- หน้าแรก
- สามก๊ก ระบบมหาจักรวรรดิไร้เทียมทาน
- บทที่ 70 - การเมืองที่ฟอนเฟะ
บทที่ 70 - การเมืองที่ฟอนเฟะ
บทที่ 70 - การเมืองที่ฟอนเฟะ
บทที่ 70 - การเมืองที่ฟอนเฟะ
ลั่วหยาง ตำหนักฉงเต๋อ
ภายในท้องพระโรงที่เคร่งขรึมเงียบกริบไร้สรรพเสียง กล่องไม้ดำเกือบยี่สิบใบวางเรียงรายอยู่ตรงกลาง
ขุนนางไม่กี่คนทยอยเปิดกล่องไม้ เผยให้เห็นศีรษะมนุษย์เปื้อนปูนขาวอยู่ด้านใน เพื่อทำการพิสูจน์อัตลักษณ์
"กราบทูลฝ่าบาท สิ่งที่แม่ทัพหวังนำมาถวาย คือศีรษะของเหอเหลียน ชานอวี๋แห่งเผ่าเซียนเปย และศีรษะของหัวหน้าเผ่าต่างๆ พ่ะย่ะค่ะ!"
สิ้นเสียงกราบทูล ท้องพระโรงที่เงียบสงบก็พลันเซ็งแซ่ไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ราวกับตลาดนัด
บนบัลลังก์ ฮ่องเต้หลิวหงมีสีพระพักตร์ปลาบปลื้มยิ่งนัก ชาวเซียนเปยก่อกวนชายแดนมานานปี ครานี้หวังเฉินสามารถบดขยี้พวกมันได้ในคราเดียว มิเพียงไล่ล่าออกไปนอกด่านสังหารชานอวี๋เหอเหลียน แต่ยังกวาดล้างหัวหน้าเผ่าได้มากมายเพียงนี้ จะไม่ให้พระองค์ดีพระทัยได้อย่างไร?
พระองค์ทำราวกับมองไม่เห็นศีรษะของพวกแม่ทัพนายกองฝ่ายตนเอง ดื่มด่ำอยู่กับความปิติในชัยชนะครั้งใหญ่นี้
"ฝ่าบาท!" น้ำเสียงนั้นเปี่ยมด้วยความตื้นตันแทบจะหลั่งน้ำตาออกมา ขุนนางผู้หนึ่งก้าวออกมาจากแถว ถวายบังคมหลิวหงบนบัลลังก์ กล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า "ฝ่าบาท ชาวเซียนเปยสร้างหายนะแก่ชายแดนมาเนิ่นนาน เดี๋ยวสวามิภักดิ์เดี๋ยวก่อกบฏ มีไพร่พลมากมาย ยิ่งกว่าพวกสยงหนูในอดีต วันนี้โชคดีที่แม่ทัพหวังพิชิตเซียนเปยทางเหนือ จับตายชานอวี๋เหอเหลียน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะพระบารมีอันปรีชาสามารถของฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ"
มีคนแรก ก็ย่อมมีคนที่สองตามมา
คำเยินยอที่พรั่งพรูเข้ามาทำเอาหลิวหงตัวลอย หากฟังแต่คำประจบสอพลอเหล่านี้ เกรงว่าหลิวหงคงกลายเป็นจักรพรรดิผู้ทรงธรรมแห่งยุคบรรพกาลไปเสียแล้ว
ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสียงที่แตกต่างกลับดังแทรกขึ้นมา
"ฝ่าบาท แม้หวังเฉินจะพิชิตเซียนเปยทางเหนือ สังหารเหอเหลียน แต่เขากลับถือดีในความชอบ ทำตัวเหิมเกริม ถึงขั้นสังหารขุนนางราชสำนักโดยไร้หลักฐาน แม้แต่แม่ทัพพิทักษ์ชาวสยงหนูก็ถูกเขาสังหาร! บัดนี้ยังบังอาจสั่งให้ลูกน้องของตนเข้าสวมตำแหน่งแทน กระหม่อมเห็นว่าหวังเฉินแสดงพฤติการณ์กบฏแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
ผู้ที่เอ่ยวาจานี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นคนของตระกูลหยวน และเขาก็คือหยวนเฝิง!
"ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าที่ใต้เท้าหยวนกล่าวมานั้นถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ" ขุนนางอีกคนก้าวออกมา กราบทูลว่า "ต่อให้แม่ทัพและตูเว่ยแต่ละเมืองจะไม่ส่งทหารไปช่วย แต่หวังเฉินก็ไม่สมควรจะประหารก่อนกราบทูล! อีกทั้งข้อหาตัดเสบียงที่กล่าวอ้าง เกรงว่าจะเป็นเพียงเรื่องที่กุขึ้นลอยๆ ไร้หลักฐาน! กระหม่อมเห็นว่า หวังเฉินครานี้ไม่เพียงไม่มีความชอบ แต่ยังมีความผิดมหันต์ สมควรประหารพ่ะย่ะค่ะ!"
"เหลวไหล!" เสียงตวาดด้วยความโกรธดังขึ้น ขุนนางผู้หนึ่งก้าวออกมาถวายบังคม "ตามที่กระหม่อมทราบ ยามที่หวังเฉินทำศึกนองเลือดกับชาวเซียนเปยที่เมืองเยี่ยนเหมิน แม่ทัพและตูเว่ยแต่ละเมืองไม่เพียงไม่ส่งทหารหนุน ยังสกัดกั้นทหารเมืองซั่วฟางที่ตั้งใจจะไปช่วย มิหนำซ้ำยังส่งคนปลอมตัวเป็นชาวเซียนเปยไปปล้นเส้นทางลำเลียงเสบียงของแม่ทัพหวัง เป็นเหตุให้กองทัพขาดแคลนเสบียง เกือบจะพ่ายแพ้ยับเยิน! หากมิใช่เพราะแม่ทัพหวังมีไหวพริบ ควบม้าเร็วกลับไปนำเสบียงจากไท่หยวนมาด้วยตนเอง ป่านนี้ชาวเซียนเปยคงบุกทะลวงเข้ามาถึงไหนต่อไหนแล้ว จะมีความผิดได้อย่างไร?"
"คำพูดของใต้เท้าหยาง หมายความว่าพวกข้าใส่ร้ายหวังเฉินกระนั้นหรือ?" หยวนเหว่ยที่นิ่งเงียบมาตลอดเอ่ยขึ้น "ข้าได้ยินมาว่าที่หวังเฉินเข้าไท่หยวน แท้จริงแล้วเพื่อไปชิงตัวเจ้าสาวมิใช่หรือ? แม่ทัพใหญ่แห่งสามเหล่าทัพ กลับทิ้งกองทัพยามหน้าสิ่วหน้าขวาน เพื่อเรื่องชู้สาวส่วนตัว มุ่งลงใต้ไปชิงนาง! นี่มันเรื่องตลกสิ้นดี!"
พูดถึงตรงนี้ หยวนเหว่ยก็เปลี่ยนน้ำเสียง "หวังเฉินผู้นี้เพียงแค่บังเอิญเจอทหารเซียนเปยที่ไล่ตามมาระหว่างถอยทัพ แล้วฉวยโอกาสดักโจมตีเท่านั้น ไฉนจึงถูกยกยอให้เป็นเทพสงครามไปได้? อีกอย่าง แต่ละเมืองก็มีชาวเซียนเปยบุกรุกเข้าไปมิใช่หรือ? หวังเฉินเพิ่งจะได้ชัยชนะ กลับหันคมดาบมาสังหารแม่ทัพและตูเว่ยแต่ละเมือง แถมยังประหารล้างโคตรสามชั่วคน ใช้อำนาจแก้แค้นส่วนตัวเช่นนี้! จิตใจมักใหญ่ใฝ่สูงชัดเจน หากไม่ประหารทิ้ง ยากจะทำให้ทั่วหล้าเชื่อถือ!"
"อีกประการ!" หยวนเหว่ยกล่าวต่อ "แม้ครานี้หวังเฉินจะได้ศีรษะของเหอเหลียนมา แต่ก็ไม่ได้กระทบกระเทือนถึงรากฐานของชาวเซียนเปย จะนับเป็นความชอบใหญ่หลวงได้อย่างไร?"
"ตามความเห็นของท่าน หวังเฉินไม่เพียงไม่มีความชอบ กลับมีความผิดงั้นหรือ?" หิวหลงมองไปทางหยวนเหว่ย เริ่มลังเลพระทัย จึงตรัสถามรายละเอียด
"ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ!" หยวนเหว่ยประสานมือทูลตอบ
ความจริงแล้วมิใช่ว่าหยวนเหว่ยจงเกลียดจงชังหวังเฉินเป็นพิเศษ แต่เพราะตระกูลใหญ่ที่สุดในราชสำนักมีสองตระกูล คือตระกูลหยวนของเขา และอีกตระกูลคือตระกูลหยาง
หากจะใช้คำของคนรุ่นหลัง ทั้งสองตระกูลล้วนเป็นตระกูลขุนนางสี่รุ่นสามมหาเสนาบดี ส่วนหยางซื่อนั้นมีฐานะเป็นถึงพระอาจารย์ของฮ่องเต้! ปัจจุบันล้วนเป็นตระกูลใหญ่คับฟ้า ลูกศิษย์ลูกหาเต็มบ้านเต็มเมือง
ตระกูลหยวนมีรากฐานในจงหยวน จึงกลายเป็นตัวแทนของกลุ่มบัณฑิตกวนตง (ตะวันออกของด่าน) โดยธรรมชาติ ส่วนตระกูลหยางแม้จะมาจากหงหนง เป็นตระกูลบัณฑิตใหญ่แห่งกวนซี (ตะวันตกของด่าน) การแก่งแย่งชิงดีระหว่างสองกลุ่มบัณฑิตนี้เป็นเรื่องปกติ
ตระกูลหวังเป็นบัณฑิตไท่หยวนและเป็นตระกูลอันดับต้นๆ ของปิ้งโจว ตามหลักการแล้วทั้งสองฝ่ายต่างต้องการดึงมาเป็นพวก อันที่จริงตระกูลหวังควรจะนับเป็นบัณฑิตกวนตงหรือบัณฑิตเหอเป่ย แต่ด้วยที่ตั้งอยู่ในปิ้งโจว จึงถูกบัณฑิตกวนตงกีดกันอยู่บ้าง
อีกทั้งตระกูลใหญ่อีกตระกูลของไท่หยวน ปิ้งโจว (ตระกูลจาง) ก็ไม่ได้แสดงตัวในราชสำนักอย่างเด่นชัดนัก ดังนั้นบัณฑิตอื่นๆ ในปิ้งโจวจึงต้องเลือกข้างพึ่งพิงสองกลุ่มอำนาจใหญ่นี้
แม้อ๋องอวิ๋นแห่งฉีเซี่ยนจะมีความสัมพันธ์อันดีกับทั้งสองตระกูล แต่ตระกูลหวังแห่งจินหยางกลับสนิทชิดเชื้อกับตระกูลหยางมาก จึงถูกมองว่าเป็นคนฝ่ายบัณฑิตกวนซี
ในฐานะตัวแทนของบัณฑิตกวนตง หยวนเหว่ยย่อมไม่ต้องการให้บัณฑิตกวนซียื่นมือเข้ามาในกองทัพมากเกินไป และยิ่งไม่ต้องการให้บัณฑิตกวนซีมียอดขุนพลที่เก่งกาจผุดขึ้นมาอีกคน
ดังนั้น เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มบัณฑิตฝ่ายตน หยวนเหว่ยจึงจำต้องกดหัวหวังเฉินไว้!
"ใต้เท้าหยวน ไฉนต้องอิจฉาคนดีมีความสามารถด้วยเล่า?" หยางเปียว ผู้เพิ่งรับตำแหน่งตัวแทนกลุ่มบัณฑิตกวนซีต่อจากบิดา มิได้แก้ต่างอย่างแข็งกร้าว แต่ใช้วาจาเหน็บแนม "หรือเป็นเพราะเขาทำความชอบสะท้านฟ้า ใต้เท้าหยวนเลยตาาร้อนผ่าว? ทนเห็นคนดีมีความชอบไม่ได้ หากท่านเก่งจริงก็ลองไปรบชนะที่ชายแดนสักสองสามตาดูสิ"
สิ้นคำกล่าวของหยางเปียว ขุนนางในท้องพระโรงต่างพากันซุบซิบ
"เจ้า!" หยวนเหว่ยถึงกับถูกวาจาเสียดสีของหยางเปียวยั่วโมโห ชี้หน้าเตรียมจะด่ากลับ แต่พลันได้สติว่านี่คือตำหนักฉงเต๋อ จึงต้องเก็บกดโทสะไว้ หันไปกราบทูลฮ่องเต้ "ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าหากไม่สังหารหวังเฉิน ยากจะทำให้ชายแดนเหนือสงบสุขพ่ะย่ะค่ะ!"
"ใต้เท้าหยวน หากฆ่าหวังเฉินแล้ว ท่านจะไปเฝ้าชายแดนแทนหรือ?" หยางเปียวหัวเราะเยาะ สีหน้าเปี่ยมด้วยความดูแคลนหยวนเหว่ย
นี่เป็นปัญหาที่จริงจังมาก หวังเฉินบัดนี้ชื่อเสียงเลื่องลือสะท้านชายแดน แม้ศึกใหญ่ครั้งนี้จะไม่ได้ทำลายรากฐานเซียนเปย แต่ก็แลกมาซึ่งความสงบสุขช่วงระยะเวลาหนึ่ง หากมีคนผู้นี้อยู่ ย่อมรับประกันความมั่นคงของชายแดนได้ยาวนาน
แม้แต่หลิวหงก็จำต้องพิจารณา หากประหารหวังเฉิน ใครจะมาคุมชายแดนแทนพระองค์?
"ฝ่าบาท!" หยางเปียวกราบทูล "กระหม่อมเห็นว่า หวังเฉินสังหารชานอวี๋เซียนเปยและหัวหน้าเผ่าต่างๆ มีความชอบใหญ่หลวง ฝ่าบาทควรแยกแยะรางวัลและลงทัณฑ์ให้ชัดเจน พระราชทานเลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งให้หวังเฉิน เพื่อประกาศพระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะ!"
"ฝ่าบาท ทำไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ! หวังเฉินเพิ่งจะมีความชอบเล็กน้อย ก็เหิมเกริมถึงเพียงนี้ คนผู้นี้ในวันหน้าต้องเป็นภัยแน่นอน!" หยวนเหว่ยกราบทูลคัดค้าน
"ทำไม หรือว่าพวกขายชาติเหล่านั้นเป็นญาติสนิทมิตรสหายของใต้เท้าหยวนหรือ? ไฉนถึงทำแต่เรื่องที่ทำให้พวกพ้องเจ็บปวดศัตรูสะใจ? หากฆ่าหวังเฉิน ชาวเซียนเปยจะยังเกรงกลัวชายแดนฮั่นของเราอีกหรือ? น่าจะส่งท่านไปดูชายแดนเยี่ยนเหมินสักครั้ง ไปดูหมู่บ้านที่ถูกเซียนเปยฆ่าล้าง ให้ท่านได้รู้ซึ้งว่าชายแดนคืออะไร!"
หยางเปียวยิ่งพูดยิ่งเดือดดาล ท้ายที่สุดถึงกับตะโกนลั่น
สองตระกูลใหญ่แห่งราชวงศ์ฮั่น ตระกูลหนึ่งจะปกป้องหวังเฉิน อีกตระกูลจะฆ่าหวังเฉิน ช่างเป็นเรื่องที่น่าขันยิ่งนัก
"พอได้แล้ว!" หลิวหงตบโต๊ะทรงงานเสียงดังลั่น ทำเอาทุกคนรีบคุกเข่าขอพระราชทานอภัยโทษ
"ฎีกาของหวังเฉิน ข้าดูชัดเจนแล้ว หัวคนเต็มท้องพระโรงนี้ ข้าก็เห็นชัดเจน! ถ่ายทอดราชโองการ ตัดทอนจำนวนครัวเรือนศักดินาของหวังเฉินลงสี่พันครัวเรือน! ปรับลดเบี้ยหวัดสามปี หากมีการกระทำเกินหน้าที่อีก จะประหารโดยละเว้น! เลิกประชุม!"
หลิวหงลุกขึ้น เดินกลับวังหลังโดยไม่หันกลับมามอง
พิชิตเซียนเปย สังหารขุนนางกังฉิน แต่ผลตอบแทนที่ได้กลับเป็นการถูกตัดทอนศักดินาสี่พันครัวเรือน ไม่รู้ว่าหวังเฉินทราบผลนี้แล้วจะคิดเช่นไร?
[จบแล้ว]