เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 448 รถไฟสวรรค์  ตอนที่ 16

บทที่ 448 รถไฟสวรรค์  ตอนที่ 16

บทที่ 448 รถไฟสวรรค์  ตอนที่ 16


บทที่ 448 รถไฟสวรรค์  ตอนที่ 16

เซิ่งจื่อหมิงและคนอื่นๆ เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็โล่งใจไปชั่วครู่ แต่ความกังวลกลับเข้ามาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว

แม้ว่าเมื่อครู่พลังดาบของเวินซวีจะน่าทึ่ง แต่จำนวนวิญญาณร้ายที่ถูกทำลายก็เป็นเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับจำนวนที่เหลืออยู่ ถือว่าน้อยมาก

สถานการณ์ที่ดูเหมือนจะคลี่คลายเพียงไม่กี่วินาทีก็กลับมาวิกฤตอีกครั้ง เหล่าวิญญาณร้ายกรูกันเข้ามาอีก

คราวนี้ กู่เถียนเถียนเป็นฝ่ายออกหน้าก่อน เธอใช้พู่กันเวทวาดสัญลักษณ์ขนาดใหญ่สีทองขึ้นในพริบตา และไม่หยุดเพียงเท่านั้น เธอวาดสัญลักษณ์เพิ่มอีกสามทิศทาง ทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

อวี้ไป๋ลู่ที่อยู่ในตู้โดยสารมองเห็นเหตุการณ์นั้นพลางพึมพำ “พัฒนาได้เร็วจริงๆ ไม่กี่วินาทีก็สร้างค่ายกลยันต์ได้”

แม้ว่าจะเป็นค่ายกลยันต์ที่ง่ายที่สุด แต่การเพิ่มจำนวนสัญลักษณ์ในแต่ละครั้งถือเป็นความก้าวหน้าอย่างมาก

เมื่อค่ายกลยันต์เสร็จสมบูรณ์ กู่เถียนเถียนสะบัดมือเบาๆ สัญลักษณ์ขนาดใหญ่ทั้งสี่กระจายออกไปโดยรอบ วิญญาณร้ายที่โดนพลังนั้นถูกทำลายหรือได้รับบาดเจ็บจนต้องล่าถอย

แม้ว่าค่ายกลของเธอจะไม่รุนแรงเท่าดาบของเวินซวี แต่ก็จัดการวิญญาณร้ายได้จำนวนมาก

ในขณะที่กู่เถียนเถียนเคลื่อนไหว วิญญาณที่อยู่ในร่างของเวินซวีก็เริ่มตื่นขึ้น

“ฮึ แม้ว่าพวกมันจะไร้ค่า แต่จำนวนมากมายขนาดนี้ก็พอจะกัดพวกเจ้าตายได้”

เวินซวีเพิกเฉยต่อเสียงที่ดังขึ้นในหัว ไม่แสดงท่าทีสนใจ แต่กลับตั้งสมาธิจดจ่ออยู่กับพลังของค่ายกลยันต์ คอยจับตาดูว่ามีวิญญาณร้ายตัวไหนหลุดรอดออกมาหรือไม่ พร้อมที่จะชักดาบขึ้นจัดการทันที

ทว่าความพยายามของวิญญาณในตัวเขาไม่ได้หยุดลงง่ายๆ เสียงของมันยังคงเย้ยหยันต่อเนื่อง

“โลกต้นกำเนิดเต็มไปด้วยความวุ่นวาย และที่นี่ก็ยังกล้าทำเรื่องแบบนี้อีก ช่างน่าขันเสียจริง”

เวินซวีเริ่มหงุดหงิดในใจ พลางคิดว่าเจ้าสิ่งนี้จะพูดไม่หยุดไปอีกนานแค่ไหน แต่ทันใดนั้น เสิ่นชงหรานที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาหันกลับมาช้าๆ ดวงตาเป็นประกายแหลมคม เธอเอ่ยถามเสียงเย็น

“วิญญาณในร่างเจ้ากำลังพูดอยู่ใช่ไหม?”

คำพูดที่ไม่ทันตั้งตัวของเสิ่นชงหรานทำเอาเวินซวีชะงัก หยุดความคิดทุกอย่างลงทันที และแม้แต่วิญญาณในร่างเขาเองก็ถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ ไม่กล้าพูดอะไรต่อ

เสิ่นชงหรานขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าไม่แน่ใจ

ก่อนหน้านี้ เธอได้ยินเสียงใครบางคนพูด แต่มันเบาและไม่ชัดเจน ทำให้เธอสงสัยว่านั่นอาจเป็นเสียงของวิญญาณในร่างเวินซวี

เวินซวีถาม “เจ้าได้ยินอะไรหรือ?”

“ไม่แน่ใจ แต่เหมือนพูดถึงที่แห่งนี้”

เวินซวีที่ปกติสงบนิ่ง เริ่มไม่จดจ่ออยู่กับพลังของค่ายกลยันต์

“มันพูดถึงสถานที่นี้จริงๆ เจ้าได้ยินถูกต้อง”

เสิ่นชงหรานมองไปที่ค่ายกลยันต์ของกู่เถียนเถียนซึ่งเริ่มจางหายหลังจากจัดการวิญญาณร้ายจำนวนมากแล้ว “มันบอกหรือไม่ว่านี่คือที่ไหน?”

เวินซวีส่ายหน้า พร้อมใช้ดาบจัดการวิญญาณร้ายที่กำลังเข้ามา “ไม่บอก มันไม่มีทางใจดีบอกเราทุกอย่าง”

แต่ความเร็วที่วิญญาณร้ายกรูเข้ามากลับเพิ่มขึ้น เสิ่นชงหรานหันมองรอบตัว แล้วเอ่ยคำสาปด้วยเสียงที่หนักแน่นและเปี่ยมไปด้วยอำนาจ

“จง! สิ้น!”

คำพูดที่เต็มไปด้วยพลังนั้นเปลี่ยนสถานการณ์ไปโดยสิ้นเชิง ความคิดของเธอตั้งมั่นเพียงอย่างเดียวว่า วิญญาณร้ายทั้งหมดที่เธอมองเห็นต้องถูกทำลายให้หมด

พลังคำสาปนี้น่ากลัวจนเหล่าผู้โดยสารในรถไฟมองเห็นวิญญาณร้ายที่เคยอัดแน่นอยู่ในพื้นที่ทั้งหมดหายไปจนหมดในพริบตา

เซิ่งจื่อหมิงและอวี้ไป๋ลู่จ้องมองภาพเบื้องนอกอย่างตกตะลึง ในความว่างเปล่าที่เหลืออยู่ มีเพียงรถไฟที่จอดเรียงรายและคนไม่กี่คนที่ยืนอยู่ด้านนอก

แต่การใช้พลังที่รุนแรงขนาดนี้ไม่ใช่สิ่งที่เสิ่นชงหรานจะควบคุมได้ง่าย หลังจากวิญญาณร้ายหายไป เธอรู้สึกปวดศีรษะอย่างหนัก เฟิงอี้เฉินประคองเธอไว้ทันที

“ถ้ามีวิญญาณร้ายโผล่มาอีก เราจะจัดการเอง เจ้าพักก่อน”

เสิ่นชงหรานพยักหน้า ใบหน้าที่เคยเปล่งปลั่งบัดนี้ซีดเซียว ริมฝีปากของเธอมีเพียงสีชมพูจางๆ

...

หมู่บ้านอวี้ลู่

หญิงสาวที่กำลังต่อสู้กับวิญญาณร้ายพยายามจะควบคุมมัน แต่กลับพบว่าพลังของเธออ่อนลงอย่างผิดปกติ

“ทำไมถึงเป็นแบบนี้…”

เธอคิดว่าความสามารถของตัวเองถดถอย โดยไม่ได้สนใจเพื่อนร่วมทีมที่อยู่รอบตัว

“มันตามมาแล้ว เร็วเข้า ขวางมันไว้!”

พวกเขาไม่คาดคิดว่าศัตรูที่คิดว่าเป็นเพียงวิญญาณร้ายระดับสูงจะกลายเป็นวิญญาณระดับสูงสุด และดูเหมือนพลังของมันยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สมาชิกทีมที่ยืนขวางอยู่ด้านหน้าถูกกรงเล็บของวิญญาณร้ายฟาดจนไหล่ข้างหนึ่งแหลกเละจนแทบไม่เหลือสภาพ ร่างล้มลงร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด

สมาชิกคนอื่นรีบเข้ามาขวางการโจมตีของวิญญาณร้ายแทน

หญิงสาวที่ยังคงจมอยู่กับความคิดว่าความสามารถของตนถดถอย กลับแสดงสายตาอาฆาตออกมา เธอมองวิญญาณร้ายตรงหน้าราวกับเป็นศัตรูที่เธอเกลียดชังที่สุดในชีวิต ก่อนจะพุ่งเข้าไปเผชิญหน้าอย่างไม่ลังเล

ในขณะที่เสิ่นชงหรานกำลังอ่อนแรง ภาพในความฝันก่อนหน้านี้ปรากฏขึ้นในความคิดของเธออีกครั้ง พระราชวังอันสูงตระหง่านและเงาของใครบางคนที่ดูคุ้นเคย

สิ่งที่ซ่อนอยู่ในความว่างเปล่าดูเหมือนจะรู้ว่าเธอกำลังอ่อนแอ มันแอบเข้ามาใกล้เธอทีละน้อย

เสิ่นชงหรานนั่งลงกับพื้น หลับตาเพื่อรวบรวมพลัง

หลังจากจัดการวิญญาณร้ายไปได้หนึ่งระลอก ความสงบก็มีอยู่เพียงสิบวินาทีก่อนที่ประตูที่มองไม่เห็นในความว่างเปล่าจะเปิดออกอีกครั้ง ปล่อยให้วิญญาณร้ายจำนวนมหาศาลหลั่งไหลเข้ามาอีก

แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่เสิ่นชงหรานต้องกังวลอีกต่อไป เพราะเพื่อนร่วมทีมของเธอสามารถจัดการได้

ในตอนนี้จิตใจของเสิ่นชงหรานเหมือนเข้าสู่สภาวะประหลาด เธอกึ่งหลับกึ่งตื่น รู้สึกถึงเสียงพูดคุยของเพื่อนร่วมทีมแว่วมาจากความว่างเปล่า และในขณะเดียวกัน เธอก็เห็นภาพบางอย่างที่ไม่ปะติดปะต่อ ปรากฏในห้วงความคิด

เสียงหนึ่งดังขึ้น เป็นเสียงของตัวเธอเองที่ฟังดูห่างไกลและแผ่วเบา

“การเดินทางครั้งนี้…ข้าไม่รู้เลยว่าจะได้กลับมาเมื่อใด…”

อีกเสียงหนึ่งตอบกลับมา เสียงนั้นลึกล้ำและมั่นคง คล้ายเป็นใครบางคนที่เธอคุ้นเคย

“เมื่อวิกฤตการณ์ใหญ่กำลังใกล้มาถึง ข้าจะเดินทางไปกับเจ้าเอง”

เสียงแรกเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“เจ้าต้องดูแลทุกอย่าง ข้าจะฝากบางสิ่งไว้ให้ก่อนจากไป สิ่งนี้จะช่วยเจ้าควบคุมความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้น”

เสียงที่ลึกลับนั้นเว้นช่วงก่อนพูดอีกครั้ง

“เจ้าจงระวังให้ดี ยังมีบางคนที่ไม่ยอมแพ้ พวกเขาอาจหาทางเล่นงานเจ้า…”

เสียงของเสิ่นชงหรานตอบกลับอย่างมั่นใจ แม้ในห้วงกึ่งฝันเธอก็ยังเปี่ยมไปด้วยพลัง

“เจ้าลืมไปหรือว่าข้ามีความสามารถอะไร?”

บทสนทนาจบลงตรงนี้ เสิ่นชงหรานขมวดคิ้วแน่น เธอพยายามคิดว่าใครคือคู่สนทนา และในอดีตของเธอเคยทำอะไรไว้

จากบทสนทนา เธอรู้ว่ามีบางสิ่งที่พยายามกำจัดเธอโดยตรง เธอหวนคิดถึงภารกิจของผู้ทำภารกิจคนอื่น ที่เริ่มจากง่ายไปยากตามลำดับ ยกเว้นเธอและเฟิงอี้เฉินที่เจอความอันตรายสูงสุดตั้งแต่เริ่มต้น

เวินซวีเองก็เช่นกัน หลังจากผ่านการทดสอบ ภารกิจของเขาก็ยากขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนกู่เถียนเถียน ภารกิจที่เกี่ยวข้องกับเธอก็ยิ่งอันตรายขึ้นทันทีที่เข้าร่วมกลุ่ม

แล้วต้นตอของปัญหาคือใคร? ตัวเธอหรือเฟิงอี้เฉินกันแน่?

ในขณะที่เธอยังครุ่นคิด เสียงในความฝันกลับมาอีกครั้ง “แม้เจ้าจะพูดเช่นนั้น แต่ครั้งนี้ข้าจะไม่ฟังเจ้าอีก อย่าโกรธข้าก็แล้วกัน… หรือจริงๆ ข้าก็อยากให้เจ้าหงุดหงิดเสียด้วยซ้ำ”

ในความว่างเปล่า สิ่งที่ซ่อนตัวอยู่กำลังเข้ามาใกล้เสิ่นชงหรานมากขึ้น เป้าหมายของมันคือเธอคนเดียว

เฟิงอี้เฉินจัดการวิญญาณร้ายที่เข้ามาใกล้ด้วยการโจมตีเล็กน้อย ส่วนการโจมตีวงกว้างเป็นหน้าที่ของเวินซวีและกู่เถียนเถียน

เสิ่นชงหรานที่ยังคงหลับตาอยู่ พลันได้ยินบทสนทนาแปลกประหลาดในสภาวะกึ่งฝันทำให้เธอชะงักไปชั่วขณะทันใดนั้น ความรู้สึกถึงอันตรายก็กระตุ้นให้ร่างกายเธอตื่นตัว เธอพยายามลืมตาและหันกลับไป แต่ยังคงติดอยู่ในสภาวะกึ่งฝัน

เฟิงอี้เฉินที่เฝ้าระวังให้เธออยู่ใกล้ๆ รับรู้ถึงบางสิ่งทันที เขารีบดึงตัวเสิ่นชงหรานออกจากจุดที่เธอนั่ง

ไม่นานนัก บริเวณที่เธอนั่งอยู่ก็ปรากฏมือขาวซีดโผล่ออกมา มันพยายามจะคว้าตัวเสิ่นชงหราน แต่โชคดีที่เฟิงอี้เฉินรับรู้ได้ทัน

เมื่อการโจมตีพลาดเป้า มือสีซีดนั้นรีบพยายามหดกลับเข้าสู่ความมืด ทว่าทันใดนั้น เสิ่นชงหรานลืมตาขึ้น สายตาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว ก่อนจะเปล่งคำสาปทรงพลังออกมา “จงนิ่ง!”

คำพูดของเธอทำให้มือที่กำลังหดกลับหยุดชะงัก ร่างในความมืดของมันเองก็ขยับไม่ได้

เสิ่นชงหรานมองไปที่เฟิงอี้เฉินที่ประคองเธออยู่ เธอพยักหน้าให้เขา เฟิงอี้เฉินเข้าใจทันทีและปล่อยมือจากเธอ

เสิ่นชงหรานยื่นมือออกไปคว้าจับมือของวิญญาณร้ายไว้แน่น ก่อนจะหันไปพูดกับกู่เถียนเถียนด้วยเสียงจริงจังว่า "จับมือเราไว้" พร้อมกับยื่นมืออีกข้างไปทางเธอ

กู่เถียนเถียนชะงักจากการโจมตีวิญญานร้าย แล้วก้าวเข้ามาใกล้ เมื่อเห็นแววตาที่มุ่งมั่นและแน่วแน่ของ

เสิ่นชงหราน เธอจึงตัดสินใจเอื้อมมือออกไปจับมืออีกข้างของเธออย่างไม่ลังเล

ทันใดนั้น คลื่นของภาพเหตุการณ์จำนวนมากก็พุ่งเข้ามาในจิตใจของพวกเธออย่างรุนแรงและไม่หยุดยั้ง ราวกับน้ำป่าที่ไหลหลาก…

..........

จบบทที่ บทที่ 448 รถไฟสวรรค์  ตอนที่ 16

คัดลอกลิงก์แล้ว