- หน้าแรก
- ระบบจัดส่งข้ามกาลเวลา
- (จบบริบูรณ์)ระบบจัดส่งข้ามกาลเวลา ตอนที่ 290 มหาศึกทะเลโกลาหล
(จบบริบูรณ์)ระบบจัดส่งข้ามกาลเวลา ตอนที่ 290 มหาศึกทะเลโกลาหล
(จบบริบูรณ์)ระบบจัดส่งข้ามกาลเวลา ตอนที่ 290 มหาศึกทะเลโกลาหล
ระบบจัดส่งข้ามกาลเวลา ตอนที่ 290 มหาศึกทะเลโกลาหล
ทะเลโกลาหลเดือดพล่านดุจน้ำแกง หลี่มู่เหยียบคลื่นหมื่นจั้งยืนตระหง่านกลางอากาศ
ผู้ครองเกาะเถาวัลย์มารในร่างมารพันจั้งเหยียดกายจนฟ้าดินปริแยก แปดแขนถืออาวุธมารโลหิตสังหาร เกล็ดสีแดงเข้มมีลวดลายไหลเวียนดุจลาวา
“ค่ายกลดาบสวรรค์วิวัฒน์!” หลี่มู่ชี้นิ้วประกบเป็นกระบี่ เบื้องหลังปรากฏแสงกระบี่หนึ่งแสนแปดพันสาย
เงากระบี่แต่ละสายล้วนห่อหุ้มด้วยพลังแห่งดวงดาว กลายเป็นธารดาราพร่างพรายพาดผ่านผืนฟ้า
วินาทีที่ปราณกระบี่และอาวุธมารปะทะกัน ห้วงมิติแตกละเอียดเป็นชิ้น ๆ ดุจแก้วเผยมิติโกลาหลที่ปั่นป่วนอยู่เบื้องหลัง
ผู้ครองเกาะเถาวัลย์มารคำรามก้องฟ้า ทวารทั้งเจ็ดพ่นเปลวไฟมารสีดำทะมึน “มดปลวกกระจ้อยร่อย ยังกล้าต่อกรฟ้าดิน!”
ร่างมารพลันยุบตัวลงอย่างรวดเร็ว น้ำทะเลในรัศมีพันลี้ม้วนตัวย้อนกลับถูกดูดกลืนสู่ความว่างเปล่า
อาภรณ์ของหลี่มู่สะบัดปลิวอย่างแรงกล้า กลางหว่างคิ้วปรากฏอักขระเต๋าสีทองสุกปลั่ง “คุกอสนีเก้าสวรรค์!”
นอกเก้าสวรรค์บังเกิดน้ำตกอัสนีสีม่วงทอง อสนีบาตควบแน่นเป็นอสูรสายฟ้าบรรพกาลฉีกกระชากหลุมดำ
ผู้ครองเกาะเถาวัลย์มารปรากฏร่างแท้จริงท่ามกลางแสงอัสนี แท้จริงแล้วคือมังกรกระดูกหมื่นจั้ง กระดูกสันหลังแต่ละข้อลุกไหม้ด้วยอัคคีภูตใต้พิภพ ปลายหางตวัดผ่านที่ใด ห้วงมิติพลันแข็งตัวปรากฏรอยแยกร้าวคล้ายใยแมงมุม
มุมปากของหลี่มู่มีโลหิตไหลซึม สองมือผสานผนึกต้องห้ามบรรพกาล “เปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์เผาสวรรค์!”
ทวารทั้งเจ็ดพร้อมกันพ่นเปลวเพลิงโปร่งใส เปลวเพลิงนี้ไม่เผาผลาญกายเนื้อ แต่เผาผลาญเฉพาะจิตวิญญาณ
ผู้ครองเกาะเถาวัลย์มารกรีดร้องโหยหวนจนดวงดาวสั่นสะเทือน กระดูกมังกรแหลกสลายเป็นเถ้าถ่านทีละนิ้วในเปลวเพลิงบริสุทธิ์
ในวาระสุดท้าย หัวมังกรพลันระเบิดออกกลายเป็นวิญญาณแค้นนับล้านดวง ทว่ากลับถูกหลี่มู่สะบัดแขนเสื้อเก็บเข้าไปในน้ำเต้าหลอมวิญญาณหยินหยาง
พลันปรากฏลำแสงโกลาหลจากฟากฟ้า กระดูกทั่วร่างของหลี่มู่ส่งเสียงดุจหยกกระทบกัน
ปราณแท้จริงควบแน่นเป็นบัวมรกตเก้าชั้นรองรับร่าง สามบุปผาประชุมยอด ห้าปราณหวนคืนสู่ต้นกำเนิด ในที่สุดก็ทะลวงสู่ขอบเขตไร้ลักษณ์คืนสู่แก่นแท้
เขามองดูปราณโกลาหลที่ไหลเวียนในฝ่ามือ พลันบังเกิดความเข้าใจแจ้ง นี่ต่างหากคือจุดเริ่มต้นที่แท้จริง
มิติโกลาหลไร้ทิศทาง ไร้กาลเวลา
หลี่มู่นั่งขัดสมาธิในความว่างเปล่า ในห้วงสมุทรแห่งสติปัญญาปรากฏความทรงจำจากการบำเพ็ญเพียรนับพันปี ภาพการต่อสู้อย่างดุเดือดกับฝูงอสูรในแคว้นต้าฮวง ภาพการใช้กระบี่สังหารมารในใจที่สำนักตงเหยียน ภาพการข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์กำเนิดใหม่ในทะเลเก้าอเวจี
ภาพมายานับไม่ถ้วนพลันหยุดนิ่ง กลายเป็นเศษแก้วผลึกประกอบขึ้นใหม่
เขาเห็นฝ่ามือตนเองเมื่อสามขวบยามจับกระบี่ครั้งแรกมีรอยประทับแห่งเต๋า ซึ่งมีลวดลายเหมือนกับบัวมรกตโกลาหลที่เพิ่งควบแน่นขึ้นมาทุกประการ
“เป็นเช่นนี้นี่เอง”
หลี่มู่หัวเราะเบา ๆ ปล่อยให้สติจมดิ่งสู่ความมืดมิด เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ลมภูเขาพัดปะทะใบหน้า น้ำค้างยามเช้าชโลมอาภรณ์เต๋าผ้าหยาบจนเปียกชื้น เบื้องล่างหน้าผาคือทะเลเมฆคลื่นเคล้าคลอไกลออกไปได้ยินเสียงระฆังยามเช้า นั่นคือยอดเขาเดียวดายที่เขามาถึงครั้งแรกเมื่อสามร้อยปีก่อน ณ สำนักตงเหยียน
ปลายนิ้วยังคงหลงเหลือความรู้สึกร้อนผ่าวของบัวมรกตโกลาหล หลี่มู่มองรอยประทับดอกบัวที่ปรากฏเลือนรางในฝ่ามือ พลันหัวเราะเสียงดังลั่น เสียงหัวเราะปลุกวิหควิญญาณทั่วทั้งขุนเขาให้ตื่นตระหนก ยามกระพือปีก ขนที่ร่วงหล่นสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเช้าเป็นประกายสีทอง ราวกับยามเช้าเมื่อหลายร้อยปีก่อน
เมื่อเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์เผาสวรรค์ลุกลามถึงกระดูกสันหลังของมังกรกระดูก อัคคีภูตใต้พิภพพลันกลายเป็นใบหน้ามนุษย์ร่ำไห้นับหมื่นพัน
เศษเสี้ยววิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรที่ถูกกลืนกินบิดเบี้ยวในเปลวเพลิง ทุกใบหน้าสะท้อนภาพสหายรักและศัตรูคู่อาฆาตในอดีตของหลี่มู่ แตกสลาย!
หลี่มู่ใช้นิ้วลูบผ่านดวงตาทั้งสองข้าง ในนัยน์เนตรทองคำปรากฏกงล้อสีทอง หลอมรวมวิญญาณแค้นจนกลายเป็นสายฝนแห่งแสงสว่างโปรยปรายไปทั่วฟ้า
การโจมตีเฮือกสุดท้ายของผู้ครองเกาะเถาวัลย์มารทำให้เมฆหมอกพันลี้แตกกระจาย ลาวาใต้ทะเลลึกหอบหิ้วซากกระดูกของสัตว์อสูรบรรพกาลพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้า
เสียงสะท้อนจากฟ้าดินในชั่วขณะที่ทะลวงขอบเขต ทำให้หลี่มู่มองเห็นแก่นแท้ของโลก ธารพลังปราณวิญญาณที่ไหลเชี่ยวกรากในเส้นชีพจรของเขานั้น สั่นสะเทือนสอดประสานกับกระแสคลื่นของทะเลโกลาหล กลีบบัวมรกตแต่ละกลีบใต้เท้าของเขาล้วนแสดงถึงการเกิดดับของเต๋าและวิถี ในใจกลางบัวปรากฏมุกโกลาหลที่ลอยเด่นอยู่ ภายในนั้นมีหน้าผาที่คล้ายกับของสำนักตงเหยียนกำลังหมุนวนอยู่เลือนราง
ในมิติโกลาหลไร้ซึ่งประสาทสัมผัสทั้งห้า มีเพียงสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ที่ล่องลอยไปในแม่น้ำอันไร้ที่สิ้นสุด
หลี่มู่เห็นใบไม้จากต้นอู๋ถงที่เขาฟันร่วงเมื่อครั้งจับกระบี่เป็นครั้งแรก บัดนี้กำลังหมุนเวียนผ่านสี่ฤดู ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งในทวีปหลิงหวู่
ผู้บำเพ็ญมารที่ถูกเขาสังหารเมื่อหลายร้อยปีก่อน เศษเสี้ยววิญญาณของมันกลับร่ำไห้อยู่ในพิธีกรรมฟื้นคืนชีพของผู้ครองเกาะเถาวัลย์มาร
เมื่อเส้นสายแห่งบุพเพกรรมทั้งหมดบรรจบกันเป็นวงจร ในที่สุดเขาก็ได้ยินเสียงระฆังจากต้นกำเนิดของแม่น้ำแห่งกาลเวลา
สำนักตงเหยียนในส่วนลึกของความฝัน ท่ามกลางสายหมอกยามเช้าลอยกลิ่นโอสถอันคุ้นเคย
หลี่มู่ลูบคลำที่เอว กระบี่ทองสัมฤทธิ์โบราณที่เคยร่วมสังหารอสูรนอกพิภพกับเขา บัดนี้กลับกลายเป็นกระบี่ไม้เมื่อครั้งแรกเข้าสำนัก
ต้นสนคอเอียงริมหน้าผายังคงมีรอยสลักจากการฝึกกระบี่เมื่อครั้งนั้น เพียงแต่บัดนี้ ตัวเลขที่เอียงเฉนั้นกลับมีทิศทางเดียวกับก้านของบัวมรกตโกลาหลทุกประการ
บนทางเดินภูเขามีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังมา เด็กสาวในชุดสีเขียวประคองตะกร้าโอสถเดินเลี้ยวผ่านโขดหิน
นั่นคือศิษย์น้องหญิงที่ตกหน้าผาเมื่อครั้งออกไปเก็บหญ้าเก้าตายหวนวิญญาณในตอนเริ่มต้นของการบำเพ็ญเต๋า บัดนี้กลับมีชีวิตยืนอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเช้า
“ศิษย์พี่มาบำเพ็ญกระบี่ที่นี่อีกแล้วหรือ?”
ดอกมู่จิ่นที่ประดับอยู่ข้างขมับของเด็กสาวซ้อนทับกับดอกที่เหี่ยวเฉาในความทรงจำ หลี่มู่พลันมองเห็นอย่างชัดเจนว่าในแววตาของนางนั้นมีสีแก้วผลึกอันเป็นเอกลักษณ์ของเปลวศักดิ์สิทธิ์เผาสวรรค์ไหลเวียนอยู่
ในห้วงสมุทรแห่งสติปัญญาลึกล้ำดังเสียงกระจกแตกละเอียด เมื่อหลี่มูจ้องมองดอกบัวในฝ่ามืออีกครั้ง ก็พบว่าขอบรอยประทับนั้นมีรอยแตกละเอียดเล็ก ๆ ปรากฏขึ้น เหมือนกับรอยแยกห้วงมิติที่ถูกเปลวศักดิ์สิทธิ์เผาไหม้ทะลวงผ่านยามที่ผู้ครองเกาะเถาวัลย์มารดับสูญ ในทะเลเมฆเบื้องไกลปรากฏเงาเลือนรางของบัวมรกตโกลาหลโปร่งแสง ซ้อนทับกับแท่นบัวใต้เท้าเมื่อครั้งทะลวงขอบเขตได้อย่างสมบูรณ์แบบ ราวกับว่าโลกทั้งใบเป็นเพียงภาพมายาที่ก่อกำเนิดจากใจกลางบัว
เสียงระฆังดุจคลื่นทะเลพลันถาโถมมาจากทุกทิศทุกทาง รอบกายหลี่มู่ปรากฏระลอกคลื่นแห่งมิติ
ภาพสุดท้ายที่เหลือบเห็น คือกลีบดอกมู่จิ่นที่ร่วงหล่นจากเรือนผมของศิษย์น้องหญิง บนนั้นสะท้อนภาพนัยน์เนตรแนวตั้งสีแดงฉานของผู้ครองเกาะเถาวัลย์มารอย่างชัดเจน
จนกระทั่งถึงบัดนี้ หลี่มู่จึงได้แสดงพลังที่แท้จริงของตนออกมาอย่างแท้จริง
หลายปีที่ผ่านมา ผู้ที่สามารถทำให้เขาปลดปล่อยพลังทั้งหมดโดยไม่เหลือเร้น คงมีเพียงคนตรงหน้าผู้นี้เท่านั้น
อันที่จริงแล้ว เขามักจะนิยามพลังของตนเองอย่างคลุมเครืออยู่เสมอ หรืออาจเป็นเพราะเส้นทางการบำเพ็ญเพียรของเขานั้นราบรื่นเกินไป
ระบบของเขากำหนดไว้ว่า เพียงแค่เขาจัดส่งตนเองไปยังอดีต เขาก็สามารถข้ามผ่านกาลเวลาอันยาวนาน เพลิดเพลินกับผลลัพธ์ที่ดีที่สุดได้โดยตรง
เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างสงบลง หลี่มู่มองดูกองซากปรักหักพัง มองดูเศษเสี้ยวแห่งบุพเพกรรมที่ร่วงหล่นลงมาอย่างต่อเนื่อง
เขาสะบัดมือครั้งใหญ่ เบื้องหน้าปรากฏรอยแยกของมิติ
เขาค่อย ๆ ก้าวเข้าไปในรอยแยกมิตินั้น
เขาย่างเท้าไปในความโกลาหลอันว่างเปล่า ทุกย่างก้าวที่เขาเดินผ่าน สิ่งของทุกชิ้นที่เขาเคยจัดส่งไปเมื่อครั้งบรรพกาล ค่อย ๆ ส่องประกายระยิบระยับอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา ระบบของเขาคือการจัดส่งไปยังอดีตกาล ในที่สุดก็กลับคืนสู่กาลเวลาของตนเอง หยิบยืมอดีต หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งบุพเพกรรมในอดีตกาล แล้วตนเองก็เพลิดเพลินกับผลลัพธ์ในอนาคต
โดยไม่รู้ตัว หลี่มู่กลับมายังทวีปหลิงหวู่ แคว้นต้าฮวง สำนักตงเหยียน
เขายืนอยู่บนหน้าผาของสำนักตงเหยียน มองย้อนกลับไปยังห้วงมิติอันว่างเปล่า ไม่รู้ว่ามองอยู่นานเท่าใด และไม่รู้ว่ากำลังมองหาสิ่งใด
ทันใดนั้น เสียงอันว่างเปล่าและสงบเยือกเย็นก็ทำลายความเงียบงันในการเหม่อมองของหลี่มู่
“ศิษย์พี่ ท่านกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ”
หลี่มู่หันกลับไป ก็เห็นเด็กสาวในชุดกระโปรงสีเขียว ยิ้มแย้มมองตนเอง ดวงตาโค้งมน งดงามดุจสายน้ำและความฝัน
[จบบริบูรณ์]
สรุปตามที่ผู้แปลเข้าใจ: เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น คือการจัดส่งตัวเองข้ามกาลเวลาของหลี่มู่ ที่จัดส่งไปโดยไม่รู้ตัวและมีระบบจัดส่งอีกทอด ตอนนี้เขากลับมาในเส้นเวลาหลักของจริงแล้ว