เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 89 - เสียงคำรามสีชาด (1)

บทที่ 89 - เสียงคำรามสีชาด (1)

บทที่ 89 - เสียงคำรามสีชาด (1)


บทที่ 89 - เสียงคำรามสีชาด (1)

[คุคุค มันเป็นเขา]

[คนใหม่มาแล้ว]

ในวินาทีที่ฉันเริ่มการสำรวจชั้นที่ 36 ฉันก็ได้ใจเย็นลงไปจากเสียงกระซิบที่ได้ยิน ทางเดินมันกว้างมากกว่าปกติและผนังต่างๆก็มีแม้แต่หน้าต่างให้ฉันได้มองเห็นด้านนอกดันเจี้ยน

นี่มันเป็นครั้งแรกที่มีหน้าต่างอยู่ในดันเจี้ยน นอกจากนี้นอกหน้าต่างออกไปเป็นท้องฟ้าสีม่วงดำและดวงจันทร์สีม่วง ฉันได้ไปสัมผัสดูที่น่าต่างด้วยความสงสัยอยากรู้เกี่ยวกับภายนอกดันเจี้ยน แต่แล้วฉันก็ตระหนักได้ว่าฉันไม่สามารถจะทำลายหน้าต่างได้ด้วยพลังในตอนนี้ ไม่ว่าฉันจะทำยังไงก็ตาม

สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือเสียงที่ฉันได้ยิน ฉันได้มองไปรอบๆอีกครั้งหนึ่ง ฉันเห็นบางสิ่งบางอย่างที่จางๆสะท้อนอยู่ในหน้าต่าง ฉันได้ปิดตาลงและพยายามตรวจหาตำแหน่งในบริเวณใกล้เคียงนี้ แต่แล้วฉันกลับไม่รู้สึกถึงอะไรเลย มันเกือบจะเหมือนกับในเวลาที่ฉันขึ้นไปที่ชั้นที่ 6 ข้อแตกต่างกันก็คือในตอนนี้ฉันไม่เห็นอะไรเลย

อย่างไรก็ตามฉันได้เตรียมพร้อมสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นแบบนี้แล้ว

"ไพก้า"

[คลื่นสายฟ้า!]

ไพก้าได้ปล่อยคลื่นออกมาจากพัดของเธอและคลื่นรัศมีสีทองนั้นก็ได้กระจายออกไปทั่วทุกทิศทาง ในฐานะที่ฉันพัฒนาขึ้นมาในฐานะผู้ใช้ธาตุ พลังของไพก้าก็ยังพัฒนาขึ้นมาเช่นกัน เมื่อไพก้าใช่ทักษะของเธอ สภาพแวดล้อมก็จะต้องเปลื่ยนแปลงไป

[กึก ภูติธาตุ!]

[มันเป็นภูติธาตุที่แข็งแกร่งกว่าที่เราคิด!]

ฉันได้เปิดตาขึ้นและถือหน้าไม้กระดูกเงินเอาไว้ ด้วยการโจมตีวงกว้างของไพก้ามันทำให้มอนสเตอร์ที่ซ่อนตัวอยู่ปรากฏออกมา พวกมันมีสีซีดขาว ฉันค่อนข้างจะพอรู้ว่าพวกมันคืออะไร มันเป็นสิ่งที่อยู่เหลือกว่ามอนสเตอร์ที่อยู่ในชั้นที่ 6 ถึง 10 แต่ว่ามันเป็นวิญญาณร้ายเหมือนกัน พวกมันเหล่านี้เป็นผี! พวกมัก็ยังเป็นมอนสเตอร์ประเภทอันเดตอีกด้วย

"ริยูเข้ามาในหน้าไม้ของฉัน"

[โอเค]

โดยไม่ลังเลริยูได้เข้ามาในหน้าไม้ของฉัน และครู่หนึ่งหน้าไม้ของฉันก็ได้เปล่งแสงสีน้ำเง้นเข็มออกมา ฉันได้เริ่มที่จะยิงมันออกไป แม้ว่าทักษะเชี่ยวชาญหน้าไม้ของฉันจะเป็นเพียงแค่ระดับต่ำ แต่ด้วยการเสริมจากสปิริตออร่าระดับกวาง ลูกศรเหล่านี้จึงมีพลังที่น่ากลัวเกรง

[อี้! เขากำลังยิงพวกเขา!]

[โจมตี โจมตีเขา!]

[อย่าปล่อยให้เขายิงได้!]

เหล่าผีได้สร้างลูกบอลสีขาวจางขึ้นในมือและโยนมันออกมา ฉันได้สันนิษฐานว่าพวกมันเป็นเวอร์ชั่นที่แข็งแกร่งขึ้นจากลูกศรพลังของวิญญาณร้ายในชั้นที่ 9 แน่นอน แต่ยังไงก็ตามไพก้าไม่ได้ปล่อยให้มันโจมตีได้อย่างอิสระ

พัดในมือของเธอได้สั่นขึ้นและปล่อยคลื่นสายฟ้าออกมาอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการยิงศรสายฟ้าออกมาด้วย เพียงแค่โดนศรนั่นเหล่าผีก็ได้รับความเสียหายและหยุดไป โดยไม่ยอมเสียโอกาศนี้ฉันได้ยิงลูกศรออกไปตามลำดับและจัดการล้มผีที่ได้รับผลกระทบจากสายฟ้าของไพก้า

อย่างที่ฉันรู้สึกเสมอ ไพก้าและริยูมีพลังที่เข้ากับคนอื่นๆได้ดี เมื่อฉันใช้การโจมตีจำนวนความเสียหายที่ฉันสร้างขึ้นก็จะเพิ่มขึ้นไป เหล่าผัได้รีบวิ่งหนีหลบกันไปรอบๆจากศร แต่มันก็ได้กลายเป็นอัมพาตไปหลังจากที่โดนคลื่นสายฟ้าของไพก้าที่ปล่อยออกมาเป็นระยะๆ เมื่อพวกมันเป็นอัมพาตฉันก็ได้ยิงเจาะทะลุหน้าผากของพวกมันไปด้วยพลังที่เสริมจากริยู

หนึ่งการโจมตีก็เพียงพอแล้วที่จะจัดการกับพวกมันโดยส่วนใหญ่ และการโจมตีที่สองก็จะทำให้มันตายไปอย่างแน่นอน เมื่อฉันฆ่าพวกมันได้อย่างง่ายๆ (แม้ว่าในปากจะกินมานาโพชั่นอยู่ตลอดก็เถอะ) เหล่าวิญญาณก็ดูเหมือนจะรู้ถึงความร้ายแรงของสถานการณ์

[ถ้าเราวิ่งนั่นจะเป็นกาณเปิดโอกาสให้ชายคนนั้นฆ่าเรา]

[โจมตีเขาพร้อมกัน]

[หนึ่งคนเสียสละเพื่อส่วนที่เหลือ]

ผีได้เริ่มที่จะพุ่งเข้ามาหาฉันจากทุกทิศทางโดยที่ฉันไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะยั่วยุเลย พวกมันได้รวมตัวกันเข้ามาด้วยจำนวนที่มากอย่างไม่น่าเชื่อ ฉันได้สั่งให้ไพก้าปล่อยคลื่นสายฟ้าออกมาและสิ่งไปข้างหน้า ฉันเล็งไปที่หน้าผากของผีด้านหน้าและตะโกนขึ้น

*****

"พี่ค่ะทำไมถึงนอนอยู่บนโซฟาล่ะ?"

ในขณะที่ฉันกำลังหลับอยู่บ่นโวฟา ฉันก็ได้ตืนขึ้นมาโดยธรรมชาติจากเสียงของนางฟ้า ยุยได้อยู่ในชุดนักเรียนของเธอและแบกกระเป๋าอยู่ มันดูเหมือนว่าเธอจะพึ่งกลับมาจากโรงเรียน วันนี้มันเป็นวันที่ 23 ธันวาแล้ว แม้อย่างนั้นมหาลัยของฉันก็ได้ถึงช่วงพักหน้าหนาวแล้วหลังจากที่สอบไฟนอล ยุยยังคงอยู่ในชั้นมัธยมและต้องไปโรงเรียนจนกว่าจะถึงสิ้นเดือนนี้

"อืม พี่อยู่ในดันเจี้ยนจนกระทั่งไม่นานมานี้น่ะ พี่มีปัญหานิดหน่อย"

ฉันต้องการที่จะก้าวไปที่ชั้นที่ 40 แต่ว่าแม้จะผ่านไป 10 ชม.แล้วฉันก็ได้อยู่ที่ชั้นที่ 37 เท่านั้น จำนวนของมันก็เรื่องหนึ่ง แต่ความยากจริงๆก็คือการโจมตีปกติไม่สามารถจะทำร้ายพวกมันได้ แม้ว่าทักษะเชี่ยวชาญหน้าไม้ของฉันจะเพิ่มขึ้นมากก็เถอะ....

ที่สำคัญที่สุดเมื่อเทียบกับอดีต ทางเดินที่เดินที่ยาวมันเป็นจุดที่ทำให้ฉันก็กัดฟันแน เมื่อใช้ทักษะวิ่งโดยที่ไม่พักในขณะที่ใช้พลังเวทย์ธาตุและหน้าไม้ของฉันไปด้วย แต่ว่ามันก็ใช้เวลากว่า 10 ชม.ในการที่ผ่านชั้นที่ 36 ถ้าฉันช้าแบบนี้ ฉันจะตามนักสำรวจคนอื่นๆได้ยังไง? ฉันได้แต่กัดฟันแน่นเท่านั้น

"แต่พี่คะ ถ้าพี่จะหลับ พี่ก็ควรจะไปนอนบนเตียงนะ ไม่เช่นนั้นพี่จะหนาวเอานะ"

ด้วยคำถามของยุยมันทำให้ฉันต้องตรวจสอบเวลา มันเป็นเวลาบ่าย 4 โมงเย็นแล้ว มันถึงเวลาที่ฉันจะต้องไปแล้ว

"จำในสิ่งที่พี่บอกพ่อ แม่ และยุยได้มั๊ย? ที่ว่าพี่จะไปนอกประเทศเกาหลีซักสองสามวันเพื่อช่วยเพื่อนนะ มันเกือบจะถึงเวลาที่จะต้องไปแล้ง ดังนั้นพี่แค่จะงีบหลับสักเดี๋ยวเท่านั้นเอง"

"อ่า ใช่แล้ว...มันไม่ได้อันตรายจริงๆนะ?"

"แน่นอนมันไม่เลย พี่จะกลับมาในทันที่ถ้าได้รับอันตรายดังนั้นไม่ต้องกังวล"

เมื่อเห็นยุยขมวดคิ้ว ฉันก็ได้ลูบหัวของเธอแล้วลุกขึ้น หลังจากที่ให้สัญญากับยุยแล้วฉันก็ได้สวมใส่ชุดกันหนาวเพื่อป้องกันความเย็ฯและเก็บหน้ากากเอาไว้ในช่องเก็บของ ด้วยแบบนี้ฉันจึงพร้อมแล้ว

"หืม การซ่อนตัวตนของฉันมันค่อนข้างจะเจ็บปวดนะ"

ในคราวนี้่ฉันจะไปอังกฤษไม่ใช่ในฐานะยอน ฮวาวู แต่เป็นในฐานะอัศวินสายฟ้า ดังนั้นฉันจะต้องทำให้รูปลักษณ์ของตัวเองแตกต่างไปจากยอนฮวาวู โดยการใช้เลนส์แห่งความลับ ในตอนที่ฉันเป็นยอน ฮวาวูผมของฉันมันจะเป็นสีเทาๆ แต่ในความนี้ฉันได้ทำให้ผมของฉันเป็นสีบลอนด์เงินเพื่อที่จะทำให้แน่ใจว่าฉันจะไม่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับยอน ฮวาวู ฉันก็ยังทำให้ร่างกายของฉันดูเหมือนกับตัวจริงของฉัน ตาของฉันซึ่งสามารถมองเห็นได้ผ่านหน้ากาเป็นสีแดง เมื่อฉันได้มองในกระจก ตัวตนที่สามนี้ไม่ใช่ทั้งคังชินหรือยอน ฮวาวูในกระจกนี้เป็นคนที่สวมใส่หน้ากากดูน่าสงสัย

สมบูรณ์แบบ

...ฉันอาจจะต้องใช้โอกาสนี้ในการบอกชื่อจริงของฉันกับฮวาหยา เธอคิดว่าฉันเป็นเพื่อนจริงๆของเธอ และเธอก็จะต้องรู้ว่าฉันได้โกหกเธอในระดับหนึ่งอยู่แล้วเมื่อเห็นรูปลักษณ์ของฉัน เพราะว่าเธอเป็นคนฉลาด เธออาจจะรู้ด้วยซ้ำว่ารูปลักษณ์ที่เจอกันในครั้งแรกของฉันก็ไม่ใช่ความจริง

"แล้วพ่อล่ะ? พ่อไม่ไปด้วยกันกับพี่หรอ?"

"พ่อบอกว่าพ่อจะเลิกเป็นอัศวินดำน่ะ"

นอกจากนี้แม้พ่อยังบอกกับฉันว่าพ่อจะต้องผ่านชั้นที่ 45 ให้ได้ภายในสิ้นปีนี้ ฉันแน่ใจ 100% เลยว่าพ่อจะไม่สามารถทำได้ แต่ฉันก็ทำได้เพียงแค่อวยพรให้พ่อโชคดีและยอมทำอย่างอื่นเท่านั้น

"ฉันกังวลว่าถ้าพี่..."

"พี่น่ะแข็งแกร่ง ยุยก็เห็นในทีวีแล้วนี่"

"แล้วถ้างั้นใครเป็นเพื่อนของพี่กันค่ะ?"

"หะ หืม?"

"..พี่?"

ดวงตาของยุยได้แหลมคมขึ้น ดูเหมือนว่ายุยจะวางแผนที่จะถามเรื่องนี้มาแต่แรกงั้นหรอ? ฉันได้พยายามยิ้มและตอบกับไป

"เพื่อนของพี่เป็นชาวอังกฤษ พี่กำลังจะไปอังกฤษ"

"ว้าว พี่ได้พบกับเพื่อนชาวอังกฤษได้ยังไง?"

"หะ หือ? อ่า น้องรู้มั๊ย คนๆนั้นเป็นลูกครึ่งเกาหลีด้วยน่ะ! พวกเราได้พบกันในเกาหลีและคนๆนั้นก็เป็นผู้ใช้พลัง"

"พี่คะ..คนๆนั้นเป็นผู้หญิงหรอ?"

เธอรู้ได้ยังไงกัน? มันไม่น่าจะมีคำใบ้นี่?

"พี่ไม่จำเป็นจะต้องซ่อนมันเลยนี่ ข้อแตกต่างกันก็คือเพื่อนของพี่เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย"

"ฮ่าๆ น้องพูดถูกแล้ว เธอเป็นผู้หญิง"

"เฮะๆ...หนูรู้อยู่แล้ว"

แปลก...ฉันไม่เคยรู้สึกหนาวเลยตั้งแต่ที่ทำสัญญากับริยู แต่ทำไมร่างกายของฉันถึงสั่นกัน มีมอนสเตอร์ที่ควบคุมความเย็นอยู่ใกล้ๆงั้นหรอ? เมื่อฉันยืดตัวและเพิ่มระดับการป้องกันไปถึงขีดสุด ยุยก็ส่งการโจมตีที่น่าแปลกใจออกมา

"พี่คะที่ๆพี่จะไปก็คือทะเลสายวินเดอแมร์ที่อังกฤษใช่มั๊ย?"

เธอรู้!

"นะ น้องรู้ได้ยังไง?"

"ฮุฮุ ทั้งหมดนี้ได้มีการพูดถึงในข่าวตอนเช้า ดันเจี้ยนที่ปรากฏขึ้นในสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่งดงามและระดับ SS ฮวาหยา มัสติฟอร์ดผู้ที่ถูกเรียกกลับไปที่ประเทศในระหว่างอยู่เกาหลี"

"อา อ่า! พี่เข้าใจแล้ว"

"เธอเป็นเพื่อนของพี่สินะ?"

"..."

น้องสาวของฉันฉลาดกว่าฉันมากแม้ว่าค่าสติปัญญาของฉันจะมีมากกว่า 40 แล้วในตอนนี้...!

"...เมื่อไหร่กันที่พี่กลายเป็นคนเฟรนลี่? กับคนที่แข็งแกร่งมากๆ"

"ยุย พี่จะไปช้านะ พี่จะอธิบายมันในภายหลัง ยุยเป็นเด็กดี ดังนั้นพี่จะไว้ใจว่าน้องจะอยู่บ้านโดยที่ไม่ก่อปัญหานะ"

"อ่า พี่อะ"

"โอเค พี่จะต้องซื้อของขวัญกลับมาให้น้องแน่ๆ ถ้าหากว่ามีอะไรเกิดขึ้นอย่าลืมโทรไปหาพี่นะ โอเคมั๊ย?"

"พี่ นี่มันไม่ยุติธรรมเลยนะ...หนูต้องการจะได้ยินคำตอบจากพี่"

"พวกเราพบกันผ่านการทำงานและเป็นเพื่อนกัน พี่จะอธิบายให้มันดีกว่านี้ก็คือหลังจากเรียนอย่างหนัก โอเคนะยุย?"

"โอเค..."

ยุยได้ทำแก้มป่องกับคำตอบของฉัน มันเป็นเวลานานแล้วที่น้องสาวที่น่ารักของฉันได้แสดงท่าทางไม่พอใจออกมาและฉันอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ในตอนนี้เมื่อฉันได้คิดดู เธอจะแสดงการตอบสนองแบบนี้ออกมาเมื่อฉันได้เจอกับผู้หญิงคนอื่นๆ เหมือนกับในตอนเยอึน เธออิจฉาที่อาจจะมีผู้หญิงขโมยพี่ชายไปจากเธองั้นหรอ? ไม่สิ ฉันรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่ว่านั่นเป็นสิ่งที่ฉันอยากจะคิด!

ฉันได้ลูบผมของเธออยู่พักหนึ่งและออกจากบ้านมุ่งหน้าไปสู่สถานที่นัดพบ ผมสีเงินนัยตาสีแดงและหน้ากาก เมื่อฉันได้มาถึงสถานที่นัดพบด้วยรูปลักษณ์แบบนี้มันก็มีรถลีมูซีนจอดรอฉันอยู่

"คุณมัสติฟอร์ดส่งผมมาที่นี่"

"ขอโทษที่รบกวนนะ"

ฮวาหยาเป็นหนึ่งในเจ็ดคนที่มีความสำคัญมากกับโลกนี้

เพียงแค่พูดออกมาทุกๆประเทศพร้อมที่จะประเคนในสิ่งที่เธอต้องการไม่ว่าจะเป็นรถ เรือ เครื่องบิน เธออาจจะพูดได้เลยว่าเป็นคนที่มีอำนาจมากคนหนึ่ง แน่นอนว่าความรับผิดชอบของเธอก็ต้องมากพอๆกัน

นอกจากนี้อังกฤษยังพยายามที่จะตอบสนองในคำขอของเธอเพื่อที่จะตัดสัมพันธ์กับเกาหลีให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ว่าความต้องการของเธอจะไร้เหตุผลมากแค่ไหน แต่พวกเขาก็จะตอบสนองต่อความต้องการนั้นของเธอโดยไม่เอ่ยขัดใดๆ นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมฉันถึงได้ไปถึงสนามบินด้วยรถลีมูซีน คนขับไม่ได้พูดอะไรเลยและฉันก็เช่นกัน มันเป็นเหมือนกับว่าฉันจะต้องนั่งรอเครื่องบินสวนตัว หลังจากที่ฉันได้ขึ้นไปฉันก็ได้ถอนหายใจออกมา

"นี่มันเป็นเครื่องบินที่กำลังเดินทางตรงไปสู่สนามบินของอังกฤษ พวกเราจะออกเดินทางในเวลา 5.10 นาฬิกา หลังจากนั้นสิบนาทีเครื่องบินก็จะสู่น่านฟ้า"

หลังจากเกิดเหตุการดวงจันทร์แผดผู้คนต่างก็หมดหวังที่จะจัดการกับมอนสเตอร์จากพื้นดิน มหาสมุทรและท้องฟ้าเพื่อที่จะรักษาเส้นทางสำหรับเครื่องบิน รถ เรือเอาไว้ ในมหาสมุทรนั้นเต็มไปด้วยมอนสเตอร์ขนาดมหีมาจำนวนมาก ทั้งทรงพลังจึงทำให้การเดินทางด้านนี้ต้องยอมแพ้ไป แต่ว่ามนุษย์กลับสามารถบินขึ้นไปสู่ท้องฟ้าได้ค่อนข้างง่าย พวกเราได้ค้นพบกลิ่นที่กันมอนสเตอร์ประเภทบิน และได้คิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีกระจายสารไปในอากาศและป้องกันไม่ให้มันสลายตัวไปในช่วงเวลาที่ดำหนด มันจึงทำให้การเดินทางโดยเครื่องบินยังคงปลอดภัยอยู่

แน่นอนว่ากลิ่นนี้ก็ไม่ได้ส่งผลกับมอนสเตอร์ประเภทบินทั้งหมด แต่อย่างใดก็ตามมันก็ยังคงเป็นผลงานที่น่าทึ่ง มันเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของภูมิปัญญามนุษย์ที่เอาชนะมอนสเตอร์

"เราจะถึงสนามบินในเวลา 1.20 น. ตามเวลาลอนดอน หลังจากนั้นจะมีรสลีมูซีนจอดรออยู่ที่สนามบินส่งคุณไปถึงทะเลสาบวินเดอแมร์ในอีก 4 ชม."

การบินในอดีตจะต้องใช้เวลาถึง 12 ชม. แต่ว่าในตอนนี้มันใช้เวลาเพียง 5 ชม.เท่านั้น มันเป็นการพัฒนาที่ยอดเยี่ยม แน่นอนว่านี่ก็เป็นผลงานจากพลังงานที่ได้รับมาจากหินบลูสโตน ซากศพของมอนสเตอร์ก็ยังถูกนำมาใช้ในการสร้างชิ้นส่วนเครื่องบิน เรือ รถไฟ อีกด้วย ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใน 1 ปีหลังจากเหตุการดวงจันทร์แฝด ความสามารถในการปรับตัวนี้ของมนุษย์มันยอดจริงๆ...ทุกๆครั้งที่ฉันคิดแบบนี้มันทำให้ฉันอดคิดถึงมนุษย์ในโลกอื่นๆไม่ได้ แม้ว่าพวกเขาจะมีอารยธรรมที่แตกต่างออกไป แต่พวกเขาก็ยังเป็นมนุษย์

อะไรกันที่ทำให้พวกเขาต้องสูญพันธุ์? อะไรที่ผลักดันให้พวกเขาจนมุม? ไม่ว่าฉันจะคิดยังไงฉันก็ไม่สามารถจะหาคำตอบได้

"พวกเราจะเริ่มออกตัวในเร็วๆนี้"

กัปตันเรือได้ประกาศออกมา ฉันได้พิงตัวไปกับที่นั่งโดยสาร แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วฉันจะไม่ง่วงนอน แต่เพราะการต่อสูญกับดูลาฮานและไปเคลียร์ชั้นที่ 36 ต่อโดยไม่หยุดพักมันได้สร้างภาระให้กับร่างกายของฉัน

แม้ว่าการจะนั่งอยู่ที่นี่และไม่ได้ทำอะไรเลยมันได้ทำให้ฉันรู้สึกคัน แต่ว่ามันก็ไม่มีทางเลือกอื่นใด เพราะแบบนี้มันจึงมีเวลาให้ฉันได้พักผ่อนมากขึ้น ลองจินตนาการว่าฉันกำลังฉันไปถึงลอนดอนเมื่อฉันตื่นขึ้นดูสิ ฉันได้ปิดตาลงไป พื้นที่ดันเจี้ยนระดับ A+...ฉันกำลังจะไปหาแล้ว

จบบทที่ บทที่ 89 - เสียงคำรามสีชาด (1)

คัดลอกลิงก์แล้ว