เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 520 การกลับมาจากนรก

บทที่ 520 การกลับมาจากนรก

บทที่ 520 การกลับมาจากนรก


【แปลโดยฝีมือ...ยักษาแปร...มาติดตามได้ที่แฟนเพจหรือเพื่อติดตามเอาข่าวสารได้นะ】

【แค่ คอมเมนต์ ก็เหมือนการให้กำลังใจแล้วนะครับ รบกวน comment กันหน่อยน๊า ;-;】

【Thai-novelจะทำการลงไวกว่าที่อื่นทุกที่ เป็นจำนวน 5 ตอน แต่เรื่องราคาแพงกว่าที่อื่นนิดหน่อย】

บทที่ 520 การกลับมาจากนรก

“จอนนี่…”

“จอนนี่ จอนนี่ จอนนี่ จอนนี่ เบลซ…”

“จอนนี่ เบลซ!”

นิวยอร์ก ชานเมือง สวนสนุก

เมื่อขบวนพาเหรดของสวนสนุกเคลื่อนออกไปหมดแล้ว เหลือเพียงจอนนี่คนเดียวที่ยังอยู่ภายในสวนสนุกที่เคยคึกคัก

ใต้ความมืดมิด สวนสนุกทั้งแห่งดูน่ากลัวน่าสะพรึง แต่จอนนี่กลับไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิด

เพราะถ้ามีผีหรืออะไรก็ตามปรากฏตัวขึ้นมาในสวนสนุก สำหรับโกสต์ไรเดอร์อย่างเขา นั่นก็เท่ากับชนเข้ากับกระบอกปืนนั่นเอง

เขานอนหลับอยู่ในโกดังเก็บรถมอเตอร์ไซค์เก่า ๆ หลังจากเมฟิสโต้ถูกแม่มดแปลก ๆ ที่เขาเห็นก่อนหน้านี้ส่งกลับไปนรกแล้ว จอนนี่ก็เริ่มตั้งคำถามกับการเป็นโกสต์ไรเดอร์ของตัวเอง

เขาควบคุมพลังของโกสต์ไรเดอร์ได้แล้ว ไม่ได้เปลี่ยนร่างเป็นโครงกระดูกไฟลุกโชนไล่ล่าวิญญาณชั่วร้ายในนิวยอร์กเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป

ขณะที่นอนอยู่ในโกดังเก็บรถมอเตอร์ไซค์ที่มืดและเงียบ เสียงกระซิบแผ่วเบาและแหบพร่าก็ค่อย ๆ ดังขึ้นข้างหูเขา

ด้วยเสียงเรียกนั้น เปลวไฟนรกที่ถูกกดขี่อยู่ในตัวจอนนี่ก็เริ่มปรากฏออกมาเป็นประกายไฟเล็ก ๆ

“ใครกัน?!”

ด้วยเสียงกระซิบแหบพร่า จอนนี่ที่กำลังหลับฝันรู้สึกว่าตัวร้อนขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนมีเตาไฟอยู่ข้างในตัวที่ปล่อยความร้อนออกมาไม่หยุด

ความร้อนแผ่ซ่าน จอนนี่ลุกพรวดจากเตียง ทันใดนั้นเปลวเพลิงทรงพลังก็พุ่งออกมาจากรูขุมขนทั่วใบหน้า

เปลวไฟนรกมหาศาลเผาผลาญจนเนื้อหนังของจอนนี่กลายเป็นเถ้าถ่าน ในพริบตาเดียวเขากลับคืนสู่ร่างโกสต์ไรเดอร์ที่ห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงอีกครั้ง

“ดูเหมือนช่วงที่ข้าไม่อยู่ในนรก เจ้าจะเกียจคร้านไปหน่อยนะ จอนนี่”

ในเบ้าตาที่ว่างเปล่าของจอนนี่ หรือโกสต์ไรเดอร์นั้น เปลวไฟนรกสองดวงส่องประกายวาบขึ้น แล้วจ้องมองไปยัง…

เงาในโกดังมอเตอร์ไซค์ที่ค่อย ๆ ยืดยาวขึ้นเรื่อย ๆ จนปรากฏเป็นรูปร่างของชายวัยกลางคนผู้คุ้นเคย

เมฟิสโต้มองโกสต์ไรเดอร์ ยิ้มมุมปากเล็กน้อย แล้วพูดเบา ๆ

“เมฟิสโต้ แกไม่น่าจะกลับมาได้แล้วนี่นา?”

เปลวไฟนรกเผาไหม้จิตใจของโกสต์ไรเดอร์ แม้เมฟิสโต้จะปรากฏตัวอีกครั้ง เขาก็ยังคงใช้ถ้อยคำเย็นชา

“ข้าบอกแล้วว่าข้าจะกลับมา”

เมฟิสโต้เดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ ตอบโกสต์ไรเดอร์อย่างสบาย ๆ

“ข้าเดินทางอยู่ในโลกมนุษย์มานานนับพันปี พบเห็นเหล่าพ่อมดแม่มดมากมาย กลเม็ดเด็ดพรายของพวกมันน่ะ ข้ารู้แจ้งหมดแล้ว วิธีรับมือข้าก็มีอยู่แล้ว”

“ยิ่งกว่านั้น ในฐานะปีศาจ ข้ามักเตรียมการล่วงหน้าเสมอ เผื่อไว้สำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่นเดียวกับสถานการณ์ตรงหน้า”

“แกไม่กลัวเหรอว่า แม่มดคนนั้นจะตามมาอีก?”

คำพูดของโกสต์ไรเดอร์ ทำให้เมฟิสโต้แสดงสีหน้าหวั่นไหวแวบหนึ่ง แต่เพียงเสี้ยววินาที ปีศาจก็เก็บอาการ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูรู้ทันว่า “ไม่ต้องห่วงหรอก มหาจอมเวทมีเรื่องสำคัญกว่าต้องจัดการ ที่จริงแล้ว ข้ารับรู้ได้แล้วจากพลังบางอย่างอันยิ่งใหญ่ว่า สถานการณ์ของมหาจอมเวทไม่ค่อยดีนัก”

หลังจากเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับมหาจอมเวทเพียงเล็กน้อย เมฟิสโต้ก็เปลี่ยนเรื่องกลับมาที่โกสต์ไรเดอร์ที่ยืนอยู่ตรงหน้า “เทียบกับเรื่องพวกนั้น ตอนนี้มีเรื่องสำคัญกว่าที่รอให้ข้าจัดการ”

เมฟิสโต้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ร่างกายของเขาสั่นไหวราวกับเงาสีดำ แล้วปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าโกสต์ไรเดอร์ในพริบตา เมฟิสโต้จ้องมองกะโหลกศีรษะที่กำลังลุกไหม้ท่ามกลางเปลวไฟ ดวงตาสีดำสนิทของเขากระพริบแววร้ายกาจ “ช่วงที่ข้ากลับไปนรก ข้าบังเอิญรู้เรื่องที่ทำให้ข้าแปลกใจอยู่เรื่องหนึ่ง”

เมฟิสโต้ยกมือขึ้น ร่างสีดำที่น่าเกรงขามก็ปรากฏขึ้นมาจากฝ่ามือของเขา เขาจ้องมองภาพที่ปรากฏขึ้นมาในมือ แล้วกระตุกมุมปาก พูดด้วยน้ำเสียงประหลาดว่า “ลูกชายของข้า แบล็คฮาร์ท ดูเหมือนจะฉวยโอกาสที่ข้าถูกส่งกลับนรก แอบทำพิธีกรรมหลอกลวงมนุษย์มาที่นี่ และยังทำเรื่องที่ข้าให้อภัยไม่ได้อีกด้วย”

“แบล็คฮาร์ท?”

ได้ยินคำบรรยายของเมฟิสโต้ โกสต์ไรเดอร์จึงยกฝ่ามือขึ้น มองภาพนูนสามมิติชัดเจนราวกับของจริงปรากฏอยู่บนฝ่ามือ แม้ดวงตาจะว่างเปล่า

รูปลักษณ์น่าสะพรึงกลัวนั้น เหมือนปีศาจจากนรกแท้ ๆ

เมฟิสโต้กำมือบีบภาพเงาสีดำมืดมนนั้นให้สลายไป แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้ความปรานีว่า “ถึงแม้ตั้งแต่แรกข้าจะรู้ถึงความคิดของมัน ในฐานะปีศาจแห่งนรก มันมีความทะเยอทะยานสูง หมายปองตำแหน่งของข้า เจ้าแห่งปีศาจอยู่ แต่ความแตกต่างของพลังมหาศาลทำให้มันปิดบังความคิดเหล่านั้นไว้ จนกระทั่งครั้งนี้ที่ข้าถูกมหาจอมเวทสูงสุดส่งกลับมายังนรก”

“แกต้องการให้ฉันทำอะไร?”

โกสต์ไรเดอร์ไม่สนใจความสัมพันธ์ระหว่างเมฟิสโต้กับเงาสีดำมืดมนนั้น

“ข้าต้องการให้เจ้าไปหามัน ก่อนที่มันจะได้ไป”

“หาอะไร?”

“พันธสัญญาแห่งซานเวนกันซ่า”

เมฟิสโต้จ้องมองเข้าไปในดวงตาที่ว่างเปล่าของโกสต์ไรเดอร์ เอ่ยคำพูดนั้นออกมาช้า ๆ ทีละคำ

“ข้าว่าแบล็คฮาร์ทคงส่งคนไปตามหาพันธสัญญาแห่งซานเวนกันซ่าแทนแน่ ๆ มันรู้ว่าข้าจะกลับมาจากนรกอีกครั้ง เลยไม่ลงมือเองหรอก ต้องหาใครสักคนมาเป็นเครื่องมือ ไปตามหาพันธสัญญาให้ ขอแค่ได้พันธสัญญา ดูดกลืนวิญญาณข้างใน มันก็จะหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งนรก ได้อยู่บนโลกมนุษย์อย่างถาวร”

“งั้นทำไมแกไม่เก็บพันธสัญญาแห่งซานเวนกันซ่าที่มีพลังมหาศาลขนาดนั้นไว้ใช้เองล่ะ” โกสต์ไรเดอร์ถามขึ้นมาทันที หลังจากได้ฟังเมฟิสโต้บรรยายถึงพลังของพันธสัญญาแห่งซานเวนกันซ่า

“เพราะพันธสัญญาทำให้ข้าใช้พลังที่ร้ายกาจบนโลกมนุษย์ไม่ได้มากนัก ไม่งั้นสวรรค์จะจับตามอง” เมฟิสโต้บิดเบือนใบหน้า ตอบด้วยน้ำเสียงแปลก ๆ ว่า “แล้วก็ พลังของข้าเกี่ยวข้องกับนรกอย่างแยกไม่ออก ยิ่งพันธสัญญาแห่งซานเวนกันซ่าเป็นของข้าอยู่แล้ว ข้าจะไปโลภอะไรกับของตัวเอง”

“อีกไม่นาน มันก็จะไม่ใช่ของแกแล้ว” โกสต์ไรเดอร์กล่าวเสียงเย็นชา หลังจากได้ฟังเมฟิสโต้พูดจบ

เมฟิสโต้กระดิกนิ้วเบา ๆ เป็นการตอบโต้คำเยาะเย้ยของจอนนี่ ฉับพลันนั้น วิญญาณของชายวัยกลางคนพุ่งทะยานออกมาจากปลายนิ้วของปีศาจดุจสายฟ้าแลบ

“พ่อ!”

โกสต์ไรเดอร์เห็นภาพนั้น เปลวไฟในเบ้าตาที่ว่างเปล่าของเขาระยิบระยับขึ้นมาในทันที

เมฟิสโต้เห็นปฏิกิริยาของโกสต์ไรเดอร์ รอยยิ้มจึงยิ่งกว้างขึ้นบนริมฝีปาก

“ข้าคิดว่า ต่อไปนี้เจ้าคงรู้แล้วว่าต้องทำยังไง จอนนี่ พันธสัญญาแห่งซานเวนกันซ่ายังไม่ตกไปอยู่ในมือของพวกคนชั่ว ข้าต้องการให้เจ้าไปเอาพันธสัญญาแห่งซานเวนกันซ่ามาให้ได้ แล้วก็เอามาให้ข้าแค่นั้นเอง”

“แต่ฉันไม่รู้ว่าสัญญาอยู่ที่ไหน?”

โกสต์ไรเดอร์กดเปลวไฟในเบ้าตาลง จ้องมองเมฟิสโต้ แล้วเอ่ยเสียงเรียบเย็น

“สัญญาอยู่กับโกสต์ไรเดอร์รุ่นก่อน ข้าคิดว่าเปลวไฟนรกในตัวเจ้า จะชี้นำไปยังที่อยู่ของเขาได้”

เมฟิสโต้บอกข้อมูลสุดท้ายให้จอนนี่ ร่างกายที่เป็นเงาเริ่มสลายตัวลงทีละน้อย จนกระทั่งเหลือเพียงเงาบนพื้นตรงหน้าโกสต์ไรเดอร์

“เอาสัญญากลับมาที่นี่ จอนนี่”

โกสต์ไรเดอร์ยืนอยู่ภายในโกดังเก็บรถจักรยานยนต์ ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยเปลวไฟลุกโชน

จากนั้น เขาก็คิดถึงคำเตือนที่ซูพรีมวิซาร์ดเคยกล่าวไว้

บรืนน——

ฉับพลันนั้น เสียงคำรามกึกก้องดังสนั่นหวั่นไหวมาจากสวนสนุก

ทันใดนั้นเอง รถฮาร์เล่ย์คันหนึ่งที่กำลังลุกไหม้ท่วมท้นก็พุ่งออกมาจากกลางเปลวเพลิงด้วยความเร็วสูง

……

“จอนนี่?”

ภายในอาคารของเหล่าอเวนเจอร์ส เงาร่างสีแดงก่ำหันไปมองซูซาน ใบหน้าแสดงความสงสัยอย่างเห็นได้ชัด

“ใช่แล้ว จอนนี่ ฮิวแมนทอร์ช นั่นคือชื่อของนาย”

แม้ว่าจอนนี่ตรงหน้าจะเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ แตกต่างจากน้องชายในความทรงจำของซูซานอย่างสิ้นเชิง แต่เธอยังพอสังเกตเห็นเค้าโครงใบหน้าของน้องชายเธอ จอนนี่ จากใบหน้าสีแดงก่ำนั้น

หลังจากเหตุการณ์ของเบน กริมม์ ซูซานก็มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์มากขึ้น เพราะแม้แต่หินยังกลายพันธุ์ได้ การเปลี่ยนสีผิวจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอีกต่อไป

“ฮิวแมนทอร์ช?”

เขาพึมพำซ้ำคำพูดของซูซาน

เงาร่างนั้นก้มลงมองฝ่ามือสีแดงก่ำของตัวเอง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองซูซานที่กำลังรอคอยคำตอบด้วยสีหน้าหวัง สุดท้ายเขาก็ส่ายหน้าเบา ๆ พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงขอโทษแผ่วเบา

“ขอโทษนะ ผมจำเรื่องที่คุณพูดมาไม่ได้เลย”

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

เหล่าอเวนเจอร์สที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ต่างมองเงาร่างที่ดูคุ้นเคยแต่กลับแปลกปลอมอย่างงุนงง

“อาจเป็นเพราะจอนนี่สลบไปนานมาก ก่อนหน้านั้น พลังจากคทารุนแรงเกินไป ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายเขายังกลายพันธุ์อย่างไม่คาดคิด เลยทำให้พลังจากคทากดทับความทรงจำเกี่ยวกับแฟนแทสติกโฟร์จนหมดสิ้น”

แบนเนอร์เลิกแว่นเล็กน้อย มองจอนนี่ที่นอนอยู่ตรงหน้า แล้วคาดเดาพลางพูดว่า

“เขาไม่ได้ลืมแค่ความทรงจำเกี่ยวกับแฟนแทสติกโฟร์หรอกนะ”

โทนี่ขมวดคิ้ว เมื่อได้ยินแบนเนอร์อธิบาย

“เขาถึงกับลืมไปด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นใคร”

ผลการรักษาครั้งนี้เกินความคาดหมายของเหล่าอเวนเจอร์ ถึงจะช่วยชีวิตจอนนี่ได้ แต่ตอนนี้เขาสูญเสียความทรงจำในฐานะฮิวแมนทอร์ชไปหมดแล้ว

“อาจเป็นเพราะอัญมณีเม็ดนั้น”

แสงสีฟ้าอ่อนวาบในดวงตา อัลตรอนสแกนอัญมณีสีเหลืองบนหน้าผากจอนนี่ แล้ววิเคราะห์

“จากข้อมูลและรังสีที่ตรวจพบ อัญมณีน่าจะเป็นแกนกลางพลังของคทา พลังจากอัญมณีทรงพลังขนาดนี้ ถึงจะปลุกจอนนี่ให้ฟื้นจากการสลบได้ แต่ก็กดทับความทรงจำทั้งหมดของเขาไว้ด้วย ตอนนี้จอนนี่ที่อยู่ตรงหน้า ไม่ใช่ฮิวแมนทอร์ชอีกต่อไป แต่เป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตใหม่”

ตูม!

“เฮ้ โทนี่!”

ขณะที่โทนี่และคนอื่น ๆ กำลังเป็นห่วงจอนนี่อยู่ที่ตึกอเวนเจอร์

เสียงคำรามดังสนั่น แล้วธอร์ก็ปรากฏตัวขึ้นในตึก

ธอร์ตรงปรี่เข้ามาด้านหน้าโทนี่ ใบหน้าบึ้งตึง พลางพูดด้วยน้ำเสียงโกรธจัดว่า “ข้ามอบคทาให้พวกเจ้า ไม่ใช่ให้พวกเจ้าเอาไปทำลาย!”

เห็นได้ชัดว่า ธอร์รู้ผลการทดลองจากคนอื่น ๆ ในตึกอเวนเจอร์ส

“ใจเย็น ๆ หน่อยนะครับ คุณธอร์”

อัลตรอนที่อยู่ข้าง ๆ รีบเข้ามาเกลี้ยกล่อมธอร์ที่กำลังเดือดดาล

“ที่จริงแล้ว คุณสตาร์คกับพวกเราก็ไม่ได้คาดคิดว่าคทาจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น”

ธอร์เข้าใจดีในสิ่งที่อัลตรอนพูด

เพียงแต่ว่า ชั่วขณะนี้เขายังทำใจยอมรับการสูญเสียพลังของคทาไม่ได้

ธอร์สูดหายใจเข้าลึก ๆ คลายมือที่กำแน่นอยู่ที่นิ้วของโทนี่ แล้วหันไปสำรวจสถานการณ์ภายในตึก สายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับเงาสีแดงเพลิง หรือพูดให้ถูกต้องก็คือ อัญมณีสีเหลืองที่เปล่งแสงลึกลับอยู่บนหน้าผากนั่นเอง

อัญมณีสีเหลืองเม็ดนี้ เป็นของโลกิ มาจากคทาที่เขาเคยครอบครอง

มณีแห่งจิตใจ มอบความสามารถในการรับรู้ที่เฉียบคมให้กับจอนนี่ เขาสัมผัสได้ถึงสายตาของธอร์ที่มองมา จึงเผลอหันหน้าไปทางธอร์โดยอัตโนมัติ

เมื่อเห็นชุดของเทพเจ้าสายฟ้า สายตาของจอนนี่ก็ไปหยุดอยู่ที่ผ้าคลุมหลังของธอร์ และในทันทีนั้นเอง ผ้าคลุมสีเหลืองขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นมาด้านหลังของเขาเช่นกัน

พลังนี้ ไม่ใช่พลังของฮิวแมนทอร์ชคนเดิมอย่างแน่นอน

“อัญมณีแห่งจิตใจ”

ธอร์พึมพำเบา ๆ ขณะมองไปที่อัญมณีบนหน้าผากของจอนนี่

“อะไรนะ?” โทนี่กระซิบเบา ๆ ทันทีที่ได้ยินชื่อที่ธอร์เอ่ยขึ้น

“อัญมณีแห่งจิตใจ หนึ่งในหกอัญมณีแห่งอนันต์ มันคือพลังที่ทรงพลังที่สุดในจักรวาล มีพลังทำลายล้างมหาศาลถึงขั้นระเบิดจักรวาล และตอนนี้อัญมณีที่อยู่บนหน้าผากของจอนนี่นั่นแหละ คืออัญมณีแห่งจิตใจ หนึ่งในหกอัญมณีแห่งอนันต์”

“อัญมณีแห่งอนันต์?” เหล่าอเวนเจอร์ต่างได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับอัญมณีแห่งอนันต์จากธอร์เป็นครั้งแรก

พวกเขารับฟังธอร์พลางเหลือบมองหน้าผากของจอนนี่ไปด้วยโดยไม่รู้ตัว

“มันไม่สมเหตุสมผลเลย ทำไมอัญมณีเพียงก้อนเดียวถึงมีพลังทำลายล้างจักรวาลได้” แบนนาร์ขมวดคิ้ว เขายังคงสงสัยในเรื่องอัญมณีแห่งอนันต์ที่ธอร์กล่าวถึง

“แล้วคุณว่าเรื่องฮัลค์สมเหตุสมผลกว่าหรือไงครับ ด็อกเตอร์” แต่คำถามของโทนี่ก็คลายข้อสงสัยของแบนนาร์ได้ในทันที

จอนนี่รับรู้สายตาของเหล่าอเวนเจอร์ สีหน้าเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาเอามือลูบอัญมณีบนหน้าผาก เหลือบมองเหล่าอเวนเจอร์แล้วมองไปที่ซูซานที่ยืนอยู่ข้าง ๆ สุดท้ายเขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

“ขอโทษนะครับ แต่ผมไม่ใช่จอนนี่ สตอร์ม ผมไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเขาเลย อาจจะเป็นไปได้ว่าผมเคยเป็นจอนนี่สตอร์ม แต่ตอนนี้ผมคือ…”

“…ผมคือตัวของผมเอง”

เขาค่อย ๆ ลอยตัวขึ้น เงาของเขาปรากฏให้เหล่าอเวนเจอร์ที่อาคารอเวนเจอร์เห็น เขาแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงที่ช้าแต่หนักแน่น

“ผมคือ… วิชั่น”

(จบตอน)

ติดตามผู้แปลได้ที่แฟนเพจ:ยักษาแปร ผู้แปลลงแค่ในMy-NovelและThai-novelเท่านั้น หากอ่านที่อื่นรบกวนมาสนับสนุนทีนะครับผม หรือจะมากดไลก์แฟนเพจก็ได้ กระซิกกระซิก ;-;_

จบบทที่ บทที่ 520 การกลับมาจากนรก

คัดลอกลิงก์แล้ว