เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 704

บทที่ 704

บทที่ 704


【แปลโดยฝีมือ...ยักษาแปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ】

【แค่ คอมเมนต์ ก็เหมือนการให้กำลังใจแล้วนะครับ รบกวน comment กันหน่อยน๊า ;-;】

【Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย】

บทที่ 704

“แต่ความโชคดีแบบนี้ก็เป็นแค่ภาพมายาหลอกลวง ไม่ใช่เหรอ?”

สิ้นสุดสายกับผู้บัญชาการระดับสูงของกองทัพออสเตรเลีย พันเอกจึงแทรกขึ้น ขัดจังหวะคำพูดของออพติมัสไพรม์ เงยหน้ามองยักษ์ใหญ่ทรานส์ฟอร์เมอร์สตรงหน้า

“ทรานส์ฟอร์เมอร์สจับตาโลกใบนี้มาตั้งแต่เมื่อหมื่นปีก่อนแล้ว”

ออพติมัสไพรม์ก้มหน้าลง ดวงตาสีฟ้าอมเขียวจ้องมองร่างเล็กของพันเอก แววตาเต็มไปด้วยความเสียใจ ราวกับมนุษย์คนหนึ่ง

“ข้าขอโทษ พวกออโต้บอทเราเป็นเพียงผู้พ่ายแพ้ในสงครามบนดาวไซเบอร์ตรอน เราหนีมาจากบ้านเกิดเพื่อแสวงหาที่หลบภัย แต่กลับไม่ได้คาดคิดว่าจะนำสงครามระหว่างดีเซปติคอนกับออโต้บอท สงครามของทรานส์ฟอร์เมอร์ส มาสู่โลกที่สวยงามดวงนี้ และทำให้มนุษย์ที่ไม่เกี่ยวข้องต้องมาเดือดร้อนด้วย”

พูดจบ น้ำเสียงของออพติมัสไพรม์สะดุดเล็กน้อย อาจเพราะด็อกเตอร์ไปโดนสายไฟบางส่วนที่บาดแผลบนไหล่เขา หรือบางทีคำพูดของพันเอกอาจกระทบจิตใจเขา

ใต้แสงไฟที่ส่องแวบวาบบนใบหน้าที่บุบสลาย ออพติมัสไพรม์กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“บางที…ถึงเวลาแล้วที่จะยุติเรื่องนี้เสียที”

“จะยุติสงครามระหว่างดีเซปติคอนกับออโต้บอทที่น่าจะจบไปตั้งแต่หมื่นปีก่อน และหยุดยั้งความทะเยอทะยานของเมกะทรอน”

“แต่จะหยุดยั้งมันได้ยังไง ในเมื่อเมกะทรอนได้ครอบครองสปาร์คไปแล้ว”

โทนี่อดไม่ได้ที่จะแทรกขึ้นมาขัดคำตัดสินของออพติมัสไพร์ม

“ทำลายสปาร์ค”

ออพติมัสไพร์มตอบเสียงหนักแน่น

“ทำลายสปาร์ค?”

คำตอบของออพติมัสไพร์มทำให้ทุกคนที่อยู่ในฐานทัพเปลี่ยนสีหน้าไปพร้อม ๆ กัน

“สปาร์คมันไม่ใช่ของที่ทำลายไม่ได้เหรอ?”

โทนี่ถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียดใต้ชุดนาโน เขาเคยลองทำลายสปาร์คในห้องทดลองมาก่อน แต่ผลการทดลองก็พิสูจน์แล้วว่าอย่างน้อยเทคโนโลยีของมนุษย์ในยุคนี้ก็ยังทำไม่ได้

“เปลือกของสปาร์คนั้นได้รับการปกป้องด้วยลูกบาศก์โลหะที่แข็งแกร่งที่สุด สร้างโดยทรานส์ฟอร์เมอร์ผู้ยิ่งใหญ่ และวิธีเดียวที่จะทำลายลูกบาศก์นี้ได้คือการเสียบมันเข้าไปในตำแหน่งหัวใจของทรานส์ฟอร์เมอร์ระดับผู้นำ ใช้พลังงานมหาศาลของทรานส์ฟอร์เมอร์ระดับผู้นำทำลายเปลือกหุ้มลูกบาศก์ที่ปกป้องเมทริกซ์แห่งจิตใจผู้นำ เพื่อทำลายสปาร์คที่อยู่ข้างใน แต่พร้อมกันนั้น ทรานส์ฟอร์เมอร์ระดับผู้นำก็ต้องเสียสละตัวเองไปด้วย”

“เอาล่ะ ถึงแม้ว่าทุกอย่างที่คุณพูดจะทำได้จริง แล้วเราจะไปหาผู้นำระดับทรานส์ฟอร์เมอร์สคนนี้ที่ไหนล่ะ?”

ได้ยินวิธีการที่ออพติมัสไพรม์เสนอ โทนี่ก็ยิ่งขมวดคิ้วเข้าไปอีก “ฉันไม่เชื่อหรอกนะ ว่าเมกะทรอนจะยอมสละชีวิตตัวเองง่าย ๆ ให้พวกเรากำจัดออลสปาร์ค”

ในฐานะหัวหน้าดีเซปติคอน เมกะทรอนนั่นแหละคือผู้นำระดับทรานส์ฟอร์เมอร์สอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่โทนี่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะยอมให้พวกเขาเสียบออลสปาร์คเข้าไปในแกนกลางง่าย ๆ

“เดี๋ยวนะ อย่าบอกนะว่าคุณกำลังจะ?!”

พูดหยอกล้อไปแบบนั้น โทนี่ก็สบตากับด็อกเตอร์อีกฝั่งหนึ่ง ทันใดนั้นความเป็นไปได้หนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว

เงยหน้าขึ้นมองออพติมัสไพรม์ ที่นิ่งเงียบ แล้วพูดออกไป

“ในฐานะผู้นำของฝ่ายออโต้บอท ข้าก็เป็นทรานส์ฟอร์เมอร์สระดับผู้นำ และมีพลังที่จะทำลายออลสปาร์คได้”

คำพูดของออพติมัสไพรม์พิสูจน์แล้วว่าเขาตั้งใจจะเสียสละตัวเอง เพื่อทำลายออลสปาร์ค

“……”

เมื่อเห็นท่าทีเสียสละของออพติมัสไพรม์ ทุกคนในฐานทัพเงียบสนิท

“มันจะคุ้มค่าเหรอ?”

โทนี่ใช้เวลาครู่หนึ่งก่อนจะมองเข้าไปในดวงตาสีฟ้าอมเขียวของออพติมัสไพรม์ แล้วถาม

“นี่เป็นสิ่งที่ข้าควรทำตั้งแต่หมื่นปีก่อน แต่กลับทำไม่ได้”

ออพติมัสไพรม์ตอบด้วยน้ำเสียงทุ้ม

……

ออสเตรเลีย รัฐบาลกลาง แคนเบอร์รา

ในฐานะเมืองหลวงของออสเตรเลีย แคนเบอร์ราจึงเป็นศูนย์กลางการเมืองที่แท้จริงของประเทศ

อาคารรัฐบาลมากมายตั้งอยู่ที่นี่ อาคารรัฐสภา ศาล และหน่วยงานราชการต่าง ๆ รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศ ทำให้แคนเบอร์ราเป็นเมืองที่ปลอดภัยที่สุดในออสเตรเลีย

แน่นอน ด้วยเหตุนี้ แคนเบอร์ราจึงเป็นเมืองที่มีกิจกรรมทางการเมืองคึกคักที่สุดแห่งหนึ่ง จึงมักถูกใช้เป็นเวทีการประท้วงอยู่บ่อยครั้ง

“‘ชีวิตของมนุษย์กลายพันธุ์ก็มีค่า’ !”

ประชาชนหลายร้อยคนรวมตัวประท้วงอยู่หน้ารัฐสภาออสเตรเลีย

ภายใต้สายตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนที่เตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ พวกเขายกป้ายประท้วงขึ้นสูง ตะโกนสโลแกนที่แพร่หลายมาจากอเมริกา เรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้แก่มนุษย์กลายพันธุ์

แม้ว่า “คลื่นพลังประหลาด” ของ【บิล ไซเฟอร์】จะไม่แผ่ไปถึงออสเตรเลียซึ่งอยู่ไกลโพ้นในทวีปเอเชีย

และออสเตรเลียก็ไม่มีมนุษย์กลายพันธุ์สักคนเดียว

แต่ความคลั่งไคล้อเมริกาอย่างสุดขั้วของชาวออสเตรเลียนั้น ฝังรากลึกอยู่ในจิตใจของพวกเขามาช้านาน

ผลคือ เมื่อขบวนการประท้วง “ชีวิตมนุษย์กลายพันธุ์ก็มีค่า” ในอเมริกาขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้ง ออสเตรเลียก็เริ่มแสดงออกเช่นกัน

ข้ามมหาสมุทรมาอีกฝั่ง การแสดงออกถึงหลักมนุษยธรรมอันงดงาม จุดประกายความรู้สึกซาบซึ้งในตนเองให้ชาวออสเตรเลียจำนวนมาก พวกเขารวมตัวประท้วงรัฐบาล เรียกร้องให้รัฐบาลออสเตรเลียแสดงความเสียใจและเห็นใจมนุษย์กลายพันธุ์ในอเมริกา

แต่รัฐบาลออสเตรเลียไม่ใส่ใจเท่าไรนัก

เพราะสุดท้ายแล้ว ปัญหามนุษย์กลายพันธุ์ก็ไม่ใช่เรื่องของออสเตรเลีย นี่เป็นปัญหาภายในของอเมริกา ประเทศน้องอย่างออสเตรเลียจึงไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยว

ดังนั้นเมื่อเจอการประท้วง รัฐบาลจึงนิ่งเฉย เหมือนนกกระจอกเทศที่เอาหัวโผล่ลงดิน

ไม่ตอบโต้ และไม่ยั่วยุอะไรทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าร่วมชุมนุมส่วนใหญ่เป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศ และองค์กรหลายแห่งได้รับการสนับสนุนจากอเมริกา พวกเขาชุมนุมประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาลทั่วโลกเป็นประจำ เมื่อกระแสข่าว "มนุษย์กลายพันธุ์" เริ่มซาลง พวกเขาก็จะไปสนับสนุนประเด็นอื่น ๆ ถ่ายรูปเก็บหลักฐาน แล้วนำไปรับเงินจากผู้สนับสนุน เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าตนทำงานจริง

วิธีการแบบนี้ พวกเขาทำจนชินแล้ว

คนที่ซวยที่สุดคือพวกที่โง่ ๆ ไม่ได้อะไรเลย แต่ดันมาร่วมชุมนุม คิดว่าตัวเองทำสิ่งยิ่งใหญ่

ไม่สิ ที่จริงแล้วพวกเขาก็ได้อะไรมาเหมือนกัน

นั่นคือความภาคภูมิใจในตนเอง

“‘ชีวิตของมนุษย์กลายพันธุ์ก็สำคัญ!’”

เสียงประท้วงดังสนั่นหน้าอาคารรัฐบาลออสเตรเลีย

แต่ด้วยตำรวจปราบจลาจลที่เตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ แม้เสียงจะดังแค่ไหน กลุ่มผู้ชุมนุมก็ไม่กล้าข้ามเส้น

เพราะตำรวจออสเตรเลียไม่ใช่พวกใจดี

หากเกิดความวุ่นวาย ไม้กระบองกับคุกเป็นของแถมแน่นอน

พวกเขาถือป้าย ตะโกนสโลแกนที่ไม่รู้ว่าตะโกนซ้ำมาแล้วกี่รอบ

ฮือม——

แต่แล้ว จู่ ๆ ก็มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ดังมาจากท้องฟ้า ทำให้ผู้ชุมนุมต่างกรีดร้องด้วยความตกใจ

“รัฐบาล… รัฐบาลใช้อาวุธทำลายล้างสูงมาจัดการพวกเราแล้วเหรอ?!”

“ขีปนาวุธ… รัฐบาลใช้ขีปนาวุธ!”

ความแตกตื่นและเสียงกรีดร้องปนกัน ทำให้เกิดการคาดเดาต่าง ๆ นานา และแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วเหมือนไวรัส

ด้วยแรงกระตุ้นจากข่าวลือ ผู้ชุมนุมที่เคยโกลาหลอยู่แล้วก็ยิ่งแตกตื่น พวกเขากระโจนหนีกันอลหม่าน ทิ้งป้ายสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ทิ้งสโลแกนอันดังก้อง ไว้เบื้องหลัง

“เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนาย! จัดแถวรักษาความสงบ! อย่าให้ประชาชนที่กำลังตกใจกรูเข้าไปในตึกกระทรวง!”

ตรงหน้า ฝูงชนผู้ชุมนุมกำลังหวาดกลัวสุดขีด

โชคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิดชอบรักษาความสงบเรียบร้อยไม่ได้ร่วมมือกับฝูงชน ถึงแม้เสียงดังสนั่นหวั่นไหวจะทำให้พวกเขารู้สึกเจ็บปวด แต่อย่างน้อย ผู้กำกับการตำรวจที่นำทีมก็รู้ดีว่า ตราบใดที่รัฐบาลออสเตรเลียยังไม่บ้าคลั่ง คงไม่ถึงกับใช้ขีปนาวุธจัดการกับประชาชนที่ออกมาชุมนุมแค่นี้หรอก

แล้วอย่างที่คาด เสียงดังสนั่นก็ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ หัวหน้าหน่วยปราบจลาจลเห็นเครื่องบินรบขนาดมหึมาลำหนึ่งบินผ่านเหนือตึกกระทรวง

“แค่เครื่องบินรบเท่านั้นเอง”

ต้นตอความอลหม่านทั้งหมดมาจากเสียงเครื่องบินรบ

ผู้กำกับการตำรวจโล่งใจเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันที่สีหน้าจะผ่อนคลายลง

เขาก็เห็นเครื่องบินรบลำนั้นเปลี่ยนทิศบินตรงมายังตึกกระทรวง

“ศัตรูโจมตี! สงครามเริ่มแล้ว!”

เมื่อเห็นเครื่องบินรบบินเข้ามาโจมตี ผู้กำกับการตำรวจเบิกตากว้าง ในหัวคิดได้เพียงแค่นี้

ภาพที่คาดการณ์เอาไว้ว่าเครื่องบินรบจะทำลายตึกกระทรวงออสเตรเลีย ก็ไม่ได้เกิดขึ้น เมื่อเครื่องบินรบลอยอยู่ห่างจากตึกเพียงไม่กี่เมตร เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจราจลทุกนายรู้สึกได้ถึงแรงกระแทกอย่างรุนแรงจากการบินของเครื่องบินรบ

กระแสลมปะทะอย่างรุนแรงทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจราจลล้มคว่ำไปหมด รวมถึงผู้กำกับการด้วย ร่างของเขาถูกกระแทกจนล้มลงกับพื้น แต่สายตายังคงจ้องมองเครื่องบินรบที่ใหญ่กว่าเครื่องบินรบปกติไปอย่างไม่วางตา

และในขณะนั้นเอง หัวหน้าหน่วยปราบจลาจลก็ได้เห็นภาพที่เขาจะไม่มีวันลืมไปจนตาย

เครื่องบินรบพุ่งทะยานอยู่กลางอากาศ แล้วก็คว่ำหัวลง ในสายตาของเขา มันเปลี่ยนรูปร่างอย่างรวดเร็ว กลายเป็นหุ่นยนต์จักรกลขนาดมหึมาในพริบตา

ชิ้นส่วนต่าง ๆ ประกอบเข้าหากันอย่างแน่นหนา เคลื่อนไหวเปลี่ยนรูปทรงไปมาบนตัวหุ่น จนสุดท้ายกลายเป็นโครงสร้างโลหะสีเงินอร่าม มันลงมายืนอยู่บนขั้นบันไดของตึกทำเนียบรัฐบาล

บูม——

ร่างกายอันหนักอึ้งของหุ่นยนต์จักรกล เหยียบย่ำขั้นบันไดที่เปราะบางจนกลายเป็นเศษหินในพริบตา

มันใช้ดวงตาสีแดงก่ำกวาดมองไปรอบ ๆ ก้าวเดิน กระโดดขึ้นไปบนตึกทำเนียบรัฐบาล สัญลักษณ์แห่งอำนาจของออสเตรเลีย แล้วล้วงเอาลูกบาศก์โลหะอีกชิ้นออกมา ส่งเสียงคำรามกึกก้อง

“ตื่นขึ้นมาเถอะ ดีเซปติคอน โลกนี้จะกลายเป็นของข้าเสียที!”

เสียงคำรามดังไปทั่ว เปลือกนอกของลูกบาศก์เปล่งแสงสีแดงฉานเหมือนลาวา

ต่อมา หัวหน้าหน่วยปราบจลาจลได้ยินเสียงโลหะเสียดสีกันอย่างรุนแรง เสียงของการเปลี่ยนรูปร่างเครื่องจักร

เขาหันไปมอง เห็นตำรวจที่จอดอยู่ไกล ๆ เปลี่ยนรูปร่างเป็นหุ่นยนต์จักรกลสีขาวดำเมื่อไรไม่รู้ ส่งเสียงคำรามแหลมสูง

……

ภายในฐานทัพทหารปลายหอก

“ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ ด็อกเตอร์”

หลังจากด็อกเตอร์ซ่อมแซมส่วนที่เสียหายชิ้นสุดท้ายของหัวออพติมัสไพรม์เสร็จ ทรานส์ฟอร์เมอร์สขยับหัวเล็กน้อย รู้สึกว่าร่างกายกลับมาเป็นปกติแล้ว จึงก้มศีรษะแสดงความขอบคุณ

“ฉันบอกแล้วนี่ มันเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน”

ด็อกเตอร์ตอบอย่างใจเย็น เป็นการตอบรับคำขอบคุณของออพติมัสไพรม์

เขาเดินไป โดยไม่ใช้สิ่งป้องกันใด ๆ แล้วกระโดดลงมาจากบ่าของออพติมัสไพรม์

จากไหล่ของออพติมัสไพรม์ลงมายังพื้นดินมีความสูงราวสิบเมตร แต่สำหรับด็อกเตอร์ที่ร่างกายสร้างขึ้นจากโลหะเหลวแล้ว กลับไม่เป็นอันตรายแม้แต่น้อย

“ไหน ๆ ก็ซ่อมแซมร่างกายเสร็จแล้ว”

สายตาของออพติมัสไพรม์ละจากด็อกเตอร์ เขาขยับกำมือเบา ๆ ดวงตาสีฟ้าอมเขียวมองไปทั่วฐานทัพ มองไปยังทุกคนที่อยู่ภายใน รวมทั้งเหล่าทรานส์ฟอร์เมอร์สที่เขาเปลี่ยนผ่านด้วยพลังออลสปาร์ค

แล้วใช้เสียงทุ้มต่ำกล่าวว่า “งั้น ต่อไปนี้ก็ถึงเวลาแห่งการตัดสินแล้ว”

“แต่ตอนนี้เรายังไม่รู้ร่องรอยของเมกะทรอนเลย”

พันเอกเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงท่าทีจริงจังในน้ำเสียงของออพติมัสไพรม์

การเสียสละเพื่อการตื่นรู้ของออพติมัสไพรม์ ส่งผลกระทบต่อพันเอกอย่างเห็นได้ชัด

ทำให้เขาไว้ใจออพติมัสไพรม์มากขึ้น เขาใช้ระบบข่าวกรองของออสเตรเลียค้นหาเบาะแสของเมกะทรอนอย่างไม่ลดละ

อย่างไรก็ตาม ทรานส์ฟอร์เมอร์สที่สามารถแปลงร่างเป็นเครื่องบินรบได้นั้น หาได้ไม่ง่ายอย่างที่คิด

“เมกะทรอนคงไม่หลบซ่อนนาน มันต้องการใช้พลังของออลสปาร์คในการเปลี่ยนแปลงเหล่าทรานส์ฟอร์เมอร์สดีเซปติคอน มันต้องใช้เครื่องจักรกลจำนวนมากแน่ ๆ”

ต่อคำพูดนั้น ดวงตาของออพติมัสไพรม์พลันฉายแววคล้ายมนุษย์ ก่อนจะกล่าวเบา ๆ ว่า

“บางที...เราอาจไม่จำเป็นต้องตามหาเมกะทรอนก็ได้……”

ขณะที่ออพติมัสไพรม์และพันเอกกำลังสนทนากันอยู่นั้น

โทนี่ก็แทรกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าแสดงออกถึงความกังวล

เมื่อได้รับข้อมูลข่าวกรองจากจาร์วิส โทนี่ก็ยกมือขึ้นแตะนาฬิกาข้อมือ

ฉับพลันนั้น จอภาพเสมือนจริงก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าทุกคน

“มันไม่ได้พยายามปกปิดอะไรเลย”

ภาพที่ปรากฏบนจอภาพเสมือนจริง คือภาพสดล่าสุดจากแคนเบอร์รา

เหล่าทรานส์ฟอร์เมอร์สจำนวนมากมายกำลังยึดครองทุกซอกทุกมุมของเมืองหลวงออสเตรเลีย พวกมันมีรูปร่างแตกต่างกันไป บางตัวดูคล้ายรถยนต์ส่วนตัว บางตัวก็เหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ กลุ่มทหารในฐานทัพได้เห็นกับตาผ่านกล้องวงจรปิดว่า ตู้ขายเครื่องดื่มอัตโนมัติริมถนนเครื่องหนึ่ง กลายร่างเป็นทรานส์ฟอร์เมอร์ส และกำลังยิงเครื่องดื่มออกไปทั่วบริเวณอย่างไม่หยุดยั้ง

แม้ว่าทรานส์ฟอร์เมอร์สรูปร่างตู้ขายเครื่องดื่มจะดูตลกเล็กน้อย แต่เมื่อพิจารณาจากความอลหม่านที่เกิดขึ้นทั่วแคนเบอร์ราแล้ว ก็ทำให้ใคร ๆ ก็ไม่อาจหัวเราะออกมาได้เลย

“เมกะทรอนใช้ออลสปาร์คไปแล้ว มันวางแผนจะเปลี่ยนเครื่องจักรทุกชิ้นในแคนเบอร์รา เมืองหลวงของออสเตรเลีย ให้กลายเป็นทรานส์ฟอร์เมอร์ส”

โทนี่เก็บภาพเสมือนบนข้อมือ ใบหน้าเคร่งเครียด เอ่ยขึ้นอย่างกังวล

เมกะทรอนเร็วกว่าที่พวกเขาคาดการณ์ไว้มากนัก

“ต้องหยุดมันให้ได้”

ออพติมัสไพรม์ละสายตาจากภาพเสมือนที่ดับวูบไปบนข้อมือของโทนี่ มองไปยังทุกคนในฐานทัพ โดยเฉพาะเหล่าทรานส์ฟอร์เมอร์ส ก่อนจะปลุกเร้ากำลังใจทุกคนเป็นครั้งสุดท้าย

“ออโต้บอท เปลี่ยนร่าง เคลื่อนพล!”

ทันทีที่ออพติมัสไพรม์พูดจบ ร่างกายของมันก็เริ่มเปลี่ยนแปลงต่อหน้าโทนี่และเหล่าผู้ร่วมรบ

ในพริบตาเดียว มันแปลงร่างเป็นรถบรรทุกขนาดมหึมาสีแดงและน้ำเงิน และเหล่าทรานส์ฟอร์เมอร์สที่เหลืออยู่ในฐานทัพก็เปลี่ยนร่างตาม กลายเป็นรถถังและรถยนต์อเนกประสงค์ต่าง ๆ

(จบตอน)

ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_

จบบทที่ บทที่ 704

คัดลอกลิงก์แล้ว