- หน้าแรก
- การฝึกสัตว์ร้าย ฉันได้ยินเสียงหัวใจของสัตว์เลี้ยงของฉัน
- บทที่ 26: ไขความเข้าใจผิด
บทที่ 26: ไขความเข้าใจผิด
บทที่ 26: ไขความเข้าใจผิด
"แล้วคุณจะรับประกันได้ยังไงว่าคนพวกนั้นจะได้เป็นผู้ใช้สัตว์อสูรแบบร้อยเปอร์เซ็นต์?"
"ฉันจะเป็นคนคัดเลือกเอง ฉันไม่ขายให้ใครสุ่มสี่สุ่มห้าหรอก อีกอย่าง เรื่องพันธสัญญาของสัตว์อสูรเนี่ย เธออาจจะยังไม่ได้มองในอีกมุมหนึ่ง... ฉันเคยทดสอบกับเจียงซูมาแล้ว"
"เขาทำสำเร็จโดยที่ไม่ต้องดื่มโอสถเลยด้วยซ้ำ"
"อันที่จริง การทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรก็เหมือนกับคนธรรมดาอย่างพวกเราแต่งงานหาคู่นั่นแหละ"
"ด่านแรกอยู่ที่เคมีเข้ากัน ด่านที่สองอยู่ที่พลังทรัพย์"
"สัตว์อสูรไม่ได้สนใจหรอกนะว่าเธอมีเงินหรือเปล่า แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าเงินเอาไว้ทำอะไร สิ่งเดียวที่มันสัมผัสได้คือพลังวิญญาณ"
"ถ้าเธอไม่ถูกชะตากับสัตว์อสูร แถมยังไม่มีพลังวิญญาณอีก มันย่อมไม่มีทางทำพันธสัญญากับเธอเด็ดขาด ร้อยเปอร์เซ็นต์เลย"
"ก็เหมือนกับถ้ามีคนสั่งให้เธอไปแต่งงานกับผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้ เธอเองก็คงไม่ยอมเหมือนกัน"
"เว้นเสียแต่ว่าอีกฝ่ายจะมีอำนาจล้นฟ้าและสามารถบังคับฝืนใจได้"
"แบบนั้นสัตว์อสูรก็คงไม่มีทางปฏิเสธลง"
"แต่เราสามารถให้อีกฝ่ายมาล่วงหน้าสักสิบวันเพื่อสานสัมพันธ์กับสัตว์อสูร เมื่อถึงเวลาทำพันธสัญญา ต่อให้พลังวิญญาณของพวกเขาจะอ่อนด้อยไปบ้าง สัตว์อสูรก็จะยอมรับได้"
"เพราะอย่างน้อยก็มีรากฐานทางความรู้สึกต่อกันแล้ว"
"ยิ่งไปกว่านั้น ดอกเตอร์ยังสามารถเขียนวิทยานิพนธ์ฉบับใหม่โดยอิงจากข้อมูลการทดลองของคนพวกนี้ได้ด้วย"
"ถึงตอนนั้น หมอไป๋จะต้องโด่งดังไปทั่วโลกอย่างแน่นอน"
"ถึงแม้ว่าตอนนี้คุณจะสุดยอดมากอยู่แล้วก็เถอะ"
"แต่ฉันลองค้นข้อมูลของคุณในไป่ตู้ดูแล้ว ในหมู่คนทั่วไปตอนนี้ คุณแทบจะเป็นคน 'ไร้ชื่อเสียง' เลยนะ"
"แต่ในแวดวงวิชาการ คุณเคยตีพิมพ์บทความวิจัยมามากมายจริงๆ ผลงานที่โด่งดังที่สุดในตอนนี้คือ 'ว่าด้วยเรื่องผลกระทบของปริมาณอาหารสัตว์อสูรที่มีต่ออารมณ์ของสัตว์อสูร'"
"คุณเป็นเจ้านายของฉัน แถมยังดีกับฉันมากขนาดนี้ แน่นอนว่าฉันต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อช่วยคุณอยู่แล้ว"
【ซ่งเถียนเถียน ถ้าฉันไม่รู้ความจริงละก็ ฉันคงเกือบจะซึ้งใจไปกับคำพูดของเธอแล้ว】
【แต่เจ้านายใฝ่ฝันอยากจะเป็นปรมาจารย์ด้านการวิจัยโอสถมาตลอด ทว่าหลักๆ เขากลับคิดค้นได้แต่ยาพิษ ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้านายมีความแข็งแกร่งระดับสูง เขาคงถูกอัปเปหิออกจากวงการวิชาการไปนานแล้ว】
【วีรกรรมที่น่าทึ่งที่สุดของเขาในตอนนั้น คือการเกือบจะวางยาพิษอาจารย์ที่ปรึกษาของตัวเองจนตาย】
【แม้แต่เจ้านายเองก็สูญเสียการรับรสไปแล้วเพราะการทดลองยา ถ้าสภาพร่างกายของเขาไม่แข็งแกร่งพอ เขาเองก็คงเกือบจะวางยาตัวเองจนตายไปแล้วเหมือนกัน】
บัวขาวฮวาเงียบกริบผิดจากปกติ
มันไม่กล้าเอ่ยปาก ถ้าขืนกล้าปริปาก หมอไป๋ต้องทุบตีมันแน่ๆ สิ่งที่ทำได้ก็มีแค่ขโมยโอสถของหมอไป๋ไปให้ซ่งเถียนเถียนบ้างเท่านั้น
"ดอกเตอร์ ฉันยอมรับนะว่าแอบเห็นแก่ตัวนิดหน่อยและหวังผลประโยชน์บ้าง แต่นอกเหนือจากเรื่องนั้นแล้ว ฉันหวังว่าคุณจะก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไปอีกนะ!"
ซ่งเถียนเถียนไม่นึกเลยว่าหมอไป๋จะสูญเสียการรับรสไปแล้ว
มิน่าล่ะเขาถึงแทบไม่แสดงอารมณ์อะไรเลย หากมนุษย์เราสูญเสียความสุขในการลิ้มรสของอร่อย ความปรารถนาทางโลกก็คงจะลดฮวบลงอย่างมาก ไม่แปลกใจเลยที่เขาดูไม่มีความสุขเอาเสียเลยตลอดทั้งวัน
"ข้อแรก เธอไม่ได้อ่านบทความวิจัยที่ดังที่สุดนั่นอย่างแน่นอน ฉันเตือนให้เธออ่านแล้ว แต่เธอก็ไม่อ่าน ชื่อของเธอถูกใส่ไว้ในฐานะผู้เขียนคนที่สอง อย่ามองฉันในแง่ร้ายขนาดนั้นสิ ฉันไม่ได้แย่ขนาดนั้นสักหน่อย"
"ข้อสอง เรื่องอาหารของสัตว์อสูร เป็นเพราะสัตว์อสูรแรกเกิดมีระบบย่อยอาหารที่อ่อนแอ พวกมันไม่สามารถกินมากเกินไปในหนึ่งวัน... ให้กินได้แค่ห้าสิบกรัมเท่านั้น"
"เพราะสัตว์อสูรที่เราเพาะพันธุ์ขึ้นมาด้วยวิธีเทียมนั้นบอบบางเป็นพิเศษ และมีอัตราการรอดชีวิตต่ำกว่าพวกที่เกิดตามธรรมชาติมาก"
"ดังนั้น ในวันข้างหน้า เลิกนินทาฉันกับสัตว์อสูรของฉันสักที แล้วก็เลิกมองฉันทุกวันเหมือนฉันเป็นคนงี่เง่าได้แล้ว ฉันไม่ได้โง่นะ"
"ดอกเตอร์ ฉันเปล่านะ"
ซ่งเถียนเถียนคาดไม่ถึงเลยว่าหมอไป๋จะใส่ชื่อของเธอลงไปในนั้นจริงๆ
เธอไม่ได้อ่านบทความฉบับเต็มจริงๆ นั่นแหละ เพราะในใจลึกๆ รู้สึกไม่ค่อยให้ราคามันเท่าไหร่นัก
ในวินาทีนี้ เธอแอบรู้สึกซึ้งใจในตัวหมอไป๋ขึ้นมาเล็กน้อย
เมื่อพิจารณาจากการที่หมอไป๋ไม่ได้มุ่งร้ายอะไรเธอทั้งที่มีเรื่องพวกนั้น เขาก็นับว่าเป็นคนดีคนหนึ่งเลยทีเดียว
ถ้าเป็นเธอไปได้ยินใครมานินทาตัวเองแบบนั้นละก็ เธอคงพุ่งเข้าไปอัดหมอนั่นให้น่วมไปแล้ว
เป็นเพราะหมอไป๋เป็นคนพูดน้อย มักจะทำหน้าตายเย็นชาอยู่เสมอ แถมยังขายยาพิษอีกต่างหาก มันเลยยากมากที่เธอจะจินตนาการว่าคนแบบนี้จะเป็นคนดีที่แสนประเสริฐได้
"เอาเครื่องรูดบัตรนี่ไป! ถ้าเธอเก็บเงินเป็นการส่วนตัว ก็ใช้เครื่องนี้รูด เงินจะเข้าบัญชีของฉันโดยตรง หากมีอะไรผิดพลาดขึ้นมา เธอจะได้ไม่ต้องเป็นคนรับผลกรรมเพียงคนเดียว อย่าคอยแต่มองว่าฉันเป็นเจ้านายหน้าเลือดที่คอยจะโกงเงินเธออยู่เรื่อยเลย ฉันไม่ได้งกขนาดนั้นหรอกนะ"
"จริงสิ ฉันหิวแล้ว ชงน้ำผลไม้ให้ฉันอีกสักแก้วสิ"
"จัดไปเลยค่ะ!"
เดิมทีซ่งเถียนเถียนอยากจะถามว่าเมื่อไหร่ส่วนแบ่งสามสิบเปอร์เซ็นต์ของเธอถึงจะถูกจัดการให้เรียบร้อย
แต่เธอรู้สึกว่าการถามออกไปตอนนี้มันจะทำลายบรรยากาศจนเกินไป
ที่ผ่านมาเธอมองหมอไป๋ในแง่ร้ายเกินไปจริงๆ นั่นแหละ
เธอเก็บเครื่องรูดบัตรเครื่องนั้นไว้ ในเมื่อบัตรธนาคารของเธอคงไม่สามารถรองรับการทำธุรกรรมที่มีจำนวนเงินมหาศาลได้ การให้เงินโอนเข้าบัญชีของดอกเตอร์โดยตรงก็ช่วยลดความเสี่ยงไปได้มากอย่างที่เขาว่าจริงๆ
วันนี้เธอต้องชงเครื่องดื่มให้หวานชื่นใจเพื่อดอกเตอร์สักหน่อยแล้ว เพราะดูเหมือนว่าเขาจะต้องทนเก็บความขุ่นเคืองใจไว้ไม่น้อยเลย
แต่ว่าดอกเตอร์สูญเสียการรับรสไปแล้ว... เขาจะแยกแยะรสชาติออกเหรอ?
เดี๋ยวก่อน ไม่ถูกสิ! ถ้าดอกเตอร์สูญเสียการรับรสไปแล้วจริงๆ เขาจะรู้ได้ยังไงว่ามันรสชาติแย่? ตอนนั้นเขาขมวดคิ้วแล้วก็ส่งของสิ่งนั้นให้บัวขาวฮวา เธอก็ดื่มมันเข้าไปเหมือนกัน และสัมผัสได้เลยว่าถึงแม้มันจะไม่มีอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ แถมยังช่วยเพิ่มพลังวิญญาณได้จริงๆ แต่รสชาติของมันกลับย่ำแย่จนแทบกลืนไม่ลง!
แต่เสียงในใจของสัตว์อสูรย่อมไม่มีทางโกหก
ไม่มีทางน่า... หมอไป๋คงไม่ถึงขนาดโกหกแม้กระทั่งสัตว์อสูรของตัวเองหรอกมั้ง?
ช่างเถอะ เธอเติมน้ำหวานลงไปเพิ่มตามรสนิยมของตัวเอง ตัวเธอเองก็ยังกินไม่อิ่มเหมือนกัน... ข้าวแค่ครึ่งกล่องจะไปพออะไร? ปกติแล้วแค่กล่องเดียวยังไม่พอยาไส้เลย เธอต้องไปตักเพิ่มตั้งหลายรอบ
"เธอรินใส่ขวดใหญ่เบ้อเริ่มให้ตัวเองขนาดนี้เลยเหรอ แค่ 'ทดลองชิม' จำเป็นต้องกินเยอะขนาดนั้นเลยหรือไง?"
หมอไป๋มองซ่งเถียนเถียนด้วยความตกตะลึง เดิมทีเขาคิดว่ากระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิของเขาก็ใหญ่พอสมควรแล้วนะ
แต่พอเห็นว่าซ่งเถียนเถียนถึงกับใช้ขวดเซรามิก เขาจึงรู้สึกขึ้นมาทันทีเลยว่าขวดของตัวเองนั้นเล็กเกินไป
"ดอกเตอร์ ลองคิดดูสิคะ ถ้าแม่ครัวยังไม่กล้ากินของที่ตัวเองทำ มันก็ต้องมีอะไรผิดปกติแล้วล่ะ! ที่ฉันดื่มเยอะขนาดนี้ก็เพื่อการทดสอบที่ดีขึ้นไงคะ จะได้ดูว่าพอดื่มเข้าไปเยอะๆ แล้วมันจะส่งผลเสียอะไรต่อร่างกายหรือเปล่า ท้ายที่สุดแล้ว วัตถุดิบบางอย่างอาจไม่มีอันตรายเมื่อกินในปริมาณน้อย แต่อาจเป็นอันตรายได้เมื่อกินในปริมาณมากนะคะ"
"ขอบใจในความหวังดีนะ แต่ในฐานะเจ้านายของเธอ ฉันคงทนยืนดูเธอทดสอบยาพิษไม่ได้หรอก ฉันว่าฉันเป็นคนทำเองดีกว่า ยังไงซะก็มีแต่ประสบการณ์ตรงเท่านั้นแหละที่จะมอบแรงบันดาลใจในการนำไปพัฒนาปรับปรุงได้"
หมอไป๋คว้าขวดทรงยาวของซ่งเถียนเถียนไป
ความจริงแล้ว ซ่งเถียนเถียนปั้นเหยือกใบนี้ออกมาได้งดงามมาก มันเป็นทรงสูงและมีรูปทรงคล้ายข้อปล้องไม้ไผ่ พร้อมกับมีใบไผ่หลายใบประดับอยู่
ด้านในเป็นกระเบื้องเคลือบสีขาว ส่วนด้านนอกเป็นสีเขียวใบไผ่ที่สว่างสดใสและดูโปร่งแสง แถมยังประดับด้วยอัญมณีสีเขียวสองเม็ดที่บัวขาวฮวาให้มา นอกจากนี้เธอยังทำหลอดดูดที่ทำจากกระเบื้องเคลือบขึ้นมาด้วย แน่นอนสิ หญิงสาวเวลาดื่มน้ำก็ต้องดูสง่างามสิถึงจะถูก
เธอถึงขนาดทำฝาปิดแก้วขึ้นมาด้วยซ้ำ
ถ้าต้องมาดื่มน้ำอึกใหญ่ๆ จากขวดที่ใหญ่ขนาดนี้ มันจะไปดูสง่างามได้ยังไงกัน!
นี่คือขวดที่สวยที่สุดที่ซ่งเถียนเถียนเก็บเอาไว้ หลังจากที่ทำถ้วยและชามเซรามิกแตกคเตาเผาไปนับไม่ถ้วน
อันที่จริงมันก็ไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้นหรอก... ขนาดน่าจะพอๆ กับกาต้มน้ำนั่นแหละ เมื่อเทียบกับกระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิของหมอไป๋แล้ว มันก็ต่างกันแค่เล็กน้อยเท่านั้น
"ดอกเตอร์!"
ซ่งเถียนเถียนพยายามจะห้ามเขา แต่หมอไป๋ก็ดื่มมันเข้าไปเสียแล้ว
หมอไป๋ยื่นกระบอกน้ำของตัวเองให้ซ่งเถียนเถียน "ตั้งแต่นี้ไป เธอใช้เจ้านี่ดื่มน้ำก็แล้วกัน กระบอกน้ำนี่สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษจากแร่เหล็กอุกกาบาตเลยนะ อย่าหาว่าฉันไม่ดีกับเธอก็แล้วกัน ฉันจะไม่ใช้กระบอกน้ำนี้ชงชาอีกต่อไปแล้วล่ะ แก้วเซรามิกใบนี้ก็ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว"