- หน้าแรก
- สามก๊ก ระบบมหาจักรวรรดิไร้เทียมทาน
- บทที่ 350 - อาจารย์ใหญ่แห่งวิทยาลัยหลวง
บทที่ 350 - อาจารย์ใหญ่แห่งวิทยาลัยหลวง
บทที่ 350 - อาจารย์ใหญ่แห่งวิทยาลัยหลวง
บทที่ 350 - อาจารย์ใหญ่แห่งวิทยาลัยหลวง
ยามเช้าตรู่ ขณะที่เหล่าขุนนางต่างวุ่นวายอยู่กับภารกิจของตน หวังเฉินกลับหาเวลาว่างพาเยี่ยนหุยออกจากจวนอ๋อง
บนท้องถนนยังคงไร้ซึ่งกลิ่นอายของยุคทอง ทุกอย่างยังคงเหมือนเมื่อวาน ราษฎรต่างทำกิจวัตรเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา
สิ่งที่แตกต่างไปบ้างคือในเมืองเริ่มมีการก่อสร้างจวนใหม่อีกหลายแห่ง จวนขนาดเล็กเหล่านี้ล้วนกระจุกตัวอยู่รอบจวนอ๋อง ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางการบริหารราชการของแคว้นจิ้นในอนาคต
จวนสกุลไช่ หวังเฉินเดินตามการนำทางของไช่เหยียนมุ่งหน้าไปยังเรือนหลัง
"พ่อเจ้าอยากเจอข้าเวลานี้ คงไม่ได้คิดจะชวนทะเลาะอีกใช่ไหม?" ทันใดนั้นหวังเฉินก็นึกขึ้นได้ จึงหยุดฝีเท้าที่ระเบียงทางเดิน เอ่ยถามไช่เหยียน
ไช่เหยียนคลี่ยิ้ม กล่าวว่า "ช่วงนี้ข้าคอยพูดคุยกับท่านพ่อตลอด ตอนนี้ท่านพ่อไม่โกรธท่านแล้ว ที่กล้าเชิญท่านอ๋องมาในครานี้ ก็เพื่ออยากจะสนทนากับท่านอ๋องให้รู้เรื่อง ขอท่านอ๋องโปรดอภัยด้วย ท่านพ่อเพิ่งหายป่วย ยังตรากตรำมากไม่ได้ มิเช่นนั้นคงไปขอขมาที่จวนอ๋องแล้วเจ้าค่ะ"
"คำพูดสวยหรูไม่ต้องพูดหรอก หากพ่อเจ้าเลิกถือทิฐิกับข้าได้ ให้ข้าวิ่งมาสักสิบรอบก็คุ้มค่า" ใบหน้าหวังเฉินถึงได้ปรากฏรอยยิ้ม ส่งสัญญาณให้ไช่เหยียนนำทางต่อ
ตลอดทางทั้งสองพูดคุยหยอกล้อกัน จนมาถึงเรือนพักของไช่หยงในที่สุด
หวังเฉินส่งสัญญาณให้เยี่ยนหุยรออยู่หน้าประตู ส่วนตนเดินตามไช่เหยียนเข้าไปในห้อง
การตกแต่งภายในเรียบง่าย ไช่หยงกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ เรียบเรียงงานที่ค้างคาอยู่ เมื่อเงยหน้าเห็นหวังเฉิน ก็ไม่ได้ลุกขึ้นทำความเคารพ เพียงกล่าวเรียบๆ ว่า "เหยียนเอ๋อร์ เจ้าออกไปก่อนเถอะ"
"ท่านอ๋อง เชิญเจ้าค่ะ!" ไช่เหยียนจัดแจงให้หวังเฉินนั่งที่เก้าอี้รับรอง แล้วจึงขอตัวลา
หวังเฉินเห็นไช่หยงกำลังยุ่ง ก็ไม่ได้เร่งรีบ
เห็นบนโต๊ะหนังสือยังมีชุดน้ำชาและน้ำร้อนวางอยู่ จึงถือวิสาสะจัดการเองเสียเลย
เขารินชาชั้นดีหนึ่งจอก แล้วนำไปวางบนโต๊ะหนังสือของไช่หยงด้วยตนเอง
ไช่หยงเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง แล้วมองดูถ้วยชา ท้ายที่สุดก็ก้มหน้าลงทำงานต่อ กล่าวว่า "จิ้นอ๋องเชิญนั่งเถิด รอข้าเขียนตรงนี้เสร็จค่อยคุยกัน"
หวังเฉินไม่ตอบรับ เดินกลับไปนั่งที่เดิม
รอจนชาถ้วยนั้นเย็นชืด ไช่หยงถึงได้วางพู่กันในมือ แล้วยกชาถ้วยนั้นขึ้นดื่มรวดเดียวหมด
"จิ้นอ๋องกรีฑาทัพตีเมืองหลวงแตก ทำให้ฝ่าบาทต้องประสบเคราะห์กรรม ช่วงเวลานี้ข้าอาศัยตำราที่จิ้นอ๋องส่งมาให้ เรียบเรียงพงศาวดารพระเจ้าเลนเต้ (หลิงตี้) เสร็จสิ้นแล้ว ตอนนี้ข้าจะเริ่มเรียบเรียงพงศาวดารอดีตฮ่องเต้ (เล่าเหียบ) บันทึกเรื่องราวช่วงสุดท้ายของราชวงศ์ฮั่นนับแต่พระเจ้าเลนเต้เป็นต้นมา จิ้นอ๋องเห็นเป็นอย่างไร?"
หวังเฉินยิ้มกว้าง อันที่จริงเขาไม่ได้รู้สึกต่อต้านเรื่องพวกนี้แต่อย่างใด "ก็ดี ช่วงนี้ข้ากำลังเตรียมจะตั้งหอสมุดในวิทยาลัยหลวง สั่งให้คนคัดลอกตำราโบราณไปเก็บไว้ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา ในเมื่อท่านคิดจะเรียบเรียงพงศาวดารฮั่น ถึงเวลานั้นข้าจะนำไปเก็บไว้ในหอสมุด ถูกผิดชั่วดี ให้คนรุ่นหลังเป็นผู้ตัดสิน เพียงแต่!"
"ทำไม? หรือจิ้นอ๋องอยากให้ข้าเขียนเยินยอท่านสักหน่อย?" ใบหน้าไช่หยงเริ่มฉายแววดูแคลน
หวังเฉินกลับหัวเราะ โบกมือกล่าวว่า "ไยกล่าวเช่นนั้น? การเรียบเรียงพงศาวดารเดิมทีก็เพื่อเก็บไว้ให้คนรุ่นหลังได้อ่าน คนรุ่นหลังจะรู้อดีตและเข้าใจปัจจุบันผ่านประวัติศาสตร์ ข้าเพียงหวังว่าตอนที่ท่านเรียบเรียง อย่าได้ใส่ความรู้สึกส่วนตัวจนทำให้เกิดอคติ ขอให้บันทึกความจริงลงไป ในระหว่างกระบวนการนี้ หากต้องการสิ่งใด ทางเรายินดีสนับสนุนเต็มที่!"
"จิ้นอ๋องไม่กลัวว่าสิ่งที่ข้าเขียนออกมา จะทำให้ท่านอับอายขายหน้าหรือ?"
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า..." หวังเฉินหัวเราะร่า รินชาให้ตนเองหนึ่งจอก กล่าวว่า "ข้าบอกแล้วไง ถูกผิดชั่วดี ให้คนรุ่นหลังตัดสิน ข้าหวังเฉินใช่คนใจแคบเสียเมื่อไหร่? ขอเพียงท่านไม่จงใจบิดเบือนเขียนส่งเดช ทุกอย่างว่าไปตามความจริง ข้าหวังเฉินจะรับไม่ได้เชียวหรือ?"
"ใจกว้างจริงๆ!" ไช่หยงลุกจากที่นั่ง เดินมานั่งฝั่งตรงข้ามหวังเฉิน ใบหน้าเปี่ยมด้วยความเลื่อมใส ประสานมือคารวะหวังเฉิน กล่าวว่า "ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ความใจกว้างของจิ้นอ๋องช่างน่าเลื่อมใสยิ่งนัก เพียงแต่ไม่ทราบว่า ในเมื่อจิ้นอ๋องมีใจคอกว้างขวางปานนี้ เหตุไฉนจึงละเว้นอดีตฮ่องเต้มิได้?"
หวังเฉินสีหน้าเคร่งขรึม "ปั๋วเจีย มิใช่ข้าละเว้นอดีตฮ่องเต้ไม่ได้ แต่เป็นอดีตฮ่องเต้ที่ละเว้นข้าไม่ได้! ท่านคบหากับข้า ย่อมรู้ดีว่าข้าหวังเฉินมิใช่คนใจแคบ ย่อมไม่คิดเล็กคิดน้อยเพื่อลาภยศสรรเสริญ และยิ่งไม่ลงมือปลงพระชนม์เพราะเหตุนี้แน่!"
"เช่นนั้นไยจิ้นอ๋องต้องปลงพระชนม์?" ไช่หยงสีหน้าจริงจัง ไร้ซึ่งท่าทีประชดประชันเหมือนเมื่อครู่ ดูท่าเขาเองก็อยากรู้คำตอบที่แท้จริงจากปากหวังเฉิน
"ปั๋วเจีย พวกเรามาพูดกันตามตรง ท่านคิดว่าข้าหวังเฉินติดค้างสิ่งใดต่อราชวงศ์ฮั่นหรือไม่?"
"จิ้นอ๋องเติบโตมาท่ามกลางสงคราม ปราบปราความวุ่นวายทั่วหล้า ฟื้นฟูชายแดน สังหารศัตรูต่างเผ่า ทำให้เซียนเปยไม่กล้ารุกล้ำ สยงหนูไม่กล้ากำเริบเสิบสาน ความดีความชอบนี้ ในราชสำนักจะมีสักกี่คนที่เทียบได้? เพียงแต่จิ้นอ๋องปฏิเสธไม่รับราชโองการแต่งตั้งจากราชสำนักมาโดยตลอด บางทีอาจมีความคับแค้นใจกระมัง?"
หวังเฉินแค่นหัวเราะเย็น กล่าวว่า "ข้าไม่สนเรื่องพวกนั้นหรอก ข้ารู้ว่าท่านอยากจะพูดอะไร ท่านคิดว่าไม่ว่าข้าจะอยู่ที่ชายแดนหรือหัวเมืองชั้นใน การปกครองของข้าจะทำให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุขได้หรือไม่?"
"จิ้นอ๋องจัดระเบียบชายแดน ทำให้ชายแดนสงบสุข ปกครองปิ้งโจว ทำให้ปิ้งโจวเข้มแข็ง ราษฎรยอมสยบ ท่ามกลางยุคโกลาหลเช่นนี้ การสร้างยุคทองขึ้นมาได้ นับว่ายากยิ่งแล้ว แต่ทว่า ทั้งหมดนี้มิใช่หน้าที่ที่พึงกระทำเพื่อราชสำนักหรอกหรือ?" ไช่หยงย้อนถาม
"ข้าทำเรื่องพวกนี้ไม่ใช่เพื่อราชสำนักเฮงซวยนั่น!" แววตาของหวังเฉินฉายแววโกรธเกรี้ยว เห็นชัดว่าไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ไช่หยง "ไม่ว่าสมัยพระเจ้าเลนเต้ข้าจะก่อกบฏ หรือตอนนี้ข้าจะปลงพระชนม์ สิ่งที่ข้าหวังเฉินทำไปก็เพียงเพราะไม่อยากให้ปิ้งโจวต้องตกอยู่ในความวุ่นวายอีก ข้าหวังเฉินเพียงหวังให้ราษฎรใต้ปกครองไม่ต้องประสบเคราะห์กรรม วันนี้ ราษฎรสนับสนุนข้า ไม่ใช่เพราะข้านั่งตำแหน่งจิ้นอ๋อง และไม่ใช่เพราะข้ากุมกำลังทหารนับแสน แต่เป็นเพราะข้าสร้างความสุขให้ราษฎรอย่างแท้จริง"
"ชายแดน ตอนข้ารับช่วงต่อมีสภาพเป็นอย่างไร? หลังจากข้าปกครองแล้วเป็นอย่างไร? ปั๋วเจียควรออกไปเดินดูบ้าง ไปดูข้างกายราษฎร ว่าการกระทำของข้าหวังเฉินในปิ้งโจวแท้จริงแล้วเป็นเช่นไร!"
ไช่หยงไม่ได้โต้แย้ง ไม่รู้ว่าเขาได้เห็นสิ่งเหล่านี้มาแล้วหรือไม่
"ตอนเหอหนานอินเกิดโรคระบาด ราชสำนักอยู่ที่ไหน? ตอนเกิดภัยแล้ง ราชสำนักอยู่ที่ไหน? เหอหนานอินเดิมทีอยู่ใต้เท้าโอรสสวรรค์ ตอนนี้ท่านลองไปถามคนในเหอหนานอินดูสิ ถามถึงราชวงศ์ฮั่น ลองด่าข้าหวังเฉินต่อหน้าพวกเขาดู ดูซิว่าราษฎรเหล่านั้นจะทำอย่างไรกับท่าน!"
"เจ้าเด็กอ้องอุ้นคิดจะช่วงชิงทุกอย่างไป แล้วผลักราษฎรกลับไปสู่ความทุกข์ยากแสนสาหัส..."
"ราษฎรขาดจิ้นอ๋องไม่ได้เชียวหรือ? หรือหากไม่มีจิ้นอ๋องแล้วจะใช้ชีวิตไม่ได้?"
"ปีที่แล้ว ตั๋งโต๊ะถูกประหาร กวนจงขาดแคลนเสบียง อ้องอุ้นได้ช่วยเหลือหรือไม่? กองทัพข้าบุกเข้ากวนจง สร้างเส้นทางลำเลียงจากอู่หยวนเข้าสู่กวนจง ด้านหนึ่งทำศึกยึดเมือง อีกด้านหนึ่งขนส่งเสบียงช่วยผู้ประสบภัย หากอ้องอุ้นฆ่าข้า เขาจะทำได้เช่นนี้หรือไม่?" หวังเฉินตะคอกถามด้วยความโกรธ นานทีปีหนจะเห็นเขาโมโหเช่นนี้
แต่ไช่หยงกลับก้มหน้าลง ช่วงเวลานี้เขาคิดทบทวนจนกระจ่างแล้ว หากฮ่องเต้และขุนนางราชวงศ์ฮั่นไม่ทำเช่นนั้น ราชวงศ์ฮั่นก็คงไม่ล่มสลายด้วยน้ำมือหวังเฉิน
ทุกอย่างล้วนเป็นวัฏจักรแห่งกรรม
"น้ำหนุนเรือให้ลอยได้ ก็คว่ำเรือได้เช่นกัน!" หวังเฉินคลายความโกรธลง ถอนหายใจกล่าวว่า "ข้าหวังเฉินมีความสามารถอันใดจะไปทำลายราชวงศ์ฮั่น? ผู้ที่ทำลาย คือราษฎรต่างหาก"
ทั้งสองตกอยู่ในความเงียบงันที่หาได้ยาก
ผ่านไปเนิ่นนาน ปมในใจบางอย่างคลี่คลายลง ทุกอย่างก็ดีขึ้นเอง
สิ่งที่ได้เห็นได้ยินในช่วงเวลานี้ ประกอบกับการเกลี้ยกล่อมไม่หยุดหย่อนของไช่เหยียน ทำให้เขาเข้าใจทุกอย่างแล้ว
ท้ายที่สุด เขาถอนหายใจยาว กล่าวว่า "นับเป็นวาสนาที่จิ้นอ๋องใจกว้าง หากเป็นที่อื่น หัวของไช่หยงคงหลุดจากบ่าไปแล้ว กษัตริย์ผู้ใจกว้างเช่นนี้ มิใช่ทรราชแล้วจะเป็นอะไรได้อีก? ในอดีตอดีตฮ่องเต้ไม่ฟังคำทัดทานเจ็ดประการของข้า จึงมีภัยพิบัติในวันนี้ เฮ้อ"
เขาลุกขึ้น ประสานมือคารวะหวังเฉิน "ได้ยินว่าหอเสวียนเหวินเปลี่ยนชื่อเป็นวิทยาลัยหลวงแล้ว หากจิ้นอ๋องไม่รังเกียจ ข้ายินดีรับใช้ต่อไป"
"เช่นนั้น ถือเป็นโชคดีของข้า!" หวังเฉินยินดีปรีดา ลุกขึ้นประสานมือตอบไช่หยง "ตอนนี้วิทยาลัยหลวงยังไม่ได้ปรับปรุงโครงสร้าง เช่นนั้นขอเชิญท่านปั๋วเจียรับตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ (จี้จิ้ว) เป็นอย่างไร?"
"ขอบพระทัยจิ้นอ๋อง ผู้เฒ่าคนนี้จะขออุทิศชีวิตที่เหลือให้กับการสอนหนังสือและถ่ายทอดความรู้!"
เห็นได้ชัดว่า ไช่หยงยอมจำนนต่อหวังเฉินเพื่อการสอนหนังสือ มิได้รับใช้เพราะยอมรับหวังเฉินเป็นนายอย่างแท้จริง
แต่หวังเฉินย่อมไม่ถือสาเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ ขอเพียงไช่หยงยอมสอนลูกศิษย์ให้ตนก็พอ และวิทยาลัยหลวงก็ไม่ได้มีแค่ไช่หยงคนเดียว คาดว่าเขาคงเล่นลูกไม้อะไรไม่ได้มากนัก
สาเหตุที่นักวิชาการรุ่นหลังเห็นว่าพงศาวดารฮั่นที่ไช่หยงมีส่วนร่วมในการเรียบเรียง ในส่วนที่เกี่ยวกับหวังเฉินและเล่าเหียบนั้นไม่น่าเชื่อถือ หลักๆ ก็เพราะเขาดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่แห่งวิทยาลัยหลวงในสังกัดของหวังเฉินนั่นเอง
และด้วยเหตุนี้ พงศาวดารห้าก๊กและหนังสืออื่นๆ จึงกลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าต่อการศึกษาอย่างยิ่ง
[จบแล้ว]