- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นองค์ชายหก ข้าขออู้งานจนจิ๋นซีต้องร้องขอชีวิต
- บทที่ 341 - อิ๋งหยวนผู้แบกรับทุกสิ่ง (ฟรี)
บทที่ 341 - อิ๋งหยวนผู้แบกรับทุกสิ่ง (ฟรี)
บทที่ 341 - อิ๋งหยวนผู้แบกรับทุกสิ่ง (ฟรี)
บทที่ 341 - อิ๋งหยวนผู้แบกรับทุกสิ่ง
เมื่อได้ยินคำพูดทิ้งท้ายของหลี่ซือ แม้แต่คนเจ้าแผนการที่มองคนทะลุปรุโปร่งอย่างเฉินผิง ก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเลื่อมใสศรัทธา
ตัวเขาเฉินผิง แม้จะใช้แผนพิษและมองจิตใจคนออกอย่างถ่องแท้ แต่ในใจลึกๆ เขาก็ยังคงไว้ซึ่งความเที่ยงธรรมและปณิธานอันแรงกล้า
สิ่งที่เขาทำไป ก็เพื่อกอบกู้ต้าฉิน และนำพาสำนักขงจื๊อกลับสู่หนทางที่ถูกต้องเท่านั้น
และคำพูดเมื่อครู่ของหลี่ซือ ความหมายก็ชัดเจนแจ่มแจ้ง
เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการใช้ตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีของตน มาเป็นเกราะคุ้มกันภัยให้แก่อิ๋งหยวน
เพราะตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี อิทธิพลและเส้นสายของพวกเขา เป็นสิ่งที่ดูแคลนไม่ได้แม้แต่น้อย
ส่วนอิ๋งหยวนเล่า
แม้จะดูเหมือนเป็นองค์ชายผู้สำเร็จราชการที่ถูกต้องตามกฎมณเฑียรบาล
แต่ท้ายที่สุด ก็เพิ่งจะก้าวขึ้นมากุมอำนาจในราชสำนักได้ไม่นาน
หากถูกพวกขุนนางตระกูลใหญ่ทุ่มสุดตัวแลกชีวิตเข้าใส่ เกรงว่าผลลัพธ์คงยากจะคาดเดา
ก่อนหน้านี้ที่หลี่ซือยอมรับปากจะเป็นคนพาเฝิงชวี่จี๋มาพบ ก็เพราะมีเจตนาอยากให้อิ๋งหยวนลองเจรจาประวิงเวลาดูมิใช่หรือ
แต่ดูจากตอนนี้ หลี่ซือคงตัดสินใจแล้วว่าจะเอาตัวเองเข้าแลก
อิ๋งหยวนมองดูแผ่นหลังที่ค่อยๆ เดินห่างออกไป ก็ถอนหายใจด้วยความซาบซึ้งเช่นกัน
"หลี่ซือ คนทั้งโลกเข้าใจท่านผิดไปมากจริงๆ"
ในหน้าประวัติศาสตร์ คำวิจารณ์ที่มีต่อหลี่ซือ พูดให้ดูดีหน่อยก็คือมีทั้งคนชมและคนด่า แต่ถ้าพูดตามตรง ก็คือมีแต่ชื่อเสียงฉาวโฉ่ติดตัว
และสถานการณ์เช่นนี้ ก็เพียงเพราะเขาและจ้าวกา ร่วมมือกันปลอมราชโองการและบีบให้ฝูซูฆ่าตัวตาย
แต่หากมองในมุมของหลี่ซือ เขาผิดตรงไหน
ถ้าฝูซูได้ขึ้นครองราชย์จริงๆ ด้วยสมองและนิสัยแบบนั้น ที่ดื้อรั้นจะรื้อฟื้นระบบศักดินา ต้าฉินคงพังพินาศในทันที
แต่หูไห่นั้นต่างออกไป
หูไห่แม้จะโง่ แต่หลี่ซือก็ยังพอจะควบคุมได้
ต้าฉินภายใต้การประคับประคองของเขา หากเดินหน้าต่อไปอีกสักระยะ จะเป็นไรไป
เพียงแต่เขาคิดไม่ถึงว่า สุดท้ายจะถูกจ้าวกาที่ซ่อนตัวอยู่ข้างหลังลอบกัดเอา
"ท้ายที่สุด ก็เป็นเพราะกษัตริย์ไร้ความสามารถ ถึงทำให้ขุนนางตงฉินเช่นนี้ต้องพบจุดจบที่น่าอนาถ"
เมื่อคิดได้เช่นนี้ อิ๋งหยวนก็ยิ้มขื่นพลางทอดถอนใจเงียบๆ
"ท่านเฉิน ดูท่าพวกเราคงต้องเร่งมือขึ้นหน่อยแล้ว"
"หลี่ซือหวังดีก็จริง แต่เราจะทนดูอัครมหาเสนาบดี ขุนนางผู้ภักดีแห่งต้าฉิน ต้องแบกรับคำด่าทอแล้วตายจากไปได้อย่างไร"
"ถ้าเป็นแบบนั้นจริง อย่าพูดเรื่องอื่นเลย เกรงว่าเสด็จพ่อคงจะถลกหนังข้าแน่"
อิ๋งหยวนเข้าใจดี
แม้อัครมหาเสนาบดีจะมีทั้งหลี่ซือและเฝิงชวี่จี๋
แต่อัครมหาเสนาบดีกับอัครมหาเสนาบดี ความแตกต่างนั้นราวฟ้ากับเหว
ในปีนั้น หลี่ซือคือผู้ที่แปรพักตร์มาจากสำนักของหลวี่ปู้เว่ย
ไม่เพียงมอบการสนับสนุนที่มั่นคงที่สุดให้แก่เสด็จพ่อ แต่ตลอดหลายปีมานี้ ความขยันหมั่นเพียรและความทุ่มเทของหลี่ซือที่มีต่อต้าฉิน เป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้ง
เฉินผิงเห็นอิ๋งหยวนเป็นห่วงหลี่ซือขนาดนี้ ในใจก็รู้สึกตื้นตันอยู่บ้าง
แต่ตื้นตันก็ส่วนตื้นตัน จะเอาความรู้สึกส่วนตัวมาทำให้เสียงานใหญ่ไม่ได้
"เตี้ยนเซี่ย ในความเห็นของกระหม่อม เวลานี้ทางที่ดีที่สุดคือพวกเราอยู่นิ่งๆ ไม่ต้องทำอะไร"
"หือ"
อิ๋งหยวนเลิกคิ้ว เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยพอใจ
"ทูลเตี้ยนเซี่ย เวลานี้พวกขุนนางตระกูลใหญ่ก็เหมือนปราสาททราย ทั้งเงิน อำนาจ คน หรือแม้แต่ที่ดิน ล้วนสูญสิ้นไปหมดแล้ว"
"หากท่านอัครมหาเสนาบดีหลี่จะเปิดศึกกับพวกเขา อันตรายอาจจะมีบ้าง แต่คงไม่รุนแรงเกินไปนัก"
"หากเตี้ยนเซี่ยจัดเตรียมจินอีเว่ยไปคุ้มกันล่วงหน้า ก็เพียงพอแล้ว"
"แต่ ทว่า หากเวลานี้เตี้ยนเซี่ยกระโดดออกไปยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านอัครมหาเสนาบดีหลี่ พวกขุนนางตระกูลใหญ่เหล่านั้นอาจจะคลุ้มคลั่งจนสู้ตายถวายชีวิต"
"ดังนั้น ในความเห็นของกระหม่อม การรอคอยอย่างเงียบสงบคือทางเลือกที่ดีที่สุด"
"เมื่อใดที่อีกฝ่ายเผยจุดอ่อนออกมา พวกเราค่อยทุ่มกำลังจัดการในคราวเดียว นั่นถึงจะเป็นแผนการอันยอดเยี่ยม"
พอประโยคนี้หลุดออกมา อิ๋งหยวนก็เข้าใจแจ่มแจ้ง
นี่มันคือการเอาหลี่ซือไปเป็นเหยื่อล่อชัดๆ
แต่ว่า...
หลี่ซือลุกขึ้นมาเล่นงานพวกขุนนางตระกูลใหญ่อย่างกะทันหันก็เรื่องหนึ่ง แต่การที่จินอีเว่ยวิ่งไปคุ้มกันหลี่ซือ
นี่มันไม่เท่ากับประกาศให้คนรู้เหรอว่า หลี่ซือมีความเกี่ยวข้องกับเขาอิ๋งหยวน
ถึงตอนนั้น ไฟแห่งความแค้นทั้งหมดคงพุ่งเป้าไปที่หลี่ซือแน่
พอคิดได้แบบนี้ อิ๋งหยวนมองเฉินผิงด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
ให้ตายเถอะ
โหดเหี้ยม สมกับเป็นท่านจริงๆ กุนซืออสรพิษอันดับหนึ่งตลอดกาล
เมื่อกี้ยังทำหน้าซาบซึ้งใจกับหลี่ซือแทบตาย ผ่านไปไม่ทันไรก็จับคนเขาโยนออกไปเป็นเป้านิ่งให้คนกระทืบเสียแล้ว
ท่านเปลี่ยนอารมณ์เร็วไปหน่อยไหม
แต่อิ๋งหยวนแม้ในใจจะหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก แต่ก็ไม่ได้ตำหนิเฉินผิง
เพราะรู้จักเฉินผิงมาไม่ใช่แค่วันสองวัน
แต่ไหนแต่ไรมา แผนการที่เฉินผิงเสนอ ไม่เคยมีแผนไหนที่เรียกว่าปลอดภัยไร้ความเสี่ยง ล้วนแต่เป็นแผนพิษที่เล่นตุกติกทั้งนั้น
แต่ประเด็นคือ แผนพวกนี้ ดันใช้ได้ผลดีจริงๆ เสียด้วยสิ
และสำหรับเฉินผิง จะแผนพิษหรือไม่พิษ เขาไม่สน
ในเมื่อเขาเฉินผิงเลือกมารับใช้อิ๋งหยวนแล้ว ก็ย่อมต้องยึดถือผลประโยชน์ของเจ้านายเป้นที่ตั้ง ส่วนเรื่องอื่น แม้แต่ตัวเขาเองก็เป็นสิ่งที่สละได้
อิ๋งหยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจทำตามแผนของเฉินผิง
เขาสงบสติอารมณ์ลงได้แล้ว
ในเมื่อแผนนี้ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด และเสียหายน้อยที่สุด ทำไมจะไม่ทำล่ะ
"ท่านเฉิน เรื่องนี้ เอาตามที่ท่านว่า"
"เพียงแต่ ตอนนี้หอจวีเสียนอยู่ในการดูแลของไป๋ชุนแล้ว พวกเขาทำผลงานด้านการข่าวและการโฆษณาชวนเชื่อได้ดีเยี่ยม จะปล่อยให้เสียของไม่ได้"
"ให้ไป๋ชุนใส่ใจเรื่องนี้หน่อย จับตาดูสถานการณ์ให้ดี"
"ชื่อเสียงฉาวโฉ่ชั่วกัลปาวสานนี้ เปิ่นกงแบกรับได้อย่างเต็มใจ ไม่มีความจำเป็นต้องให้ขุนนางเก่าแก่ที่ภักดีต่อต้าฉินเหนื่อยยากมาทั้งชีวิตต้องมาแบกรับมลทินนี้แทน"
"เตี้ยนเซี่ยปรีชาสามารถ"
เฉินผิงกล่าวสรรเสริญจากใจจริง
เขาอยู่กับอิ๋งหยวนมาไม่ใช่แค่วันสองวัน
คนที่เชี่ยวชาญเรื่องจิตใจคนอย่างเขา รู้ดีว่าจริงๆ แล้วอิ๋งหยวนไม่อยากทำตามแผนของเขาเลย
เพราะนิสัยของอิ๋งหยวน เขาเองก็รู้ดี
สิ่งที่เหมาะกับอิ๋งหยวนที่สุดคือการหาข้ออ้างแล้วสั่งฆ่าล้างบางไปเลย
แต่ถ้าทำแบบนั้นจริงๆ ชื่อเสียงทรราชคงติดตัวไปจนวันตาย
แต่ก็นั่นแหละ เจ้านายเขาคงไม่แคร์หรอก
และในตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนดังแว่วมาจากไกลๆ
"คุณชาย คุณชายเกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ คุณชาย"
เจ้าของเสียงตะโกนโวยวายที่พุ่งเข้ามานี้ ย่อมหนีไม่พ้นเซี่ยโหวอิง
เวลานี้ เขาอยู่ในชุดเกราะสีดำดูองอาจห้าวหาญ แต่ไอ้คำพูดที่ตะโกนออกมานี่สิ ฟังแล้วระคายหูชะมัด
อิ๋งหยวนมองดูเจ้าคนบ้าพลังที่พุ่งเข้ามาโดยไม่รอให้ใครไปแจ้ง พลางถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
"ว่ามา"
"เปิ่นกงเกิดเรื่องใหญ่อะไร"
สำหรับปากเสียๆ ของเจ้าเซี่ยโหวอิงจอมมุทะลุนี่ อิ๋งหยวนเลิกหวังไปนานแล้ว
หรือจะพูดว่า ไม่คาดหวังอะไรเลยดีกว่า
เอาเวลาไปด่ามัน สู้รีบถามให้รู้เรื่องแล้วไล่มันไปให้พ้นๆ ดีกว่า
แต่พอเขาถาม เซี่ยโหวอิงดันทำหน้างงซะงั้น
"หา"
"คุณชายเกิดเรื่องอะไรข้าจะไปรู้ได้ไง"
"ท่านก็นั่งอยู่ตรงนี้ดีๆ ไม่ใช่เหรอ"
พอคำตอบนี้หลุดออกมา แม้แต่เฉินผิงที่อยู่ข้างๆ ยังแทบจะทนไม่ไหว
โบราณว่าบัณฑิตเจอทหาร มีเหตุผลก็พูดไม่รู้เรื่อง
คนฉลาดเป็นกรดอย่างเฉินผิง เกลียดที่สุดคือการเจอคนประเภทเซี่ยโหวอิง
เพราะต่อให้พูดกับเขาตรงๆ เขาก็ยังต้องใช้เวลาคิดตั้งนานกว่าจะเข้าใจว่าพูดเรื่องอะไร
ส่วนเรื่องอื่นๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
แต่ยังดี ที่ไม่ต้องถึงมือเฉินผิง อิ๋งหยวนก็รับหน้าจัดการเองทั้งหมด
[จบแล้ว]