- หน้าแรก
- เนตรทองคำ ล่าขุมทรัพย์พลิกโลก
- บทที่ 400 - บ้านที่ถนน 110
บทที่ 400 - บ้านที่ถนน 110
บทที่ 400 - บ้านที่ถนน 110
บทที่ 400 - บ้านที่ถนน 110
"วอล์กเกอร์ จอดรถหน่อย เจอเพื่อนสองคน แวะทักทายหน่อย นั่นไงรถตำรวจฟอร์ด ทอรัส คันข้างหน้านั่น จอดเทียบข้างรถตำรวจเลย"
เย่เทียนพูดผ่านหูฟัง ตอนนี้รถมารอเดอร์เพิ่งออกจากอุโมงค์มาได้ไม่ถึงยี่สิบเมตร
"รับทราบ"
วอล์กเกอร์รับคำ แล้วขับรถไปจอดเทียบข้างรถตำรวจคันหน้า
ทันใดนั้น เย่เทียนก็ลดกระจกกันกระสุนที่ประตูหลังลง แล้วเริ่มพูดล้อเล่นกับเพื่อนเก่าที่ยืนอยู่ข้างรถตำรวจ
"ไรท์ เอวานส์ สวัสดีตอนสายครับ นึกไม่ถึงว่าพวกคุณจะมารับถึงที่นี่ นี่เป็นของขวัญชิ้นแรกที่ผมได้รับตอนกลับถึงนิวยอร์กเลยนะเนี่ย ซาบซึ้งใจจริงๆ นิวยอร์กนี่ยังมีน้ำใจเหมือนเดิม ผมรักเมืองนี้จัง"
"สวัสดีตอนสาย สตีเวน พวกเราไม่ได้มารับนาย แต่กลัวว่าจะมีคนมาแก้แค้นนาย แล้วเกิดยิงกันต่างหาก ไม่มีใครอยากได้ยินเสียงปืนในแมนฮัตตันหรอก"
ไรท์พูดอย่างจนใจ ยิ้มขมขื่นด้วยความจำยอม เอวานส์เองก็ทำหน้าไม่ถูกเหมือนกัน
ใครเขาจะกล้ามารับแก หลบยังแทบไม่ทัน
ถ้าไม่ใช่เพราะเบื้องบนสั่งมา วันนี้พี่ชายคงไม่ยอมอยู่ในนิวยอร์กหรอก อันตรายฉิบหาย
ยังมีหน้ามาบอกว่ารักเมืองนี้อีกเหรอ แกอย่าทำลายเมืองนี้ก็พอแล้ว อย่ามาพูดคำว่ารักเลย
ทั้งสองคนบ่นอุบในใจพลางเดินเข้ามาหารถมารอเดอร์
ระหว่างเดินเข้ามา ทั้งสองระวังตัวแจ หันซ้ายหันขวาสังเกตการณ์รอบข้างตลอดเวลา
พวกเขาไม่ได้กังวลทางฝั่งเย่เทียน ทิศทางนี้ไม่มีอันตราย แต่ใครจะรับประกันได้ว่าทิศทางอื่นจะไม่มีกระสุนมรณะปลิวมา
ศัตรูของไอ้หมอนี่ในรถมันเยอะเหลือเกิน ต้องระวังตัวไว้ก่อน ไม่มีใครอยากโดนลูกหลง
"อ้าว ผมเข้าใจผิดไปเองเหรอเนี่ย แต่ก็ไม่เลว พอก้าวเข้าแมนฮัตตันก็ได้เจอเพื่อนเก่าที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาสองคน นี่เป็นเรื่องที่ทำให้อารมณ์ดีจริงๆ"
เย่เทียนพูดพร้อมรอยยิ้ม ท่าทางผ่อนคลายมาก
หลังทักทายกันสองสามประโยค เอวานส์ก็เริ่มถามเรื่องที่กังวลที่สุดทันที
"สตีเวน เรื่องที่นายยิงปะทะกับแก๊งทูตนรกบนทางเดิน 127 ต่อเนื่องกันหลายครั้ง พวกเรารู้หมดแล้ว พวกนายสองฝ่ายต้องกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันแล้วแน่ๆ ความขัดแย้งดูท่าจะคลี่คลายยาก
ตอนนี้นายกลับนิวยอร์กแล้ว ยังจะเปิดศึกกับพวกเขาต่อไหม บอกความจริงมาเถอะ พวกเราจะได้เตรียมรับมือแต่เนิ่นๆ แมนฮัตตันจะให้เกิดเหตุยิงกันระสนั่นเมืองอีกไม่ได้เด็ดขาด"
"เพื่อนเอ๋ย วางใจเถอะ ชั่วคราวนี้จะไม่มีการยิงกันใหญ่โตแน่ ผมกับหัวหน้าแก๊งทูตนรกสองคนเจอกันแล้ว ตกลงวิธีแก้แค้นกันอย่างสันติได้แล้ว
แน่นอน อาจจะมีพวกโง่เง่าสักคนสองคนเสนอหน้า เข้ามาหาที่ตาย สำหรับคนโง่แบบนี้ ผมยินดีอย่างยิ่งที่จะสนองความต้องการของมัน ส่งมันไปเป็นนักบิดในนรก"
เย่เทียนอธิบายพร้อมรอยยิ้ม พูดเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อ
แต่จิตสังหารในคำพูดกลับไม่ได้ปิดบังเลย ทำเอานายตำรวจทั้งสองอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหนาวเหน็บในใจ
"พวกนายตกลงวิธีแก้แค้นอย่างสันติกันได้แล้วเหรอ ฉันไม่ค่อยอยากจะเชื่อเลยแฮะ นี่ไม่ใช่สไตล์นายเลยนี่นา"
ไรท์พูดด้วยความประหลาดใจ สายตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
"ถ้าเป็นอย่างที่นายพูดจริงก็ดีสิ ไม่ว่าพวกนายจะแก้แค้นกันยังไง ขอแค่ไม่ยิงกันในแมนฮัตตันก็พอ เรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับเรา
ถ้ามีพวกโง่ตาถั่วมาแก้แค้นนายจริงๆ หวังว่านายจะพยายามระงับอารมณ์ ส่งให้ตำรวจเราจัดการ นี่เป็นงานของเรา และเป็นหน้าที่ของเรา"
เอวานส์ถอนหายใจอย่างโล่งอกชัดเจน เผยรอยยิ้มผ่อนคลายออกมา
ในฐานะตำรวจนิวยอร์ก เขาห่วงแค่พื้นที่รับผิดชอบของตัวเอง เรื่องอื่นไม่สนใจ
คุยกันอีกไม่กี่คำ ทุกคนก็แยกย้าย
พวกเย่เทียนออกเดินทางต่อ ตรงดิ่งไปถนน 110
นายตำรวจทั้งสองกลับไปที่รถของตน ขับตามหลังไปติดๆ เพื่อให้แน่ใจว่าตลอดทางนี้จะไม่เกิดอุบัติเหตุใดๆ ป้องกันไม่ให้ตัวซวยข้างหน้านี้พอกลับมาถึงก็อาละวาด
ขบวนรถที่มีมารอเดอร์นำหน้าวิ่งผ่านถนนแมนฮัตตันด้วยเสียงกระหึ่ม สร้างความฮือฮาบนท้องถนนทันที
เมื่อเห็นรถเอสยูวีกันกระสุนคันยักษ์เหล่านี้ ใครๆ ก็รู้สึกใจสั่นขวัญผวากันทั้งนั้น
"เวรเอ๊ย สตีเวนไอ้คนสารเลวนั่นกลับมาแล้ว พระเจ้าคุ้มครอง ขออย่าให้แมนฮัตตันกลายเป็นสนามรบอีกเลย"
"รถมารอเดอร์คันนี้มันเวอร์เกินไปแล้ว เทียบกันแล้ว ตอนสตีเวนขับลาเฟอร์รารีร่อนไปทั่วเมือง ยังไม่น่าหมั่นไส้เท่านี้เลย ถ้าขืนขับมารอเดอร์ทุกวัน แมนฮัตตันคงอยู่ไม่ได้แล้ว"
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และสายตาอิจฉาริษยานับไม่ถ้วน ขบวนรถวิ่งผ่านถนนสายแล้วสายเล่า ไม่นานก็มาถึงถนน 110 แมนฮัตตัน
ตอนที่เหลือระยะทางอีก 50 เมตรจะถึงอพาร์ตเมนต์ เย่เทียนมองผ่านหน้าต่างรถเห็นสถานการณ์หน้าตึก
ริมถนนจอดรถเฟอร์รารี F12 สีแดงเพลิงคันหนึ่ง สะดุดตามาก เดวิดกำลังยืนอยู่ที่หน้าประตูตึก โบกมือมาทางนี้
เห็นได้ชัดว่า เขาเห็นขบวนรถที่แล่นมาแล้ว
ข้างๆ เขายังมีอีกคนหนึ่ง คือวิศวกรผู้รับผิดชอบการปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยอพาร์ตเมนต์ ทริสตัน
พริบตาเดียว ขบวนรถก็แล่นมาถึงหน้าอพาร์ตเมนต์
กลับรถนิดหน่อย มารอเดอร์ก็จอดเทียบฟุตบาทหน้าประตูตึก รถคันอื่นๆ จอดต่อท้าย ตัวถังมหึมาของรถห้าคันจอดเรียงต่อกันเป็นแถวยาวเหยียด ดูอลังการงานสร้างมาก
ขณะเดียวกัน ตัวถังมหึมาของรถเหล่านี้ก็เปรียบเสมือนกำแพง บดบังสายตาจากฝั่งเซ็นทรัลพาร์กจนมิด รับประกันความปลอดภัยหน้าประตูอพาร์ตเมนต์ได้หายห่วง
รถมารอเดอร์ยังจอดไม่สนิทดี เสียงของมาติสก็ดังขึ้น
"สตีเวน อย่าเพิ่งรีบลงรถ พวกเราต้องสำรวจสถานการณ์รอบด้านก่อน ยืนยันความปลอดภัยแล้ว พวกคุณค่อยลง"
"ได้เลย ถึงหน้าประตูแล้ว ไม่รีบร้อนหรอก พวกเราจะได้จัดของกันก่อน"
เย่เทียนตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม แล้วเริ่มช่วยเบ็ตตี้จัดสัมภาระ
ส่วนพวกมาติสเริ่มปฏิบัติการทันที ใช้กล้องส่องทางไกลทหารสังเกตการณ์รอบด้านอย่างละเอียด ปล่อยโดรนด้วงสองตัวออกไปบินลาดตระเวนระยะประชิด เพื่อความมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์
จุดสำคัญที่พวกเขาสำรวจ คือป่าผืนใหญ่ในเซ็นทรัลพาร์กฝั่งตรงข้ามถนน ตรงนั้นซ่อนตัวง่ายเกินไป ถ้ามีคนลอบกัด เก้าในสิบต้องเลือกโจมตีจากตรงนั้นแน่
ยังดีที่มีมารอเดอร์และรถกันกระสุนอีกหลายคันบังไว้ ภัยคุกคามจากทิศทางนั้นจึงลดลงไปมาก
นอกจากนี้ ดาดฟ้าตึกข้างเคียง และหน้าต่างที่มองเห็นหน้าประตูอพาร์ตเมนต์ ก็ถูกพวกมาติสสำรวจอย่างรวดเร็ว ไม่ปล่อยให้รอดสายตาไปแม้แต่ซอกมุมเดียว
การกระทำเหล่านี้ดูเหมือนจะระวังตัวเกินเหตุ แต่จำเป็นมาก และเป็นการกระทำที่เป็นมืออาชีพสุดๆ
อย่าให้เป็นว่ากลับมาถึงหน้าบ้านอย่างปลอดภัย แต่มาตายน้ำตื้นตรงนี้ ถูกไอ้พวกจ้องจะเล่นงานฉวยโอกาส ถ้าเป็นแบบนั้นคงโง่บัดซบ ร้องไห้ไม่ออกแน่
ระหว่างปฏิบัติการ มาติสก็ลดกระจกลง บอกกล่าวกับพวกเดวิด
ทั้งสองคนไม่มีข้อโต้แย้ง ต่างแสดงความเข้าใจ ยืนรอหน้าประตูต่อไป
"ในที่สุดก็ถึงบ้านแล้ว คิดถึงเตียงใหญ่ของเราจะแย่แล้ว ยังไงเตียงที่บ้านก็สบายที่สุด"
เบ็ตตี้พูดไปจัดของไปอย่างตื่นเต้น
เธอแทบจะรอไม่ไหวแล้ว อยากจะรีบลงรถวิ่งเข้าบ้าน ไปมีความสุขกับทุกอย่างในบ้าน
"ฮ่าฮ่าฮ่า ที่รัก ไม่ต้องรีบ เดี๋ยวก็ได้เข้าบ้านแล้ว"
เย่เทียนพูดกลั้วหัวเราะ แล้วจูบเบ็ตตี้ทีหนึ่ง
ประมาณห้านาทีต่อมา เสียงของมาติสก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"สตีเวน พื้นที่ปลอดภัย รอพวกโคลมาถึง พวกคุณก็ลงรถได้ แต่เพื่อความปลอดภัย พยายามอย่าอยู่นอกตึกนานเกินไป รีบเข้าตึกให้เร็วที่สุดจะดีกว่า"
"โอเค รับทราบ"
เย่เทียนรับคำ แล้วจัดเสื้อผ้าเตรียมลงรถ
ในหูฟัง มาติสสั่งการต่อ
"คนขับรถรออยู่ในรถ คุ้มกันความปลอดภัยของเก่าศิลปะ คนอื่นลงรถมารวมตัวกันที่รถมารอเดอร์ เพิ่มความระมัดระวัง เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์
เจสัน ซูฟี และแอนเดอร์สัน พวกคุณลงรถมานี่ เข้าตึกไปพร้อมกัน โบวี่ คุณต้องรออยู่ในรถกระบะต่อไป รอคำสั่งผม"
"OK"
เสียงตอบรับดังขึ้นในหูฟัง
จากนั้น ทุกคนก็เริ่มเคลื่อนไหว เปิดประตูลงจากรถ เดินมาที่หน้าประตูตึกอพาร์ตเมนต์
สองสามนาทีต่อมา เสียงของมาติสก็ดังขึ้นอีก
"สตีเวน พื้นที่ปลอดภัย ลงรถได้"
เย่เทียนเอื้อมมือไปเปิดประตูรถ พาเบ็ตตี้ที่รอจนแทบจะทนไม่ไหวลงจากรถมารอเดอร์ เหยียบย่างลงบนผืนแผ่นดินนิวยอร์กอีกครั้ง
"เยี่ยมไปเลย ในที่สุดก็ได้กลับบ้าน"
เท้าแตะพื้นปุ๊บ เบ็ตตี้ก็ร้องเชียร์ขึ้นมาทันที แสดงอาการตื่นเต้นสุดๆ
คนอื่นๆ ก็ตื่นเต้นเหมือนกัน หน้าตายิ้มแย้มทุกคน
พวกมาติสไม่มีเวลามาฉลอง ต่างจ้องมองสถานการณ์รอบด้านอย่างระแวดระวัง
"เดวิด ทริสตัน สวัสดีตอนสายครับ รบกวนให้รอนานเลย"
เย่เทียนเดินเข้าไปทักทาย ชนหมัดกับพวกเดวิด
"สวัสดีตอนสาย สตีเวน เราก็เพิ่งมาถึงสักพัก ไม่ถือว่ารอนานหรอก"
ทริสตันพูดอย่างเกรงใจ แววตาแฝงความหวาดหวั่นเล็กน้อย
เห็นได้ชัดว่า พวกมาติสที่อาวุธครบมือและแผ่รังสีฆ่าฟันออกมา ทำให้เขารู้สึกเกร็งๆ
ก็ไม่แปลก เขาเป็นแค่วิศวกร เคยเจอสถานการณ์แบบนี้ที่ไหน โดยเฉพาะพวกตรงหน้าที่ดูโหดเหี้ยมอำมหิต ชื่อเสียงเลื่องลือ จะไม่ให้กลัวได้ยังไง
ส่วนเดวิดไม่มีความกลัวเลยสักนิด กลับแสดงท่าทางตื่นเต้นด้วยซ้ำ
เขาคุ้นเคยกับพวกมาติสดี เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ย่อมไม่รู้สึกกลัว
หลังทักทายกันไม่กี่คำ เย่เทียนก็ยิ้มแล้วชี้ไปที่ประตูตึก
"ทุกคนครับ อย่ายืนตรงนี้เลย เข้าไปคุยในห้องผมเถอะ ผมก็อยากเห็นผลงานการปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยใจจะขาดแล้ว น่าคาดหวังจริงๆ"
พูดจบ เขาก็เดินนำไป สแกนลายนิ้วมือและกดรหัสเปิดประตูตึก
"สตีเวน พวกเราจะเข้าไปก่อน พวกคุณตามหลังมา โคลและมิลเลอร์ระวังหลัง"
มาติสพูดเร็วปรื๋อ จัดขบวนเสร็จสรรพในพริบตา
จากนั้น เขากับเรย์มอนด์ก็ถือปืนไรเฟิลอัตโนมัติเดินนำเข้าตึกไปก่อน เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ข้างในอย่างรวดเร็ว
เย่เทียนพาเบ็ตตี้เดินตามเข้าไป คนอื่นๆ ตามหลัง และปิดท้ายด้วยโคลกับมิลเลอร์
[จบแล้ว]