- หน้าแรก
- ยอดนักปรุงยาหลอมยอดฝีมือ
- บทที่ 261 บ้าดีเดือด
บทที่ 261 บ้าดีเดือด
บทที่ 261 บ้าดีเดือด
หลังจากที่เย่จือชิวพูดจบ สถานการณ์ก็ดูเหมือนจะกลับมาชะงักงันอีกครั้ง
ด้วยความสามารถของเสวี่ยหนิงและเย่จือชิวในตอนนี้ การหลอมโอสถโพธิ์ฝ่าอุปสรรคในระดับกลางหรือระดับสูงไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก
ปัญหาคือ ยาโพธิ์ฝ่าอุปสรรคในระดับเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่ส่งผลใดๆ ต่อผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลเฟิ่ง
ถึงจะกินมากขึ้นก็ไม่ช่วยอะไร มีแต่จะเป็นโทษ
หากผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลเฟิ่งถึงแก่ชีวิต ตระกูลเฟิ่งคงทำอะไรพวกเขาไม่ได้มาก
แต่พวกเขาก็คงรู้สึกผิดไม่น้อย
"เราควรทำอย่างไรดี? จำเป็นต้องหลอมโอสถโพธิ์ฝ่าอุปสรรคระดับเหนือชั้นจริงๆ หรือ? แต่มันยากเหลือเกินถ้าพวกเราทำกันเองแค่นี้" ไป๋ชิวถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ครั้งนี้มีแค่เสวี่ยหนิงกับเย่จือชิวที่หลอมโอสถ ส่วนเขากับซูจิ้งเจินก็แทบจะมาเป็นไม้ประดับ ช่วยอะไรได้ไม่มากนัก
"รอสักครู่ ให้ข้าคิดก่อน!" เย่จือชิวขมวดคิ้ว ความคิดสับสนวุ่นวาย
นางหวนนึกถึงความรู้ทั้งหมดที่มี ทุกแง่มุมของวิชาหลอมโอสถที่อาจารย์เคยสอน
แต่ก็ไม่มีอะไรที่จะช่วยแก้ปัญหาที่เผชิญอยู่ได้
นางไม่รู้มากนักเกี่ยวกับยาโพธิ์ฝ่าอุปสรรค อีกทั้งไม่รู้วิธีใช้ยาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ซูจิ้งเจินก้าวเข้าไปใกล้ผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลเฟิ่งอีกสองก้าว
ความคิดที่จะรับเอารอยพิษแม่ม่ายชมพูบนอกของผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลเฟิ่งมาไว้ที่ตัวเองนั้น ยิ่งนานยิ่งสลัดไม่หลุด
ในขณะที่เย่จือชิวและคนอื่นๆ พยายามหาทางแก้ไข ซูจิ้งเจินก็ไม่ได้อยู่เฉย
พลังโลหิตจากจุดลับทั้งห้าในร่างของเขาพลันปะทุขึ้น ห่อหุ้มรอยพิษแม่ม่ายชมพูบนอกของเขาเอาไว้
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ใช้พลังโลหิตขับไล่ตรานั้นออกไปโดยตรง
'ด้วยระดับกายเนื้อทองของข้าในตอนนี้ การจะต้านพิษของพิษแม่ม่ายชมพูระดับหกหรือสูงกว่านั้น คงเป็นแค่ความฝัน
แต่จุดลับในร่างมนุษย์นั้นต่างออกไป แต่ละจุดลับเป็นบ่อพลังไร้ขอบเขต เป็นความลับพื้นฐานของเหล่ามนุษย์
หากข้าสามารถขับรอยพิษแม่ม่ายชมพูนี้เข้าไปในจุดลับที่เปิดแล้ว บางทีอาจจะข่มมันเอาไว้ได้!'
วิชาบำเพ็ญร่างกายนั้นหายาก
ส่วนวิธีใช้จุดลับในร่างมนุษย์ยิ่งอยู่ไกลเกินเอื้อมของซูจิ้งเจินในตอนนี้
ความคิดนี้เป็นเพียงจินตนาการของเขาเอง ไม่เคยมีใครทำมาก่อน
แต่เมื่อนิ้วทองของเขาทำงานแล้ว เขาเพียงแค่ต้องอยู่รอดและสะสมคะแนนต่อหน้าคนที่มีผลประโยชน์ร่วมกันเหล่านี้เพื่อเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
และก็เพราะการมีอยู่ของนิ้วทองนี้เอง ที่กระตุ้นจิตวิญญาณนักผจญภัยในตัวเขา
เมื่อมีความคิดนี้แล้ว ถ้าไม่ลงมือทำและลองดู ความอยากรู้อยากเห็นก็จะทำให้เขาไม่มีความสุข
ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีสำหรับการบำเพ็ญเพียร
ในขณะที่เย่จือชิวและเสวี่ยหนิงยังคงถกเถียงหาทางแก้ไข ซูจิ้งเจินก็มีความคืบหน้าแล้ว
เขารู้สึกได้ชัดว่าเมื่อควบคุมพลังโลหิตในร่างกายให้ล้อมรอบ รอยพิษแม่ม่ายชมพูก็สามารถเคลื่อนย้ายได้!
มันถูกดันไปทางจุดชานจง เหมือนหมูที่ถูกต้อนไป
ทั้งกระบวนการราบรื่นกว่าที่ซูจิ้งเจินคาดไว้มาก
แต่เขาก็รู้ว่านี่อาจเป็นเพราะรอยพิษแม่ม่ายชมพูบนตัวเขาเป็นแค่ระดับสอง
เขาไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าพยายามเคลื่อนย้ายรอยพิษแม่ม่ายชมพูระดับหกบนตัวผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลเฟิ่ง
แต่ในตอนนี้ อย่างน้อยเขาก็พิสูจน์แล้วว่าความคิดก่อนหน้านี้ถูกต้อง
จุดลับที่เปิดแล้วในร่างมนุษย์มีผลในการข่มพิษของแมงมุมแม่ม่ายชมพูจริงๆ
รอยพิษแม่ม่ายชมพูที่จุดชานจงตอนนี้ไม่ขยับเขยื้อนเลย
และซูจิ้งเจินดูเหมือนจะรู้สึกถึงความหวาดกลัวที่แผ่ออกมาจากรอยพิษได้อย่างชัดเจน
'ข้าเปิดจุดลับในร่างมนุษย์ไปห้าแห่งแล้ว ถ้าดำเนินการอย่างถูกต้อง ข้าก็น่าจะกดรอยพิษแม่ม่ายชมพูนี้ไว้ได้ห้าจุด แม้จะไม่สามารถข่มมันได้สมบูรณ์ แต่อย่างน้อยมันก็ไม่ควรฆ่าข้าได้ในทันที' ซูจิ้งเจินพึมพำกับตัวเอง
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เขารู้ว่าตราบใดที่สิ่งนี้ไม่สามารถฆ่าเขาได้ในทันที เขาก็จะหาทางแก้ไขมันได้ในที่สุด
และทั้งหมดนี้ก็เพราะเขาอยากได้พลังของพิษแม่ม่ายชมพูมากเกินไป
สำหรับเขาในตอนนี้ ตราบใดที่ไม่ตาย เขาก็สามารถยอมรับกระบวนการที่เจ็บปวดที่สุดได้
อย่างไรเสีย เขาก็เคยกลืนน้ำยาเสริมกายโดยตรงมาแล้ว
"พี่สาวเย่ บางทีพวกเราอาจจะลองหลอมโอสถโพธิ์ฝ่าอุปสรรคระดับชั้นเลิศต่อไป
พวกเรายังมีตัวยาเหลืออยู่อีกมาก และบางทีถ้าโชคดี เราอาจจะสำเร็จก็ได้" เสวี่ยหนิงพูด เมื่อเห็นว่าเย่จือชิวดูหดหู่เล็กน้อย
ตอนนี้พวกเขาคิดหาทางแก้อื่นไม่ออก ก็ได้แต่ลองหลอมโอสถก่อน
ไม่ว่าชะตากรรมใดจะรอผู้อาวุโสใหญ่ตระกูลเฟิ่งในที่สุด อย่างน้อยพวกเขาก็ได้พยายามแล้ว
เย่จือชิวถอนหายใจลึกแต่พยักหน้าเห็นด้วย
"ตกลง น้องเสวี่ยหนิง เจ้าเป็นคนนำการหลอมโอสถครั้งนี้ ข้าจะช่วยเจ้าเอง!"
หญิงสาวทั้งสองเริ่มเข้าสู่สภาวะหลอมโอสถทันที เริ่มหลอมโอสถโพธิ์ฝ่าอุปสรรครอบใหม่
ในขณะเดียวกัน ซูจิ้งเจินก็โยนกริชให้ไป๋ชิวที่กำลังว่างอยู่
"สหายไป๋ งานเจาะเลือดเป็นของท่าน" เขาพูด
ไป๋ชิวรับกริชโดยสัญชาตญาณ มองซูจิ้งเจินด้วยความประหลาดใจ
ซูจิ้งเจินยิ้ม "อยู่ดีๆ ข้า ก็รู้สึกว่าไม่อยากพลาดโอกาสใช้ตาธารวิญญาณ*นี้หล่อเลี้ยงร่างกาย
(ขอเปลี่ยนสายวิญญาณเป็นธารวิญญาณนะครับ จะได้ไม่สับสน. ส่วนคำว่าตาในที่นี้ถ้าผู้อ่านงง ให้นึกถึงตาพายุครับ)
ไม่อย่างนั้นงานนี้คงน่าเบื่อ ข้าเห็นว่าท่านเองก็ค่อนข้างเบื่อเช่นกัน"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋ชิวก็กำกริชแน่นและพูดกับซูจิ้งเจิน "วางใจเถอะ สหายซู ข้าจะจัดการเอง จะไม่มีความผิดพลาดใดๆ"
เขาก็เบื่อจริงๆ และตอนนี้ที่ซูจิ้งเจินให้งานเขาทำ เขาก็ดีใจมาก
จากนั้นซูจิ้งเจินก็เริ่มฝึกท่า "พลังเกล็ดนาคา"
อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้ฝึกฝนเพื่อเสริมสร้างพลังในสภาพแวดล้อมนี้อย่างที่อ้าง
เขาเพียงต้องการใช้วิธีนี้เพื่อทำให้จิตใจสงบนิ่งอย่างสมบูรณ์
ในชั่วโมงถัดมา เสวี่ยหนิงและเย่จือชิวต่างพยายามหลอมโอสถให้ได้คุณภาพสูงสุด
แต่อาจเพราะความเร่งรีบ พวกนางล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ตัวยาต้องสูญเปล่า
แต่พวกนางก็ไม่ยอมแพ้ และไป๋ชิวก็ยังคงมีสมาธิสูง
ไม่มีใครสังเกตเห็นสภาวะของซูจิ้งเจิน
ในเวลานี้ ซูจิ้งเจินได้หยุดฝึก "พลังเกล็ดนาคา" แล้ว
เมื่อจิตใจของเขาเข้าสู่สภาวะสงบนิ่งอย่างสมบูรณ์ เขาพยายามแบ่งรอยพิษแม่ม่ายชมพูที่ถูกกดไว้ที่จุดชานจงออกเป็นห้าส่วน
พลังโลหิตในจุดชานจงดูเหมือนจะไม่มีวันหมดสิ้นและอุดมสมบูรณ์
ขณะที่เขาควบคุมพลังโลหิตนี้ เขาข่มและตัดรอยพิษแม่ม่ายชมพูเหนือจุดชานจง
เขาระมัดระวังอย่างยิ่งตลอดกระบวนการ
รอยพิษแม่ม่ายชมพูในร่างกายเขานั้นค่อนข้างเปราะบางสำหรับเขา
เขากลัวว่าถ้าไม่ระวัง เขาอาจทำลายมันจนหมดสิ้น
หากผู้บำเพ็ญตนตนทั่วไปเห็นเขาทำเช่นนี้ พวกเขาคงจะตกตะลึงหรือไม่ก็คิดว่าเขาบ้าไปแล้ว