- หน้าแรก
- เคล็ดวิชาเทพแห่งความตาย
- (ฟรี) ตอนที่ 176: สุริยันสีชาด
(ฟรี) ตอนที่ 176: สุริยันสีชาด
(ฟรี) ตอนที่ 176: สุริยันสีชาด
เมื่อมองอวี้เจวี๋ยอย่างลึกล้ำ เยวี่ยอวี๋ซานก็รีบส่งเสียงทางจิต "รีบไปรายงานท่านเจ้าคุณหยางเฟิงเร็ว!"
บัดนี้การปรากฏตัวของเจี้ยนอีได้ทำลายสมดุลลงโดยสิ้นเชิงแล้ว หากหยางเฟิงไม่ลงมือ ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นจะไม่มีผู้ใดเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้เลย
อวี้เจวี๋ยก็เข้าใจความร้ายแรงของเรื่องนี้ พยักหน้าเล็กน้อยแล้วก็แหวกอากาศจากไปในทันที
และหลังจากทราบฐานะของเจี้ยนอีแล้ว ศิษย์สำนักเทียนเจี้ยนทุกคนต่างก็คารวะเจี้ยนอีพร้อมกัน!
"คารวะผู้อาวุโส!"
ไม่ได้สนใจคนอื่นๆ สายตาของเจี้ยนอีจับจ้องไปที่เจี้ยนจิ่วไม่วางตา "เจ้าบนเส้นทางแห่งมรรคากระบี่ มีพรสวรรค์สูงส่งยิ่งนัก แต่ยังขาดความเข้าใจอยู่อีกเล็กน้อย!"
"ความเข้าใจรึ?" เจี้ยนจิ่วมีสีหน้าไม่เข้าใจ "ขอผู้อาวุโสโปรดชี้แนะ!"
เจี้ยนอียิ้มเล็กน้อย "เจ้ากับข้ามีวาสนาต่อกัน ข้าจะสอนบทเรียนให้เจ้าสักบท เจ้าจะเข้าใจได้มากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ส่วนตัวของเจ้าแล้ว!"
สิ้นเสียง เพียงเห็นเขาก้าวเท้าออกไป ร่างก็พลันปรากฏขึ้นบนสนามรบห่างออกไปหลายพันเมตรในทันที
บัดนี้เจี้ยนอีไพล่มือไว้ด้านหลัง อีกมือหนึ่งยื่นนิ้วชี้ออกมา ค่อยๆ กวาดผ่านท้องฟ้า
จากนั้น ภาพที่ทำให้ไม่อยากจะเชื่อก็เกิดขึ้น
พร้อมกับที่นิ้วนั้นของเขากวาดผ่าน บนท้องฟ้าก็พลันปรากฏเส้นบางๆ โปร่งใสเส้นหนึ่ง
เส้นบางๆ นั้นทอดยาวออกไปทั้งสองด้าน แทบจะในชั่วพริบตาก็ทะลุทะลวงฟ้าดิน เมื่อมองแวบแรก ก็ราวกับว่านิ้วนั้นได้ฉีกฟ้าดินออกเป็นสองส่วน!
ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้นคือ ภายใต้นิ้วนั้น ยังได้แยกเย่อู๋เต้าทั้งสี่คนที่กำลังต่อสู้อยู่ออกจากกันอย่างแรง
เจี้ยนเอ้อและเย่อู๋เต้าถูกพลังอันสูงส่งไร้เทียมทานผลักกลับไปยังสำนักเทียนเจี้ยน ส่วนผู้อาวุโสอ้วนผอมของสำนักเฮ่าหยวน กลับถูกพลังอันสูงส่งนั้นซัดกระเด็นไปอย่างแรง
หนึ่งนิ้วแยกฟ้าดิน แม้แต่จักรพรรดิทั้งสี่คนก็ยังไม่มีช่องทางที่จะต่อต้านได้เลยแม้แต่น้อยต่อหน้าเขา
"ผู้อาวุโสเจี้ยนอี แข็งแกร่งถึงระดับใดกันแน่?" มีศิษย์คนหนึ่งมองภาพนี้อย่างเหม่อลอย ใบหน้าเต็มไปด้วยความทึ่ง
"ข้าเคยได้ยินมาว่า เมื่อร้อยปีก่อนผู้อาวุโสเจี้ยนอีได้บรรลุมรรคไท่ซ่างลืมเลือนรัก พลังบำเพ็ญมรรคากระบี่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็ท่องเที่ยวไปทั่วสี่ทิศ ร้อยปีมานี้แทบจะไม่มีบันทึกการลงมือเลย บัดนี้ท่านผู้เฒ่าผู้นี้จะแข็งแกร่งเพียงใด เกรงว่าคงมีเพียงตัวเขาเองที่รู้!" ศิษย์สำนักเทียนเจี้ยนที่อาวุโสกว่าคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยแววรำลึกถึงอดีต
"นั่นมิได้หมายความว่า หากมีผู้อาวุโสเจี้ยนอีอยู่ วิกฤตของสำนักเทียนเจี้ยนเราในครั้งนี้ก็จะคลี่คลายได้รึ?" ศิษย์หน้าปรุคนหนึ่งที่ก่อนหน้านี้ต้องการจะสังหารซูหมิงเพื่อระงับความโกรธของสามสำนักเอ่ยขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดี
"เรื่องนี้บอกยาก!" ศิษย์สำนักเทียนเจี้ยนที่อาวุโสกว่าคนนั้นส่ายหน้า กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "สำนักเทียนเจี้ยนของเรามีผู้อาวุโสเจี้ยนอี แต่สำนักอื่นก็ใช่ว่าจะไม่มียอดฝีมือที่เทียบได้กับผู้อาวุโสเจี้ยนอี อีกอย่าง เบื้องหลังเรื่องนี้ยังมีหยางเฟิงแห่งองครักษ์สุริยันสีชาดอีกคน"
เมื่อเอ่ยถึงหยางเฟิงแห่งองครักษ์สุริยันสีชาด สีหน้าของคนจำนวนไม่น้อยก็พลันดูไม่ดีขึ้นมาทันที
บางคนในหมู่พวกเขาได้ไปชมการต่อสู้ที่เขาอวี้หลง ในการต่อสู้ครั้งนั้น นอกจากซูหมิงที่โดดเด่นตลอดการต่อสู้แล้ว
ที่เหลือที่ทำให้คนประทับใจ ก็คือพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งของหยางเฟิงนั่นเอง!
อาจกล่าวได้ว่า จักรพรรดิทั่วไปไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลย
"บ้าเอ๊ย ทั้งหมดเป็นเพราะซูหมิง!" ชายหน้าปรุที่พูดก่อนหน้านี้กล่าวอย่างดุร้าย "อย่างไรเสียเขาก็เป็นอันดับหนึ่งของการประลองใหญ่ที่เขาอวี้หลง หากเขาไม่ปฏิเสธ ตอนนี้เขาก็คงได้เป็นสมาชิกขององครักษ์สุริยันสีชาดไปแล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้น ท่านเจ้าคุณหยางเฟิงจะมาร่วมมือกับสามสำนักนั้นจัดการกับสำนักเทียนเจี้ยนของพวกเราได้อย่างไร?"
"ถูกต้อง ต้องเป็นซูหมิงผู้นั้นที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงไปทำให้ท่านเจ้าคุณหยางเฟิงโกรธแน่ๆ ในความคิดของข้า เขาคือตัวหายนะของสำนักเทียนเจี้ยนเรา มีเพียงสังหารเขาเสีย สำนักเทียนเจี้ยนของเราจึงจะปลอดภัย"
"สำนักประสบภัยใหญ่หลวง เขาไม่เพียงแต่จะไม่สละชีพเพื่อสำนัก ยังมานั่งดื่มชาดูเรื่องสนุกอยู่ข้างๆ อย่างสบายอารมณ์ บุตรศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ ไม่มีเสียยังจะดีกว่า!"
ทุกคนต่างพูดจาเซ็งแซ่ สถานการณ์กลับมาควบคุมไม่ได้อีกครั้ง!
"หนวกหู!"
ไม่ไกลออกไป ซูหมิงที่ได้ยินคำพูดเหล่านี้ก็หมดความอดทนในที่สุด สะบัดมือปัดเบาๆ
ปราณกระบี่ที่กว้างใหญ่ไพศาลและน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งฉีกกระชากห้วงมิติ จากนั้นก็ระเบิดออกท่ามกลางกลุ่มศิษย์สำนักเทียนเจี้ยนที่กำลังโห่ร้องเหล่านั้นโดยตรง
"อ๊า อ๊า อ๊า!"
ท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนอันน่าเวทนานับไม่ถ้วน ณ ที่นั้น พลันมีคนกลุ่มใหญ่ถูกปราณกระบี่ฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย!
"ซูหมิง เจ้าปฏิบัติต่อศิษย์ในสำนักเช่นนี้ เสียแรงที่เป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ของสำนักเทียนเจี้ยนเรา!" มีศิษย์ที่รอดชีวิตคนหนึ่งใบหน้าอาบเลือดคำรามออกมา
แต่เขายังพูดไม่ทันจบ ปราณกระบี่อีกสายหนึ่งก็กวาดผ่านไป
คนผู้นั้นยังไม่ทันได้ตั้งตัว ก็รู้สึกว่าระดับสายตาของตนเองกำลังลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว เมื่อได้สติ จึงเพิ่งจะพบว่าศีรษะของตนเองไม่รู้ว่าเมื่อใดได้หลุดออกจากคอไปแล้ว
"กุ๊ก กุ๊ก กุ๊ก!"
ศีรษะที่อาบเลือดนั้นในที่สุดก็ตกลงบนพื้น กลิ้งไปราวกับลูกบอล
"ซูหมิงข้าไม่ใช่คนใจบุญสุนทานอะไรนักหรอกนะ" ซูหมิงถือถ้วยชาลุกขึ้นจากเก้าอี้เอนหลัง มองไปรอบๆ ทุกคนด้วยสีหน้าดูแคลนแล้วกล่าวว่า "ไม่ว่าพวกเจ้าจะเป็นใคร ในเมื่อคิดจะสังหารข้า ก็ควรจะเตรียมตัวตายไว้ได้แล้ว!"
เมื่อสัมผัสได้ถึงลมปราณที่เย็นเยียบบนร่างของซูหมิง เหล่าศิษย์ต่างก็เงียบกริบราวกับจั๊กจั่นในฤดูหนาว
ดูเหมือนว่าในชั่วพริบตานี้เอง พวกเขาจึงเพิ่งจะนึกถึงความน่าเกรงขามอันดุร้ายแต่เดิมของซูหมิงได้
ใช่แล้ว บุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ของพวกเขา ไม่เคยเป็นคนที่่จะต่อกรได้ง่ายๆ เลยแม้แต่น้อย!
ในขณะเดียวกัน ผู้อาวุโสอ้วนผอมของสำนักเฮ่าหยวนหลังจากสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของเจี้ยนอีแล้ว ก็หมดกำลังใจที่จะต่อสู้ในทันที หันหลังเตรียมจะหนี!
"ในเมื่อมาแล้วก็จงอยู่ที่นี่เสีย!" เจี้ยนอีกล่าวเสียงเย็นชา "สำนักเทียนเจี้ยนของข้ามีวิถีการต้อนรับแขกของสำนักเทียนเจี้ยน ในเมื่อมาถึงสำนักเทียนเจี้ยนของข้าแล้ว ก็จงฝังร่างไว้ที่นี่เสียเถอะ!"
สิ้นเสียง เพียงเห็นเจี้ยนอีชี้นิ้วออกไป
ปราณกระบี่สองสายฉีกกระชากห้วงมิทันที พุ่งเข้าใส่ผู้อาวุโสอ้วนผอมทั้งสองคนอย่างแรง
ปราณกระบี่สั่นสะท้าน ห้วงมิติสั่นไหว ในปราณกระบี่ทั้งสองสายนี้ แผ่ซ่านไปด้วยลมปราณที่ยากจะต้านทานได้
"เจ้าสำนัก ช่วยพวกเราด้วย!"
ด้วยความตกใจสุดขีด ผู้อาวุโสอ้วนผอมทำได้เพียงตะโกนขอความช่วยเหลือจากเยวี่ยอวี๋ซานเสียงดัง!
ไม่ไกลออกไป เยวี่ยอวี๋ซานที่ได้ยินคำพูดนั้นกลับยืนนิ่งไม่ไหวติง
ช่วยคนรึ?
อย่ามาล้อเล่นกันหน่อยเลย
เพียงแค่ความรุนแรงของปราณกระบี่สองสายนี้ เยวี่ยอวี๋ซานรู้สึกว่าหากตนเองเข้าไปก็คงต้องร้องขอความช่วยเหลือเช่นกัน
"วูม!"
แต่ในวินาทีต่อมา บนฟากฟ้าก็พลันมีแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ดังขึ้น
จากนั้น ลำแสงศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งสายหนึ่งก็พุ่งลงมาจากช่องว่างของสำนักเทียนเจี้ยนอย่างฉับพลัน ปะทะเข้ากับปราณกระบี่ทั้งสองสายนั้นอย่างแรง
"ครืนนน!"
พร้อมกับเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเทพเจ้าตีกลองศึก ณ ที่นั้นก็เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง
แสงสว่างที่เจิดจ้าและปราณกระบี่ที่สับสนอลหม่านปลิวกระจายไปทั่วทิศ เพียงแค่แรงระเบิดที่เหลืออยู่ ก็ทำให้ผู้ฝึกตนขั้นประตูสวรรค์รู้สึกเสียวสันหลังวาบแล้ว
"สุริยันสีชาด!" เมื่อเห็นภาพนี้ซูหมิงก็พึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความซับซ้อน!
เมื่อมองตามสายตาของเขาไป ก็เห็นลูกบอลแสงที่ร้อนแรงขนาดมหึมาลูกหนึ่งลอยนิ่งอยู่บนฟากฟ้า
ลูกบอลแสงนั้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางราวสิบกว่าเมตร บนนั้นเต็มไปด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ที่รุนแรงหลากหลายสีสัน ราวกับดวงอาทิตย์ขนาดเล็กดวงหนึ่ง
"สุริยันสีชาดรึ?" เสวี่ยชิงโหรวกล่าวอย่างประหลาดใจเล็กน้อย "ท่านบุตรศักดิ์สิทธิ์ นั่นคืออะไรหรือเจ้าคะ?"
ซูหมิงกล่าวเสียงเคร่งขรึม "สิ่งที่เรียกว่าสุริยันสีชาดนั้น คืออาวุธวิเศษที่อดีตจักรพรรดิเทพสุริยันสีชาดองค์ก่อนสร้างขึ้นมาเพื่อองครักษ์สุริยันสีชาดโดยเฉพาะ เมื่อใช้เคล็ดวิชาเฉพาะกระตุ้น จะสามารถปลดปล่อยพลังที่แข็งแกร่งไร้เทียมทานออกมาได้"
"เช่นนั้นก็หมายความว่า นี่เป็นฝีมือของทูตองครักษ์สุริยันสีชาดหยางเฟิงรึเจ้าคะ?" เสวี่ยชิงโหรวกล่าวด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
ซูหมิงหัวเราะเยาะเย้ย "ม่านเปิดฉากแล้ว ผู้ที่ขึ้นเวทีก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ..."