เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 176 - ชาวฉินผู้สร้างตำนานหกรัชกาล (ฟรี)

บทที่ 176 - ชาวฉินผู้สร้างตำนานหกรัชกาล (ฟรี)

บทที่ 176 - ชาวฉินผู้สร้างตำนานหกรัชกาล (ฟรี)


บทที่ 176 - ชาวฉินผู้สร้างตำนานหกรัชกาล

ถามว่าเฝิงชวี่จี๋โกรธหรือไม่

คำตอบคือโกรธแน่นอน

ไม่เห็นหรือว่าถึงแม้เขาจะกำลังยกชาขึ้นดื่ม แต่ทว่ามือไม้นั้นสั่นระริก

หากเขาไม่โกรธสิถึงจะเป็นเรื่องแปลก

ไม่ว่าจะอายุมากเพียงใด แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกผู้ชายอกสามศอก ใครบ้างจะไม่ถือสาเรื่องพรรค์นี้

เป็นลูกผู้ชาย ใครจะยอมรับได้ว่าตนเองไร้น้ำยาในเรื่องบนเตียง

ดังนั้นการดูถูกเช่นนี้ มันคือการหยามเกียรติกันชัดๆ

แม้ปากของเฝิงชวี่จี๋จะไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา แต่ในใจของเขานั้นได้ก่นด่าโคตรเหง้าศักราชของอิ๋งหยวนและเจ้าคนตาบอดเฉินผิงที่อยู่ตรงหน้าจนยับเยินไม่มีชิ้นดี

เพียงแต่เขายังต้องรักษามาดและความน่าเกรงขามในฐานะอัครมหาเสนาบดีขวาแห่งจักรวรรดิเอาไว้

ถึงแม้ว่าตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีขวานี้ จะต้องเติมคำว่า "อดีต" นำหน้าไปแล้วก็ตาม แต่ถึงอย่างไรมันก็ยังเป็นเกียรติยศและสถานะระดับสูง

จะให้ไปลดตัวทะเลาะกับคนตาบอดได้อย่างไร

"องค์ชายอิ๋งหยวนช่างมีน้ำใจ ข้าขอขอบใจมาก"

ผ่านไปครู่ใหญ่ เฝิงชวี่จี๋จึงเอ่ยออกมาประโยคหนึ่งอย่างเรียบเฉย

แต่ทว่าคำว่า "ขอบใจ" สองคำนั้น ฟังดูอย่างไรก็เหมือนกัดฟันพูดออกมา

ทว่าเฉินผิงหาได้สนใจไม่

หรือจะพูดให้ถูกก็คือ วันนี้เขาไม่ได้มาเพื่อรับบทคนดีอยู่แล้ว

ล้อกันเล่นหรือไร เขาคือกุนซือเจ้าแผนการสายดำของอิ๋งหยวนเชียวนะ จะให้มาเป็นพ่อพระได้อย่างไร

"ของขวัญขององค์ชายอิ๋งหยวน ข้าได้รับไว้แล้ว วันนี้จวนสกุลเฝิงยังมีแขกคนสำคัญจะมาเยือน คงไม่อาจรั้งท่านไว้ ขอเชิญท่านตามสบายเถิด"

ในเมื่อเฝิงชวี่จี๋กับอิ๋งหยวนได้ยืนอยู่คนละฝั่งและเป็นศัตรูกันอย่างชัดเจนแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องรักษามารยาทอะไรให้มากความ

ความหมายง่ายๆ ก็คือ ในเมื่อเจ้าบรรลุเป้าหมายที่มาปั่นประสาทข้าแล้ว เจ้าก็ไสหัวไปได้แล้ว

พูดกันตามตรง ที่เฝิงชวี่จี๋พูดตรงๆ เช่นนี้ ก็เพราะกลัวว่าหากเจ้าหมอนี่ยังอยู่ต่อ เขาอาจจะอดใจไม่ไหวสั่งคนมารุมกระทืบเจ้าบอดนี่ให้ตายคาตีน

เฉินผิงได้ยินวาจาไล่ส่งเช่นนั้น ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ

รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงดูอบอุ่นและเป็นมาตรฐานเช่นเคย

เขาเอ่ยขึ้นคล้ายไม่ใส่ใจว่า

"อ้อ ในเมื่อใต้เท้าเฝิงมีแขกคนสำคัญจะมาเยือน เช่นนั้นเฉินผิงย่อมต้องรู้กาละเทศะ"

"เพียงแต่ว่า วันนี้ได้มารู้จักกับใต้เท้าเฝิงก็นับว่าเป็นวาสนา ถ้าเช่นนั้นข้าขอเตือนใต้เท้าเฝิงสักประโยคเถิด"

"ช่วงนี้ใต้เท้าเฝิงทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงการออกจากบ้านจะดีกว่า"

"ระยะนี้ในเมืองเสียนหยางไม่ค่อยสงบสุขนัก แม้แต่ร้านเกลือหลวงที่องค์ชายอิ๋งหยวนเปิดขึ้น ยังถูกโจรบุกโจมตี"

"เรื่องนี้ทำให้คนอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า ยังมีโจรคนอื่นๆ หลบหนีลอยนวลอยู่อีกหรือไม่"

"ถึงแม้ว่าโจรที่บุกปล้นร้านเกลือจะถูกคุมขังอยู่ในค่ายทหารหมดแล้ว แต่ใครจะรู้ว่ายังมีพรรคพวกของมันอยู่ข้างนอกอีกหรือไม่เล่า"

"หากเกิดเหตุไม่คาดฝันทำให้ใต้เท้าเฝิงเป็นอะไรไป นั่นจะไม่ใช่การเสียของเปล่าหรอกหรือ โดยเฉพาะแม่นางน้อยวัยขบเผาะสิบกว่าปีเหล่านั้น"

"ถึงแม้จะทำกิจกามไม่ได้ แต่แค่กอดจูบลูบคลำให้หายอยาก ก็ยังนับว่าเป็นความสุขในบั้นปลายชีวิตมิใช่หรือ"

"ดังนั้น ขอใต้เท้าเฝิงโปรดระมัดระวังตัวให้มาก อย่าได้ทำให้ความหวังดีของเฉินผิงต้องสูญเปล่าเลย"

พูดจบ เฉินผิงก็ค่อยๆ ลุกขึ้น ราวกับว่าจะจากไปจริงๆ

ทว่าคำพูดเมื่อครู่ของเฉินผิง กลับเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดจากเก้าชั้นฟ้า ผ่าลงมากลางกบาลของสองพ่อลูกตระกูลเฝิงจนมึนงงไปหมด

เฝิงชวี่จี๋มองเฉินผิงในตอนนี้ แทบจะขบกรามจนฟันแตกละเอียด

เขาเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว

เรื่องเหน็บแนมว่าสมรรถภาพทางเพศเสื่อมนั้นเป็นแค่ตัวหลอก การมาส่งของขวัญก็เป็นเรื่องไร้สาระ

คนผู้นี้มาที่นี่เพื่อเรื่องร้านเกลือโดยเฉพาะ

และความสัมพันธ์ระหว่างร้านเกลือกับตระกูลเฝิง ก็คงหนีไม่พ้นเหล่านักรบเดนตายที่ตกไปอยู่ในมือของอิ๋งหยวนเหล่านั้น

เรื่องนี้... ชักจะยุ่งยากเสียแล้ว

เมื่อเฉินผิงลุกขึ้น ผู้ติดตามด้านหลังก็รีบเข้ามาประคองทันที เขาค่อยๆ เดินออกไปพลางถอนหายใจและเปรยขึ้นมาลอยๆ ว่า

"ก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร ถึงได้บังอาจกล้าก่อความวุ่นวายในเมืองเสียนหยางเยี่ยงนี้"

"เรื่องนี้พอแดงขึ้นมา คนที่ถูกตบหน้าไม่ได้มีแค่องค์ชายอิ๋งหยวนคนเดียวหรอกนะ"

"เพราะถึงอย่างไร ฝ่าบาทก็เพียงแค่พักรักษาพระวรกาย และให้องค์ชายอิ๋งหยวนสำเร็จราชการแทนในช่วงที่พระองค์พักผ่อนชั่วคราวเท่านั้น"

"ผลปรากฏว่าคล้อยหลังไม่ทันไร ก็เกิดเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ขึ้นเสียแล้ว"

"ใต้เท้าเฝิง ท่านลองตรองดูเถิดว่า แท้จริงแล้วใบหน้าของใครกันแน่ที่กำลังถูกตบ"

"และนายเหนือหัวของข้า อิ๋งหยวน จะยังยอมออมมือให้อีกหรือไม่"

สองพ่อลูกตระกูลเฝิงได้ยินถึงตรงนี้ อย่าว่าแต่แผ่นหลังเลย แม้แต่ในใจก็ยังหนาวเหน็บจนสั่นสะท้าน

ล้อกันเล่นหรือไง

อิ๋งหยวนเนี่ยนะ จะออมมือ

เขาเคยออมมือเสียที่ไหนกัน

ต้องรู้ก่อนนะว่า ตอนนั้นจ้าวกาผู้เป็นถึงจงเชอฝู่ลิ่ง ก็ถูกอิ๋งหยวนสั่งโบยจนตายคาจวนมาแล้ว

ไหนจะพวกขุนนางเก่าหกแคว้น หน่วยจินอีเว่ยก็ยกโขยงกันออกไปไล่ล่าจับกุมขนานใหญ่

ใครที่โดนจับได้ ไม่มีสักรายที่จะได้เดินออกมาแบบมีลมหายใจ

อาจกล่าวได้ว่า อิ๋งหยวนในยามที่เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน กับองค์ชายหกผู้งดงามดุจหยกในอดีต แทบจะเป็นคนละคนกัน

เด็ดขาดอำมหิต จิตใจโหดเหี้ยม แถมจุดเด่นคือเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นและขี้ใจน้อยเป็นที่สุด

เรียกได้ว่า ใครก็ตามที่ถูกเขาหมายหัว แทบจะไม่มีวันได้อยู่อย่างเป็นสุข

แล้วตอนนี้เล่า เจ้าคนตาบอดที่เป็นลูกน้องของอิ๋งหยวนผู้นี้ จู่ๆ ก็วิ่งมาพล่ามอะไรยืดยาว

หรือว่าพวกเขารู้แล้วว่า ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์บุกร้านเกลือคือพวกกลุ่มตระกูลขุนนาง

แล้ว... จะทำอย่างไรดี

ภายใต้ความหวาดวิตกกังวล เฝิงชวี่จี๋ก็เอ่ยปากขึ้นในที่สุด

"ท่านเฉินผิง โปรดช้าก่อน"

ทันทีที่เฝิงชวี่จี๋เอ่ยประโยคนี้ออกมา คนอื่นอาจยังไม่รู้สึกอะไร แต่ตัวเขาเองกลับรู้สึกเหมือนหัวใจกำลังหลั่งเลือด

แต่เขาไม่มีทางเลือก

เพราะเขาเข้าใจแล้วว่า เรื่องการส่งของขวัญหรือการดูถูกเหยียดหยามล้วนเป็นของปลอม

เจ้าบอดนี่มาเพื่อเรื่องร้านเกลือจริงๆ

การคาดเดานี้ถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน

แต่ทว่า ตอนนี้สิ่งที่เฝิงชวี่จี๋อยากรู้ที่สุดคือ อิ๋งหยวนต้องการจะทำอะไรกันแน่

หรือว่าอิ๋งหยวนคิดจะอาศัยเรื่องนี้ขยายผล กวาดล้างพวกตระกูลขุนนางให้สิ้นซากไปเลย

อย่าว่าแต่อิ๋งหยวนเลย ต่อให้เป็นจิ๋นซีฮ่องเต้ หากคิดจะทำเรื่องพรรค์นี้ก็ยังต้องตัดใจอย่างหนัก

เพราะกลุ่มตระกูลขุนนาง ไม่ใช่กลุ่มคนธรรมดาสามัญ

เหตุผลที่พวกเขาสามารถยืนหยัดอยู่ได้แม้จะผ่านการผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน และยังคงช่วงชิงผลประโยชน์ในราชสำนักได้อย่างต่อเนื่อง ความน่าเกรงขามไม่ได้อยู่ที่ตัวพวกเขาเอง

ตัวพวกเขาเองมีน้ำยาแค่ไหน ในใจพวกเขาย่อมรู้ดี

ที่พวกเขาทำกร่างได้ขนาดนี้ ล้วนเป็นบารมีของบรรพบุรุษที่คุ้มกะลาหัวอยู่

บรรพบุรุษของพวกเขา ล้วนติดตามกษัตริย์ฉินรุ่นแล้วรุ่นเล่า ต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรค แลกมาด้วยเลือดเนื้อและชีวิต เพื่อความรุ่งเรืองของต้าฉิน

และแลกมาซึ่งความมั่นคงสถาพรของตระกูลพวกเขา

ตอนที่จิ๋นซีฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ ในพิธีบวงสรวงฟ้าดิน ประโยคเปิดที่ว่า "สานต่อความมุ่งมั่นของบรรพชนหกรัชกาล" นั้น ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่กษัตริย์ฉินผู้ปรีชาสามารถทั้งหกรุ่นเท่านั้น

แต่ยังรวมถึงเหล่าชาวฉินและบรรพชนตระกูลขุนนางที่เสียสละเลือดเนื้อรุ่นแล้วรุ่นเล่าอีกด้วย

ทำไมจิ๋นซีฮ่องเต้ ผู้มีวาจาสิทธิ์ชี้เป็นชี้ตาย ถึงไม่เคยลงมือจัดการกับกลุ่มตระกูลขุนนางเหล่านี้เลย

ไม่ใช่เพราะจิ๋นซีฮ่องเต้ไม่กล้าลงมือ

เหตุผลทั้งหมดล้วนอยู่ที่บรรพบุรุษของพวกเขา

การปล่อยปละละเลยและการให้สิทธิพิเศษเหล่านี้ ล้วนเป็นการขอบคุณจากจิ๋นซีฮ่องเต้ในนามของกษัตริย์ฉิน ที่มีต่อความเสียสละของบรรพชนตระกูลขุนนาง

แต่... ไม่ว่าจะเฝิงชวี่จี๋หรือตระกูลขุนนางอื่นๆ ในใจพวกเขาก็รู้ดี

ใช่แล้ว ของพวกนี้ล้วนเป็นนามธรรม

คำขอบคุณและการให้สิทธิพิเศษเหล่านี้ ย่อมมีวันสิ้นสุด

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 176 - ชาวฉินผู้สร้างตำนานหกรัชกาล (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว