- หน้าแรก
- เนตรทองคำ ล่าขุมทรัพย์พลิกโลก
- บทที่ 130 - บ้านแห่งทองคำ
บทที่ 130 - บ้านแห่งทองคำ
บทที่ 130 - บ้านแห่งทองคำ
บทที่ 130 - บ้านแห่งทองคำ
แปดโมงเช้าวันรุ่งขึ้น
ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย ทนายความโรเบิร์ตและตำรวจจากเฟอร์แบงก์สบินมาถึงแจ็คเวดพร้อมกัน
ตำรวจตรงไปที่สำนักงานนายอำเภอเพื่อสอบถามสถานการณ์และทำเรื่องโอนคดี ส่วนโรเบิร์ตรีบตรงมายังโรงแรมที่พักของพวกเย่เทียนทันที
เมื่อเจอกัน เย่เทียนก็ยิ้มต้อนรับและเข้าไปทักทาย
"อรุณสวัสดิ์ครับโรเบิร์ต ขอบคุณมากที่มาช่วยจัดการคดีนี้"
"อรุณสวัสดิ์ครับสตีเวน ไม่ต้องเกรงใจ นี่เป็นงานของผม เป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่แล้ว"
โรเบิร์ตยิ้มพยักหน้าตอบรับ ท่าทางสุภาพและเป็นมืออาชีพมาก
ทักทายกันพอเป็นพิธี ทุกคนก็เข้าไปในห้องพักเพื่อหารือเรื่องคดี
"สตีเวน ก่อนจะเริ่มงานอย่างเป็นทางการ เราต้องเซ็นสัญญาว่าจ้างทนายความกันก่อน เพื่อมอบอำนาจให้ผมดูแลคดีนี้ นี่เป็นขั้นตอนที่จำเป็นครับ"
พอนั่งลง โรเบิร์ตก็หยิบสัญญาออกจากกระเป๋าเอกสารส่งให้เย่เทียน
"โอเค เข้าใจครับ ขอดูก่อนนะ"
เย่เทียนพยักหน้า รับสัญญามาอ่านอย่างละเอียด พร้อมกับถ่ายรูปส่งให้เดวิดช่วยตรวจสอบ
ไม่นาน เย่เทียนก็จรดปากกาเซ็นชื่อ มอบหมายให้โรเบิร์ตดูแลคดีนี้อย่างเป็นทางการ
จากนั้นโรเบิร์ตก็เริ่มสอบถามรายละเอียดของคดี และดูคลิปวิดีโออย่างละเอียดอีกครั้ง
สิบห้านาทีต่อมา เขามองเย่เทียนด้วยความมั่นใจและยืนยันหนักแน่น
"สตีเวน คดีนี้ข้อเท็จจริงชัดเจน หลักฐานแน่นหนา จัดการง่ายมาก วางใจให้ผมจัดการเถอะ รับรองไม่กระทบการโกยเงินของคุณในอะแลสกาแน่นอน"
"คุณเป็นมืออาชีพ ผมวางใจอยู่แล้ว เชื่อว่าคุณต้องช่วยผมให้พ้นจากความยุ่งยากนี้ได้โดยเร็ว อีกอย่าง ตอนนั้นมีสถานการณ์หนึ่งที่ผมคิดว่าควรบอกไว้
เหตุผลที่ผมยังโจมตีต่อหลังจากคู่ต่อสู้ล้มลงไปแล้ว เป็นเพราะเขามีปืน เพื่อไม่ให้เกิดการยิงปะทะซึ่งจะทำให้สถานการณ์อันตรายยิ่งขึ้น ผมจำเป็นต้องทำลายขีดความสามารถในการต่อต้านของเขาให้สิ้นซาก"
ตอนที่บิ๊กอัลล้มลงไปนอนร้องโหยหวนเมื่อวาน ปืนที่เอวของเขาโผล่ออกมาให้เห็น ทุกคนในเหตุการณ์เห็นกันหมด
มีข้ออ้างดีๆ แบบนี้ เย่เทียนย่อมไม่พลาดที่จะหยิบยกขึ้นมาใช้
"ประเด็นนี้สำคัญมาก! ทีนี้ต่อให้มีคนอยากจะเล่นงานคุณข้อหาป้องกันตัวเกินกว่าเหตุ ก็ไม่มีข้ออ้างแล้ว"
โรเบิร์ตพยักหน้าอย่างตื่นเต้น ตอนนี้เขามั่นใจในคดีนี้เต็มร้อย
เวลาล่วงเลยไปถึงเก้าโมงเช้า ตำรวจเฟอร์แบงก์สสองนายเดินตามนายอำเภอท้องถิ่นเข้ามาที่โรงแรม เพื่อเริ่มสอบสวนคดีเมื่อวาน
พอเห็นว่าหนึ่งในตำรวจเป็นชาวเอสกิโม ความกังวลของเย่เทียนก็มลายหายไปจนหมดสิ้น
เขามั่นใจสุดๆ ว่าคดีนี้จะไม่มีเรื่องเซอร์ไพรส์แน่นอน
ในอเมริกา ชาวอินเดียนแดงและชาวเอสกิโมถูกเหยียดเชื้อชาติหนักกว่าคนผิวสีกลุ่มอื่นมาก ความเกลียดชังที่พวกเขามีต่อการเหยียดเชื้อชาติจึงฝังรากลึกยิ่งกว่าใคร
การที่มีตำรวจสายสืบชาวเอสกิโมมาร่วมทีม ก็เพราะคดีนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นการเหยียดเชื้อชาติ จึงจำเป็นต้องมีตำรวจชนกลุ่มน้อยมาร่วมสอบสวน เพื่อเลี่ยงข้อครหาจากภายนอก
ประเด็นเรื่องเชื้อชาติมันละเอียดอ่อนเกินไป สถานีตำรวจเองก็ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว
การสอบสวนเริ่มขึ้น เย่เทียนเริ่มตอบคำถามตำรวจ โดยมีโรเบิร์ตคอยนั่งกำกับอยู่ข้างๆ คอยเตือนและเสริมข้อมูล เพื่อรักษาผลประโยชน์ของลูกความอย่างเต็มที่
ข้อเท็จจริงชัดเจน หลักฐานมัดตัวแน่นหนา คดีนี้ไม่มีข้อกังขาใดๆ ตำรวจทั้งสองนายก็ไม่ได้มีท่าทีจะกลั่นแกล้ง การสอบสวนจึงดำเนินไปอย่างรวดเร็ว
ครึ่งชั่วโมงต่อมา การสอบปากคำเย่เทียนก็เสร็จสิ้น จากนั้นโรเบิร์ตก็รับช่วงต่อทั้งหมด
...
พอกลับมาถึงห้อง เย่เทียนก็รีบเตรียมตัวสำหรับการประมูลที่กำลังจะเริ่มขึ้น
ของสำคัญที่สุดมีสองอย่าง เงินสดกับปืน!
เงินสดปึกใหญ่ 200,000 ดอลลาร์ เพียงพอที่จะฟาดฟันเอาชนะได้ทุกโกดัง
เว้นเสียแต่ว่าจะมีโกดังไหนมีทองคำกองพะเนินวางโชว์หราอยู่ แบบนั้นคงหมดสิทธิ์ แต่โอกาสที่จะเกิดเรื่องแบบนั้นแทบจะเป็นศูนย์
กวาดตามองเงินสด ตรวจนับจำนวนจนแน่ใจ เย่เทียนก็เริ่มเช็กปืน
ปืน M9 สองกระบอกอยู่ในสภาพสมบูรณ์ แม็กกาซีนหกอันกระสุนเต็มทุกนัด จากนั้นเขาก็เสียบปืนเข้าซองสะพายไหล่ แล้วยัดมีดกุร์กคาสัญชาติอเมริกาอันคมกริบลงเป้
ทุกอย่างพร้อม!
"เจสัน ออกเดินทาง ไปกอบโกยเงินล้านที่แจ็คเวดกัน!"
"ฮ่าๆๆ จัดไป! เราจะรวยเละ!"
เจสันชูกำปั้นร้องอย่างตื่นเต้น
จังหวะที่ยกแขนขึ้น ภายใต้เสื้อแจ็กเก็ตมองเห็นด้ามปืนโคลท์ไพธอนยักษ์ได้อย่างชัดเจน
เดินออกจากห้อง ไปสมทบกับไวท์และฟิลิป แล้วทุกคนก็เดินออกจากโรงแรม มุ่งหน้าไปยังบริษัทโกดังที่อยู่อีกฟากของเมือง
นายอำเภอคนหนึ่งเดินตามหลังพวกเขามา สายตาจับจ้องที่เย่เทียนตลอดเวลา
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาขึ้นบัญชีดำเย่เทียนเป็นบุคคลอันตรายไปเรียบร้อยแล้ว
ประมาณสิบนาที ทุกคนก็เดินลุยโคลนมาถึงบริษัทโกดังโกลเด้นโฮม
แม้แจ็คเวดจะเป็นแค่เมืองเล็กๆ แต่บริษัทโกดังแห่งนี้กลับมีขนาดไม่เล็กเลย มีโกดังถึงหนึ่งร้อยห้อง แต่ละห้องมีพื้นที่กว้างขวาง ห้องเล็กสุดก็ 50 ตารางเมตรเข้าไปแล้ว ส่วนห้องขนาด 100 ตารางเมตรก็มีเยอะมาก
โกดังพวกนี้ไม่ได้มีไว้บริการชาวเมือง แต่ลูกค้าหลักคือเจ้าของเหมืองทองและคนงานเหมือง
เมื่อฤดูหนาวมาเยือน ฤดูการทำเหมืองก็จะสิ้นสุดลง เหมืองทองหยุดการผลิต ทุกคนจะอพยพออกจากอะแลสกา ลงใต้ไปหลบหนาว
คนไปได้ง่ายๆ แต่เครื่องจักรและอุปกรณ์ส่วนใหญ่ขนไปไม่ได้
เครื่องจักรขนาดใหญ่พวกตักดิน รถขุด หรือเครื่องร่อนทอง อาจจะจอดทิ้งไว้ที่เหมืองได้
แต่อุปกรณ์ที่มีความละเอียดอ่อนต้องหาที่เก็บรักษา ไม่อย่างนั้นผ่านฤดูหนาวอันยาวนานถึงแปดเดือนของอะแลสกาไป อุปกรณ์พวกนี้พังยับเยินแน่นอน
สถานที่เก็บรักษาที่ดีที่สุดก็คือบริษัทโกดัง กันพายุหิมะได้ แถมไม่ต้องกลัวของหาย
พอถึงปีหน้า เครื่องจักรพวกนี้ก็จะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
แต่ไม่ใช่เจ้าของเหมืองหรือคนงานทุกคนที่จะกลับมาขุดทองในปีถัดไป สภาพแวดล้อมอันโหดร้ายของที่นี่ทำให้หลายคนถอดใจ เลือกที่จะใช้ชีวิตที่สบายกว่าทางตอนใต้
โกดังของคนบางกลุ่มจึงถูกทิ้งร้าง พอพ้นระยะเวลาต่อสัญญาไปสามเดือน ก็จะถูกบริษัทโกดังนำออกมาประมูล
นี่คือช่องทางทำเงินสำคัญของบริษัทโกดัง โกดังของเจ้าของเหมืองมีมูลค่าไม่น้อย อุปกรณ์ทำเหมืองไม่มีคำว่าถูก
ดังนั้นการประมูลโกดังที่นี่ถึงดึงดูดความสนใจของผู้คนมากมาย ยอมเดินทางไกลลำบากลำบนมาจากทั่วสารทิศ เห็นได้ชัดว่าเล็งเห็นโอกาสรวย
คนที่มาร่วมประมูลไม่ได้มีแค่นักล่าสมบัติอาชีพ แต่ยังมีเจ้าของเหมืองและคนงานเหมืองจำนวนมาก
สำหรับพวกเขา นี่เป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในการหาซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมหรือหาอะไหล่ และแน่นอน มันเป็นโอกาสดีที่จะเจอทองคำ ใครจะยอมพลาด
เดินเข้าประตูบริษัทโกดัง เย่เทียนเห็นฝูงคนกลุ่มใหญ่อยู่ที่หน้าสำนักงานทันที
มีคนอยู่ราวสองร้อยกว่าคน ส่วนใหญ่เป็นนักล่าสมบัติจากที่ต่างๆ รองลงมาคือพวกนักขุดทองที่มีรูปลักษณ์ดิบเถื่อน
นักขุดทองพวกนี้ดูออกง่ายมาก ใส่ชุดทำงานสีสดที่เปื้อนคราบน้ำมันไปทั่ว หน้าตามอมแมม ไว้หนวดเคราเฟิ้ม ไม่ดูแลตัวเองเลยสักนิด
ขณะที่เย่เทียนสำรวจผู้คน เหล่านักล่าสมบัติและนักขุดทองก็กำลังสำรวจเขาเช่นกัน
เรื่องเมื่อวานแพร่สะพัดไปทั่ว ที่นี่ไม่มีใครไม่รู้จักเขา ต่อให้ไม่เคยเจอหน้า แต่ตอนนี้ทุกคนรู้ดีว่าเขาคือตัวการของโศกนาฏกรรมเมื่อวาน!
เพราะในแจ็คเวดมีเขาเป็นคนจีนแค่คนเดียว! ไม่มีทางจำผิดแน่นอน!
บรรยากาศที่เคยจอแจพลันเงียบลงไปถนัดตา มีเพียงเสียงซุบซิบเบาๆ ดังลอดมา
"ไอ้เวรนั่นมาจนได้ ตำรวจแม่งไร้น้ำยาจริงๆ ปล่อยให้ฆาตกรแบบนี้มาร่วมประมูลได้ไง!"
"ใช่เลย! หมอนี่มันเพชฌฆาตเลือดเย็น ในยูทูบมีคลิปแชร์กันว่อน คดีปล้นอพาร์ตเมนต์ที่บรูคลิน นิวยอร์ก หมอนี่แหละพระเอกของงานสังหารหมู่
ไอ้หมอนี่มันเหมือนเพชฌฆาตประหารนักโทษ ลงมือเก็บไปสามศพแบบชิวๆ! ยิงหัวระเบิดทุกราย แถมยังทำให้อีกคนพิการถาวร โหดเหี้ยมอำมหิตสุดๆ!
บิ๊กอัลจากมิสซูรียังถือว่าโชคดี อย่างน้อยก็รักษาชีวิตไว้ได้ ยังมีหวังรักษาหาย สรุปง่ายๆ คือไอ้หมอนี่มันฆ่าคนไม่กะพริบตา อยู่ห่างไว้เป็นดี!"
"โชคดีที่พวกมิสซูรีเมื่อวานไม่ได้ชักปืน ไม่งั้นต้องมีคนลงไปนอนคุยกับรากมะม่วงแน่ ฉันกล้ารับประกัน วันนี้ไอ้เวรนี่พกปืนมาด้วยแน่นอน แถมขึ้นลำกล้องรอแล้วด้วย!"
ขณะวิพากษ์วิจารณ์ สายตาของเหล่านักล่าสมบัติก็หลุกหลิก หลายคนมีแววหวาดกลัว
โดยเฉพาะพวกคนอ้วนจากมิสซูรี ยิ่งพยายามหลบสายตาเย่เทียน ไม่กล้าสบตาด้วยเลย
เมื่อวานพอกลับไปโรงแรม แล้วเช็กข่าวจนมั่นใจว่าเย่เทียนคือมือสังหารแห่งบรูคลิน แต่ละคนก็เหงื่อตก ตัวสั่นด้วยความกลัว ดีใจแทบตายที่ไม่ได้ยิงกัน
ส่วนพวกเจ้าของเหมืองและคนงานเหมือง มองมาด้วยความอยากรูอยากเห็นและระแวดระวัง
สำหรับความหวาดกลัวในแววตาของผู้คน เย่เทียนทำเป็นมองไม่เห็น โบกมือทักทายด้วยรอยยิ้มอบอุ่นราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ
"อรุณสวัสดิ์ครับสุภาพบุรุษ วันนี้อากาศดีนะ หวังว่าทุกคนจะรวยๆ เฮงๆ!"
ตอนนี้ท้องฟ้ามืดครึ้ม ฝนตกปรอยๆ พื้นเฉอะแฉะไปด้วยโคลน มีตรงไหนที่บอกว่าอากาศดีวะ!
ที่แย่ยิ่งกว่าอากาศ คืออารมณ์ของทุกคนที่ได้เห็นหน้าเย่เทียน!
ทุกคนในที่นั้นแทบจะมองบนพร้อมกัน บ่นอุบในใจอย่างเหลืออด
"ดีกับผีน่ะสิ! เจอฆาตกรอย่างแก จะมีเรื่องดีๆ ได้ยังไง?"
[จบแล้ว]