- หน้าแรก
- ทลายทุกกฎ ฝ่ามิติสยองด้วยกลโกง
- บทที่ 332 วันสารทจีน: เกมเอาชีวิตรอด ตอนที่ 20
บทที่ 332 วันสารทจีน: เกมเอาชีวิตรอด ตอนที่ 20
บทที่ 332 วันสารทจีน: เกมเอาชีวิตรอด ตอนที่ 20
บทที่ 332 วันสารทจีน: เกมเอาชีวิตรอด ตอนที่ 20
ชายผู้สำรวมยังคงจ้องมองมาที่เสิ่นชงหรานโดยไม่ละสายตา เมื่อได้ยินคำถาม เขาพยักหน้าเล็กน้อย
“ข้ามองเห็น ขอโทษด้วยที่โลกของพวกเรากล่าวร้ายพวกท่าน แต่ผู้ที่ก่อกรรมใดไว้ย่อมหนีการลงโทษไม่พ้น ข้าสัญญา”
เสิ่นชงหรานโบกมือเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ในกลุ่มของพวกท่านไม่มีใครที่สังกัดสำนักอู๋โก้วเจี้ยวใช่ไหม?”
ชายผู้สำรวมส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนตอบ “ไม่มี สำนักนั้นเป็นเพียงผู้ที่ได้ตำราหมอผีมาบางส่วนเท่านั้น ความรู้ที่พวกเขามีเป็นแค่ขั้นพื้นฐาน ยังห่างไกลจากการเข้าถึงแก่นแท้ของศาสตร์นี้”
เสิ่นชงหรานถึงกับนิ่ง ไม่รู้จะถามอะไรต่อ ผู้คนเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นบุคคลในอดีตกาลหลายร้อยปีก่อน จากการสนทนาก่อนหน้า พวกเขาน่าจะเคยพยากรณ์ว่าจะเกิดเหตุการณ์กระแสคลื่นวิญญาณร้ายในเทศกาลวันสารทจีนที่กำลังเกิดขึ้นนี้ไว้นานแล้ว
“ในช่วงเวลาที่พวกเรายังอยู่ที่นี่ เราจะพยายามอย่างเต็มที่ไม่ให้ประชาชนของประเทศนี้ต้องถูกสังหารหมู่โดยวิญญาณร้าย แม้เวลาของเราจะมีจำกัดก็ตาม”
ชายผู้สำรวมยิ้มพร้อมพยักหน้า “เพียงเท่านี้ก็วิเศษแล้ว ขอขอบคุณเหล่าวีรบุรุษที่ยืนหยัดเพื่อความยุติธรรม”
ไม่นาน ทัศนียภาพตรงหน้าของเสิ่นชงหรานเริ่มเลือนราง เธอรู้ว่าตัวเองกำลังจะตื่น ก่อนจะหันมองชายผู้สำรวมอีกครั้ง ลมแรงพัดหมวกของเขาปลิวไป เสื้อคลุมเต๋าที่เขาสวมก็พลิ้วสะบัดไปตามลม
ในสายลมที่พัดโหมอย่างฉับพลัน เธอเห็นเพียงเงาร่างของพวกเขาที่ค่อย ๆ เลือนหายไป
เมื่อเสิ่นชงหรานลืมตาขึ้นมา เธอพบว่าตัวเองอยู่เพียงลำพังในห้อง กู่เถียนเถียนที่เดิมทีนอนอยู่บนโซฟาหายตัวไปแล้ว
เธอลุกขึ้น เปิดม่านเตียงออก และพบว่าภายนอกกลายเป็นเวลายามเย็น แสงอาทิตย์ยามตะวันตกย้อมโลกทั้งใบเป็นสีส้มทอง เธอมองวิวที่งดงามได้ไม่นาน ประตูก็ถูกเปิดออก
เสียงร่าเริงของกู่เถียนเถียนดังขึ้น “ตื่นแล้วเหรอ ดีเลย ฉันเอาอาหารเย็นมาให้เธอด้วย”
เสิ่นชงหรานหันไปมอง เห็นว่าคนที่เข้ามาไม่ได้มีแค่กู่เถียนเถียน แต่ยังมีเฟิงอี้เฉินและเวินซวีด้วย
พวกเขาหาที่นั่งกันเองทันที เวินซวียกเท้าขึ้นพาดบนโต๊ะชาอย่างสบาย ๆ ขณะที่เฟิงอี้เฉินยังคงจ้องมอง
เสิ่นชงหราน กู่เถียนเถียนวางอาหารที่เธอห่อกลับมาไว้บนโต๊ะก่อนจะพูดว่า “เวินเหรินเซี่ยนั่นกินจุเกินคาด กินข้าวผัดไปสามจานใหญ่ แล้วยังลุยจานที่สี่ต่ออีก”
เสิ่นชงหรานตอบ “คงเพราะตื่นสายเลยหิวมาก”
ตัวเธอเองก็รู้สึกหิวไม่น้อย แต่เมื่อหันไปมองเฟิงอี้เฉินที่ยังคงจ้องมองเธอ เธออดสงสัยไม่ได้ว่าเขากำลังคิดอะไร “มีอะไรหรือเปล่า?”
เฟิงอี้เฉินถามตรง ๆ “เธอฝันแบบนั้นอีกแล้วใช่ไหม?”
เสิ่นชงหรานไม่แน่ใจว่าเขาดูออกได้อย่างไร แต่ก็พยักหน้า “ใช่ แต่ครั้งนี้ไม่ได้พยากรณ์ถึงอันตราย แค่เห็นคนในอดีตกาลหลายร้อยปีก่อน”
เวินซวีที่กำลังดื่มน้ำมะนาวจากโรงอาหารของโรงแรม เมื่อได้ยินก็สนใจขึ้นมาทันที “โอ้? คนแบบไหนล่ะ? มีพูดถึงเรื่องกระแสคลื่นวิญญาณร้ายในครั้งนี้บ้างไหม?”
เสิ่นชงหรานพยักหน้า “พูดถึง พวกเขาบอกว่านี่คือกรรมร่วมของมนุษย์ที่ต้องเผชิญด้วยกัน ตอนนั้นพวกเขาพูดถึงช่วงเวลาหลังจากนั้นอีก 600 ปี ซึ่งหมายความว่าพวกเขาเป็นคนเมื่อ 600 ปีก่อน และยังบอกว่าสำนักอู๋โก้วเจี้ยวในปัจจุบันไม่ได้สืบทอดศาสตร์หมอผีดั้งเดิม เพียงแค่ได้มาผิวเผินเท่านั้น”
เวินซวีกัดหลอดดูด “แบบนี้นี่เอง ดูก็รู้ว่าไม่มีอะไรเก่งกาจอยู่แล้ว”
กู่เถียนเถียนเห็นด้วย “ใช่ ดูอย่างค่ายกลในห้องนี้สิ สูงสุดก็แค่กันวิญญาณร้ายระดับกลางได้ น่าชื่นชมตรงกำแพงเมืองที่ยังพอรับมือวิญญาณร้ายระดับสูงได้บ้าง แต่ก็ต้องใช้จำนวนมาสู้แทน”
เธอเองก็ไม่รู้ว่าในอดีต เมืองชายแดนของประเทศนี้ผ่านเทศกาลวันสารทจีนมาได้อย่างไร แต่กำแพงเมืองที่ยังยืนหยัดอยู่ได้นับเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์
เสิ่นชงหรานนั่งลงบนโซฟา เปิดกล่องเก็บความร้อนที่กู่เถียนเถียนนำมาให้ ในกล่องมีข้าวหนึ่งจานพร้อมกับกับข้าวสามอย่างที่เป็นเนื้อสัตว์และหนึ่งอย่างที่เป็นผัก
เธอตักข้าวเข้าปาก แต่พบว่ารสชาติไม่ค่อยดีนัก อย่างไรก็ตาม กับข้าวกลับอร่อยพอใช้ได้
เฟิงอี้เฉินนั่งเอามือทั้งสองข้างประคองคาง ดูเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ขณะที่เวินซวีดื่มน้ำผลไม้จนหมดแก้ว ก่อนจะโยนแก้วเปล่าลงถังขยะ
ในตอนนั้น ทีวีเริ่มรายงานข่าว บอกว่าเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศถูกโจมตีโดยวิญญาณร้าย แต่เมืองเยวี่ยในศูนย์กลางเมืองยังคงปลอดภัยดี
ผู้ประกาศข่าวพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า ในคืนแรกของเทศกาลวันสารทจีน มีจำนวนทหารที่เสียชีวิตในเมืองชายแดนน้อยมาก
กู่เถียนเถียน ถึงกับพูดออกมาด้วยความไม่พอใจ “แค่ตัวเลขที่เห็นนี่ก็เพราะพวกเราช่วยไว้ แล้วพวกเขาไม่มีภาพจากกล้องวงจรปิดหรือไง ทำไมไม่เอาภาพจริงตอนนั้นมาให้ดูเลย”
เพราะเมื่อตอนที่พวกเขามาถึง พื้นที่แถวนั้นเต็มไปด้วยซากศพของทหารจำนวนมาก
เฟิงอี้เฉินพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “จะให้ชาวบ้านรู้ได้ยังไงว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทุกอย่างที่ชาวบ้านเห็นก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ทางการอยากให้รู้เท่านั้นแหละ”
เวินซวีพยักหน้าเห็นด้วย และหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “ใช่เลย ตอนกลางคืน อวี้ไป๋ลู่ให้เจ้าของโรงแรมเปิดประตู พร้อมบอกว่าตัวเองเป็นผู้มาเยือนจากต่างโลก เจ้าของโรงแรมตกใจแทบแย่ แต่ถึงตอนนี้ข่าวช่วงกลางวันก็ไม่เอ่ยถึงคำว่า ‘ผู้มาเยือน’ สักคำ”
เฟิงอี้เฉินหรี่ตามองเล็กน้อย ราวกับเดาเจตนาของทางการได้ “พวกเขาคงอยากใช้พวกเราเพื่อจัดการกับวิญญาณร้าย พอพวกเราหายตัวไปก็จะยึดความดีความชอบไว้กับตัวเอง และถ้าโยนต้นตอของวิญญาณร้ายในปีนี้ให้กับผู้มาเยือนอย่างพวกเราก็ยิ่งดีไปใหญ่”
ชัดเจนว่าสำนักอู๋โก้วเจี้ยวไม่มีความสามารถจริง ๆ หากไม่มีพวกเขา เมืองชายแดนและเมืองใกล้เคียงคงถูกทะลวงในคืนแรกแล้ว และอาจลุกลามไปถึงส่วนที่ลึกกว่านี้
คลื่นวิญญาณร้ายในเทศกาลวันสารทจีน ปีนี้ ไม่ใช่สิ่งที่จะแก้ไขได้เพียงแค่ใช้ชีวิตคนถมเข้าไป
กู่เถียนเถียนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กำลังกินเมล็ดแตงโม พลางบ่นอย่างหงุดหงิด จนบางครั้งเธออยากขว้างเปลือกเมล็ดใส่หน้าจอทีวี ขณะผู้ประกาศยังคงพูดจาไร้สาระต่อไป
“เป็นอย่างที่นายพูดจริง ๆ ดูสิ ตอนนี้พวกเขาเริ่มแย่งเอาความดีความชอบไปแล้ว”
ผู้ประกาศข่าวกำลังพูดถึงว่า ทางการใช้เงินมหาศาลในการพัฒนาอาวุธอย่างไร และชดเชยให้ทหารที่เสียชีวิตด้วยเงินทองอย่างไร โดยแทบไม่พูดถึงสำนักอู๋โก้วเจี้ยวเลย
เฟิงอี้เฉินใช้นิ้วลูบคางเบา ๆ “ไม่ต้องรีบ นี่ยังแค่วันแรก อีกสองวันข้างหน้า เราจะได้เห็นว่าพวกเขายังปกปิดสถานการณ์ได้อีกหรือเปล่า ฉันรู้สึกว่าเรื่องหลังจากนี้น่าจะเลวร้ายลง”
ในคืนแรก การรับมือกับคลื่นวิญญาณร้ายของเขาและเวินซวีไม่ได้ยากเท่าไหร่ มีเพียงคลื่นวิญญาณร้ายท้ายสุดที่สร้างความลำบากเล็กน้อย
แต่สองวันข้างหน้านั้นไม่แน่นอน โดยเฉพาะเมื่อเสิ่นชงหรานฝันเห็นหมอผีเมื่อหลายร้อยปีก่อน พูดถึงช่วงเวลาที่กรรมของมนุษย์ปรากฏขึ้นในปัจจุบัน
ทุกคนดูข่าวและพูดคุยแสดงความคิดเห็นบ้างเป็นบางครั้ง ขณะที่เสิ่นชงหรานนั่งกินข้าวอย่างเงียบ ๆ ระหว่างที่เธอกินไปครึ่งทาง เวินเหรินเซี่ยกลับมาพร้อมลูบท้องของตัวเอง
ทันทีที่เข้ามา เขาก็พบกับสายตาดูถูกของกู่เถียนเถียน “เวินเหรินเซี่ย ภาพลักษณ์ของนายในฐานะช่างผู้ยิ่งใหญ่ในใจฉันพังทลายหมดแล้ว”
เวินเหรินเซี่ยไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย เขาให้เวินซวีขยับที่นั่ง ก่อนจะนั่งลงอย่างสบายใจ “ตามสบาย ตอนฉันมาถึงไม่ได้กินข้าวเลย กลับมาก็หลับไปทันที ตื่นมารู้สึกเหมือนจะอดตาย”
ตอนนั้นเขายังไม่ถึงโรงอาหารด้วยซ้ำ จึงหยิบคุกกี้ออกจากที่เก็บมาทานรองท้อง
เฟิงอี้เฉินเอนตัวพิงพนักโซฟา วันนี้เขาสวมชุดลำลองสีเทา ซึ่งเน้นให้เห็นไหล่กว้างและเอวที่แคบของเขา “พอทุกคนพักเรียบร้อยแล้ว รอจนถึงค่ำเราก็จะออกไป คืนนี้ไม่น่าจะต้องรอให้ถึงเที่ยงคืน”
กู่เถียนเถียนพยักหน้า “อืม น่าจะไม่ต้อง ฉันรู้สึกว่าพลังวิญญาณร้ายที่นี่หนาแน่นกว่ามากเมื่อเทียบกับเมื่อวาน”
เสิ่นชงหรานที่เพิ่งกินอาหารเย็นเสร็จ วางช้อนลงก่อนจะพูดว่า “ฉันก็กินเสร็จแล้ว คาดว่าอีกครึ่งชั่วโมงก็คงมืด...”
..........