เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 10 นิค ฟิวรี่

ตอนที่ 10 นิค ฟิวรี่

ตอนที่ 10 นิค ฟิวรี่


ตอนที่ 10 นิค ฟิวรี่

สองเดือนผ่านไป

ฤดูหนาวในนิวยอร์กยังคงหนาวเหน็บ หิมะที่ตกหนักปกคลุมทุกมุมเมือง แม้ว่าวันวาเลนไทน์จะใกล้เข้ามา แต่บรรยากาศในเมืองกลับไม่เป็นใจให้กับคู่รักที่กำลังมองหาความโรแมนติกเลยสักนิด

เอริคนั่งอยู่ในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด มองเงาสะท้อนตัวเองในหน้าต่างกระจก เขายังคงรู้สึกไม่คุ้นเคยกับรูปลักษณ์ใหม่

ถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานกว่าสองเดือนแล้วนับตั้งแต่ร่างกายของเขาได้รับการฟื้นฟูจาก เซรุ่มซูเปอร์โซลเยอร์ และพลังของเตียงฟื้นฟู ซึ่งการทดลองนี้มันไม่เพียงแต่จะทำให้เขากลับมาสู่จุดสูงสุดของร่างกาย แต่รูปลักษณ์ของเขายังอ่อนเยาว์ขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ

อย่างไรก็ตาม รูปลักษณ์ใหม่มันกับไม่ได้เป็นเหมือนที่เขาคิดเอาไว้เลย เพราะใบหน้าของเขาในตอนนี้ไม่ได้ดูเหมือนแม็กนีโตตอนหนุ่มเหมือนกับต้นฉบับ แต่กลับเป็นการผสมผสานระหว่างเสน่ห์แบบชาวตะวันออกและลักษณะของชาวยิวอย่างลงตัว

ดังนั้นเพื่อตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ เอริคจึงเดินทางไปพบแอนเชียนวันที่อาศรมเวทย์ในนิวยอร์กอีกครั้ง และหลังจากได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด แอนเชียนวันก็ได้ให้คำอธิบายที่ชวนฉงนว่า “วิญญาณน้ำหนัก 21 กรัมของเจ้าสามารถผลักดันน้ำหนัก 140 ปอนด์ของร่างกายได้สำเร็จแล้ว”

แม้ว่าคำพูดนี้จะฟังดูไม่เป็นวิทยาศาสตร์เลย แต่เอริคก็ได้แต่ยอมรับมันอย่างไม่มีทางเลือก . . .

ในขณะเดียวกันแอนเชียนวันยังพูดเสริมขึ้นมาด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ว่า “ถ้าหากรูปลักษณ์ของเจ้าเหมือนแม็กนีโตตอนหนุ่มราวกับโคลนร่างออกมาจริง ๆ เจ้าจะอธิบายตัวเองว่าอย่างไร? จะให้อธิบายว่าเจ้าเป็นลูกชายของเขาหรือไง?”

เมื่อได้ยินคำพูดนี้เอริคก็ถึงกับพูดไม่ออก เพราะเมื่อลองพิจารณาดูแล้ว เขายอมรับว่าคำพูดนี้ค่อนข้างสมเหตุสมผลดี ถ้าหากแม็กนีโตตอนหนุ่มได้เผชิญหน้ากับแม็กนีโตตอนแก่มันคงสร้างความสับสนไม่น้อย

นอกจากนี้หลังจากผ่านมาสองเดือนคลื่นพัลส์แม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากเอริคในตอนนั้นก็ค่อย ๆ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และไม่มีกองกำลังใดสอบสวนเจอสาเหตุของเรื่องนี้ ดังนั้นตอนนี้มันจึงเป็นคดีที่ยังไม่มีใครทราบว่ามันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

“แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ช่วยตัดปัญหาไปได้เยอะเลย” เอริคเอามือลูบคาง และเหลือบมองไปที่หนังสือพิมพ์บนโต๊ะ

ตอนนี้บนหนังสือพิมพ์หน้าแรกกำลังพาดหัวข่าวที่กำลังเป็นกระแสในช่วงนี้

ขุนนางยุโรป ไวเคานต์ชาร์ลส์ แลนเซอร์ พบลูกชายที่หายไปอย่างยาวนานของเขา!

โดยในหนังสือพิมพ์ได้ระบุเอาไว้ว่า ลูกชายที่หายไปของไวเคานต์ผู้นี้ได้กลับมาพบกับบิดาของตน พร้อมด้วยรางวัลมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ทำให้เหล่านักล่าเงินรางวัลหลายคนต้องผิดหวัง อย่างไรก็ตาม เรื่องกลับพลิกผันเมื่อไวเคานต์ผู้สูงวัยล้มป่วยกะทันหันหลังการพบปะ และเสียชีวิตในคืนนั้น

ด้วยเหตุนี้เองเอริค แลนเซอร์จึงได้สืบทอดตำแหน่งเก่าของพ่อและทรัพย์สินมหาศาลของเขาโดยธรรมชาติ

ทำให้เหตุการณ์นี้ถูกพาดหัวข่าวไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วและกลายเป็นบทสนทนาระหว่างทานอาหารเย็น

“ทุกอย่างก็แค่ละครบทหนึ่ง” เอริคพึมพำเบา ๆ พลางเอนหลังจิบโค้ก และมองรอบ ๆ อย่างสบายอารมณ์

แต่บรรยากาศที่ผ่อนคลายนี้กับอยู่ได้ไม่นาน . . .

ทันใดนั้นชายผิวดำร่างสูงใหญ่ก็เดินเข้ามาในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด พร้อมกับปัดเกล็ดหิมะออกจากเสื้อโค้ท เดินไปสั่งอาหาร และมองหาโต๊ะว่าง ก่อนจะเดินตรงมายังโต๊ะของเอริค

“ขอโทษ นายรังเกียจไหมถ้าฉันขอนั่งด้วย?” แม้ว่าคำถามจะฟังดูสุภาพ แต่ชายผิวดำกลับนั่งลงโดยไม่รอคำตอบของเขาเลยแม้แต่น้อย

“นายนี่หน้าด้านจริง ๆ เลยนะ!” เอริคมองไปที่ชายผิวดำที่นั่งลงโต๊ะเดียวกับเขาอย่างไม่สบอารมณ์เล็กน้อย แต่เมื่อเอริคเงยหน้ามองอีกฝ่ายเขาก็จำได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

ชายผิวดำคนนี้ก็คือ นิค ฟิวรี่ พ่อหัวไข่ต้มที่มีชื่อเสียงโด่งดัง!

แต่ตอนนี้นิค ฟิวรี่ไม่ได้หัวล้านเหมือนในต้นฉบับ และยังมีผมอยู่บนหัว ทำให้เอริคที่ชินกับฟิวรี่ที่หัวล้านรู้สึกแปลก ๆ เล็กน้อย

“หมายว่าความไง? หรือว่านายจะไม่ชอบคนผิวดำ? ระวังฉันจะตะโกนบอกทุกคนว่านายเป็นคนเหยียดเชื้อชาติ!” ฟิวรี่ที่มีผมอยู่บนหัวพูดขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจ และอ้าปากกัดเบอร์เกอร์ครึ่งหนึ่งด้วยการกัดเพียงครั้งเดียว

“เอฟบีไอ หรือ ซีไอเอ?” เอริคแสร้งทำเป็นไม่รู้จักอีกฝ่าย และขยับจานอาหารของตัวเองไปด้านข้างเพราะกลัวน้ำลายของอีกฝ่ายจะกระเด็นใส่

“กองงานยุทธวิธีจัดระเบียบกำลังพิเศษแห่งมาตุภูมิ! ฉันเป็นผู้อำนวยการสาขานิวยอร์ก นิค ฟิวรี่” ฟิวรี่ยักไหล่เล็กน้อย และไม่ได้แปลกใจกับคำถามของเอริค

“ชื่อบ้าอะไรยาวชะมัด!” เอริคบ่นพึมพำเบา ๆ และถามขึ้นมาว่า “ฉันจ่ายภาษีมรดกไปแล้ว นายต้องการอะไรจากฉันอีก?”

“เราแค่อยากเกี่ยวกับที่มาของนาย” ฟิวรี่กัดเบอร์เกอร์ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง และเคี้ยวสองสามครั้งก่อนจะกลืนมันลงคอ “ใบขับขี่ หมายเลขประกันสังคม บัตรเครดิต บันทึกการเข้าออกประเทศ เราได้ตรวจสอบทุกอย่างที่จะทำได้แล้ว แต่เราไม่พบร่องรอยอะไรของนายเลย ราวกับว่าจู่ ๆ นายก็ปรากฎตัวขึ้นมาอย่างลึกลับ! นอกจากนี้เรายังสงสัยอีกว่านายเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ระเบิดที่ทำให้อุปกรณ์ทั้งหมดเป็นอัมพาตเมื่อสองเดือนก่อน”

“มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรไม่ใช่หรอ? บนโลกนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่มีอยู่จริง ยกตัวอย่างเช่น แอเรีย 51 และอื่น ๆ อีกมากมาย”

“นายเป็นมนุษย์ต่างดาว?” ฟิวรี่มองไปที่เอริคด้วยความประหลาดใจ

“ไม่ใช่ ฉันเป็นคนจากแผนกพิเศษ!” เอริคยิ้มอย่างลึกลับ ก่อนจะส่ายหัวเล็กน้อย “นอกจากนี้นายน่าจะไม่มีสิทธิ์รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้”

“โอ้? แผนกพิเศษ? ฉันเชื่อว่าฉันได้รับอนุญาตในการตรวจสอบข้อมูลจากแผนพิเศษส่วนใหญ่ในอเมริกาเกือบหมด นอกจากนี้ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ได้รับอนุญาต ฉันก็สามารถยื่นคำร้องต่อผู้บังคับบัญชาชาได้”

‘ขออนุญาต? ทำไปก็เปล่าประโยชน์ สิ่งที่ฉันพูดมันมีอยู่จริงซะที่ไหน’ เอริคยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

“นายเอริค . . .”

ในขณะที่ฟิวรี่กำลังจะพูดเรื่องอื่นต่อ ทันใดนั้นมันก็มีเสียงปืนดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน

ปัง! ปัง! . . .

เสียงปืนดังก้องเหมือนสายฝนโปรยปราย

“กริ๊ด!! ใครก็ได้ช่วยด้วย!!”

เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังระงมไปทั่ว ทำให้ทั้งละแวกตกอยู่ในความโกลาหลทันที

นิค ฟิวรี่รีบดีดตัวลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เขาจะดึงปืนพกออกมาจากเอวพร้อมกับวิ่งตรงไปยังต้นเสียงโดยไม่ลังเล

“วันหยุดแสนสงบของฉันต้องพังทลายลงเพราะต้องมาเจอกับไอ้คนงี่เง่า”

ถึงแม้ปากของเอริคจะบ่น แต่แววตาของเขากลับฉายแววสนใจ เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในย่านใจกลางนิวยอร์ก โดยเฉพาะในเวลากลางวันแสก ๆ ที่กำลังมีใครบางคนกล้าถือปืนจี้ตัวประกันที่เป็น แถมตัวประกันยังเป็นเพียงแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ

เด็กผู้หญิงคนนี้ . . . น่าจะไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน!

นิค ฟิวรี่ วิ่งลัดเลาะไปตามท้องถนน ก่อนจะหยุดอยู่หลังรถคันหนึ่งเพื่อใช้เป็นที่กำบัง และใช้ดวงตาสอดส่องสถานการณ์รอบตัวอย่างระมัดระวัง ในขณะเดียวกันก็รายงานสถานการณ์และเรียกกำลังเสริมทางวิทยุ

ตรงหน้าของเขามีกลุ่มโจรมีอย่างน้อยสิบคน ใบหน้าของทุกคนทุกคลุมหน้าด้วยหมวกไอ้โม่งและติดอาวุธครบมือ บวกกับการเคลื่อนไหวของพวกเขาที่เป็นระเบียบแบบแผน เห็นได้ชัดว่าคนพวกนี้ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี

ในขณะเดียวกันกลุ่มโจรส่วนหนึ่งก็ค่อย ๆ พาตัวเด็กผู้หญิงเข้าไปในอาคารสำนักงาน ส่วนที่เหลือก็คอยยิงตอบโต้ตำรวจจากหน้าต่างของตัวอาคาร

“อะไรนะ? ตัวประกันคือคุณหนูเพียร์ซ?” หลังจากนั้นไม่นานนัก ฟิวรี่ก็ได้รับสายจากผู้บังคับบัญชาอย่างรวดเร็ว และเมื่อรู้ว่าตัวประกันเป็นใครเขาก็อารมณ์เสียทันที

“คุณหนูเพียร์ซ? เธอคือใคร?” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากข้างหลัง ทำให้ฟิวรี่สะดุ้งโหยง และหันควับไปมองด้านหลังทันที ก่อนที่เขาจะเห็นเอริคที่ยืนอยู่ใกล้กันจนแทบจะหายใจรดต้นคอ

“เฮ้! นายมาตั้งแต่เมื่อไหร่?! เกือบโดนฉันยิงแล้วรู้ไหม!” ฟิวรี่พูดตะคอกเสียงดังด้วยความตกใจ

“ฉันเดินตามนายมา แต่นายไม่สังเกตเห็นเอง” เอริคตอบพลางยักไหล่ด้วยท่าทางไร้เดียงสา

“แม่งเอ้ย . . .” ฟิวรี่กัดฟันและสบถอีกครั้งอย่างไม่สบอารมณ์

เอริคยิ้มมุมปากและตบไหล่ฟิวรี่อย่างอารมณ์ดี “เอาน่า ใจเย็น ๆ แล้วบอกฉันทีว่าคุณหนูเพียร์ซที่นายพูดถึงเป็นใคร?”

ฟิวรี่สะบัดมือของเอริคออกจากไหล่ตัวเองทันที ก่อนจะจ้องหน้าเอริคด้วยสายตาดุดัน “เธอเป็นลูกสาวของผู้บังคับบัญชาของฉัน”

“โอ้ จริงเหรอ?” เอริคพยักหน้ารับด้วยท่าทางสนุกสนาน “งั้นเราไปช่วยเธอกันเถอะ!”

พูดจบเอริคก็ลุกขึ้นและเดินตรงไปยังอาคารสำนักงานทันที

“เดี๋ยว! อย่าเข้าไปแบบโต้ง ๆ แบบนั้นสิ!” ฟิวรี่ตะโกนตามหลังพร้อมสบถอีกครั้งด้วยความหัวเสีย แต่สุดท้ายก็จำใจวิ่งตามเอริคไป เพราะไม่อาจปล่อยให้เขาบุกเข้าไปคนเดียวได้

โปรดติดตามตอนต่อไป …

จบบทที่ ตอนที่ 10 นิค ฟิวรี่

คัดลอกลิงก์แล้ว