันก็อยากเก็บทรัพย์บ้างล่ะ ปีนี้จะเริ่มทำธุรกิจเปิดบริษัท ถ้าไม่มีโชคลาภเรื่องเงินคงแย่แน่ ๆ”

อวี๋จื้อหมิงยื่นกิ่งไม้ให้เธอ “งั้นโชคของฉัน เอาไปเลย!”

ในจังหวะนั้นเอง ก็มีเสียงสุนัขเห่าดังขึ้นสองครั้งจากทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ตามด้วยเสียงร้องครวญ และเงียบหายไปทันที

อวี๋จื้อหมิงสีหน้าเปลี่ยนทันที

เขาฟังออกว่านั่นคือเสียงสุนัขที่ถูกรัดคออย่างกะทันหันจนร้องไม่ออก

ขโมยหมา!

ในชนบท คนที่ชาวบ้านเกลียดที่สุดมีสองประเภท หนึ่งคือคนลักพาตัวเด็ก สองคือขโมยหมา

แม้อวี๋จื้อหมิงจะไม่ใช่คนรักหมาแมว แต่เขาก็เกลียดขโมยหมาเข้าไส้

สุนัขบ้านที่ใช้เฝ้าบ้านยังจะขโมยกัน แถมเป็นคืนวันส่งท้ายปีอีก พวกนี้มันเลวจริง ๆ

“ชิงหนิง มีขโมยหมาอยู่ทางนั้น”

“เรากลับไปเรียกคน แล้วไปจับมันกันเถอะ”

พอได้ยินว่าจะได้มีเรื่องจับคน กู้ชิงหนิงก็ตื่นเต้นรีบวิ่งกลับบ้านทันที…

จบบทที่ บทที่ 645 ขโมยหมา

คัดลอกลิงก์แล้ว