- หน้าแรก
- อสังหาฯพลิกโลก เกิดใหม่เป็นเจ้าพ่อหมื่นล้าน
- บทที่ 40 - การเริ่มต้นสุดแฟนตาซี
บทที่ 40 - การเริ่มต้นสุดแฟนตาซี
บทที่ 40 - การเริ่มต้นสุดแฟนตาซี
บทที่ 40 - การเริ่มต้นสุดแฟนตาซี
◉◉◉◉◉
ถึงแม้หลัวเจี้ยนกั๋วจะยังงุนงงจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่เขาก็ยังเรียกพวกเจ้าหนี้ที่ยืนอออยู่ข้างนอกให้กลับเข้ามาในบ้าน
หลัวหยางจัดการเก็บสัมภาระอย่างใจเย็น แถมยังแวะไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำจนสดชื่น จากนั้นค่อยเดินกลับมาที่ห้องโถงกลางบ้าน
ที่กลางห้องโถงของบ้านเก่ามีโต๊ะแปดเซียนตั้งอยู่ หลัวเจี้ยนกั๋วนั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธาน ส่วนเจ้าหนี้คนอื่นๆ นั่งล้อมวงอยู่ที่อีกสามด้านที่เหลือ แน่นอนว่ายังมีบางคนที่ไม่มีสิทธิ์นั่งและต้องยืนอยู่ที่หน้าประตู
หลัวหยางกวาดสายตามองไปรอบวงหนึ่งรอบ แล้วจึงเอ่ยปากว่า "ผมขอถามรายละเอียดให้ชัดเจนก่อน แล้วค่อยมาแก้ปัญหาของพวกคุณไปทีละเปลาะ"
พูดจบเขาก็ส่งสายตาคมกริบมองไปยังลวื่อยุ่นโปและเก๋อฉางหรงที่ยืนอยู่หน้าประตู พอเห็นว่าไม่มีใครกล้าคัดค้าน เขาถึงได้นั่งลงบนม้านั่งยาวทางด้านขวามือของหลัวเจี้ยนกั๋ว
"พ่อครับ เรื่องราวมันเป็นยังไงกันแน่ ทำไมจู่ๆ ถึงย้ายกลับมาอยู่บ้านนอกล่ะครับ"
ถึงเขาจะรู้อยู่เต็มอก แต่ก็ต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องราว
"โครงการที่พ่อรับมาทำช่วงต้นปีมันหยุดชะงักไป ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมก็เบิกเงินค่างวดไม่ได้แล้ว น่าจะเป็นเพราะทางผู้ว่าจ้างล้มละลาย..."
เรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่เขาตั้งใจจะบอกลูกชายอยู่แล้ว หลัวเจี้ยนกั๋วเลยไม่ได้ปิดบังอะไร ต่อหน้าหลัวหยางเขาจึงเล่าเรื่องราวที่ต้องอธิบายซ้ำๆ มาหลายวันให้ฟังอีกรอบ
"หมายความว่าเงินที่เราสำรองจ่ายไปก่อนหน้านี้ เบิกไม่ได้เลยใช่ไหมครับ"
"เบิกไม่ได้แน่นอน ตอนนี้แม้แต่ผู้รับผิดชอบในโรงงานนั้นก็ยังหาตัวไม่เจอ..."
"พ่อครับ รีบหาทนายด่วนเลยครับ ยื่นฟ้องผู้ว่าจ้างทันที!"
"เขาล้มละลายไปแล้ว ฟ้องไปก็ไม่ได้เงินคืนหรอก มีแต่จะเสียค่าทนายฟรีเปล่าๆ"
หลัวเจี้ยนกั๋วโบกมือปฏิเสธ ในความคิดของเขา คำแนะนำของลูกชายดูจะเป็นทฤษฎีในตำรามากเกินไปหน่อย
"พ่อครับ นี่เรียกว่าการพิทักษ์ทรัพย์ครับ จำเป็นต้องทำ"
หลัวหยางอธิบายอย่างฉะฉาน "บริษัทหนึ่งล้มละลาย ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่มีอะไรเหลือเลยนะครับ ทั้งเงินที่เหลือในบัญชี ที่ดินและโรงงาน เครื่องจักรการผลิต วัสดุคงคลัง... สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทรัพย์สินที่เปลี่ยนเป็นเงินได้ทั้งนั้น พอกระบวนการชำระบัญชีเริ่มขึ้น ลำดับความสำคัญในการชดเชยคือเงินกู้ธนาคารและค่าแรงคนงานตามกฎหมาย รองลงมาก็คือหน่วยงานที่ยื่นฟ้องร้องเพื่อขอพิทักษ์ทรัพย์ตามกระบวนการทางกฎหมายนี่แหละครับ"
คำพูดชุดใหญ่เล่นเอาหลัวเจี้ยนกั๋วและบรรดาเจ้าหนี้ที่นั่งล้อมวงโต๊ะแปดเซียนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
แต่มันกลับมีตรรกะที่ลื่นไหลและมีเหตุผลรองรับอย่างน่าประหลาด
"อีกอย่างครับพ่อ ที่ไซต์งานพ่อต้องมีพวกเหล็กเส้นหรือวัสดุก่อสร้างที่ยังไม่ได้ใช้เหลืออยู่แน่ๆ ขนกลับมาคืนร้านวัสดุให้หมดครับ เอามาหักลบกลบหนี้ไป ส่วนเครื่องจักรที่เช่ามาก็รีบติดต่อเจ้าของเพื่อขอหยุดเช่าทันที ไม่อย่างนั้นทิ้งไว้ก็เสียค่าเช่ารายวันไปเปล่าๆ..."
หลัวหยางร่ายยาวต่อ ประสบการณ์จากชาติที่แล้วทำให้เขาพูดจาฉะฉาน เป็นขั้นตอน และมีเนื้อหาสาระที่จับต้องได้
ยิ่งลูกชายพูดลงลึกในรายละเอียดมากเท่าไหร่ หลัวเจี้ยนกั๋วก็ยิ่งอ้าปากค้างกว้างขึ้นเท่านั้น
เดี๋ยวนี้มหาวิทยาลัยเขาสอนกันลึกขนาดนี้เลยเหรอ
ในขณะที่หลัวเจี้ยนกั๋วกำลังตะลึง กู่หงหลานที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับตั้งใจฟังทุกคำ "อาเผิง รีบไปหากระดาษกับปากกามาเร็ว จดที่อาหยางพูดเมื่อกี้ไว้ให้หมด เดี๋ยวเอาไปให้ลูกพี่แกทำตามนั้นทีละข้อเลยนะ"
ฉู่จวินเผิงเป็นคนหัวไวและเชื่อฟัง เขาหันหลังกลับไปหยิบกระดาษและปากกาจากลิ้นชักโต๊ะวางของทันที
หลังจากร่ายยาวจบ หลัวหยางถึงได้ถามเรื่องที่สำคัญที่สุด
"พ่อครับ ตอนนี้บ้านเราติดหนี้อยู่เท่าไหร่ครับ"
หลังจากได้ฟังลูกชายแสดงวิสัยทัศน์เมื่อครู่ หลัวเจี้ยนกั๋วก็ยากที่จะมองลูกชายเป็นเด็กน้อยได้อีกต่อไป
พอได้ยินคำถาม เขาจึงหันไปสบตากับกู่หงหลานภรรยาครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "ก่อนหน้านี้ขายบ้านไปแล้ว ยืมญาติๆ มาอีกหน่อย รวมกับเงินเก็บ เอาไปใช้หนี้บางส่วนแล้ว ตอนนี้เหลือหนี้อยู่อีกประมาณ 1.5 ล้าน ถ้าทำตามที่แกบอกเมื่อกี้ เอาวัสดุก่อสร้างที่ไซต์งานมาหักลบกลบหนี้ได้สัก 3 แสน ก็น่าจะเหลือหนี้จริง ๆ ราว ๆ 1.2 ล้าน!"
เป็นไปตามที่หลัวหยางคาดการณ์ไว้จริงๆ
"เหอะๆ ติดหนี้ตั้งเยอะขนาดนี้ ยังกล้ามาคุยโวว่าจะแก้ปัญหาทีละเปลาะ"
ตอนนั้นเองลวื่อยุ่นโปที่ยืนอยู่หน้าประตูก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแดกดันเพื่อยุยงให้คนอื่นไขว้เขว "ก็แค่เด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่ง พวกเถ้าแก่ดันปล่อยให้มันพูดจาเหลวไหลหลอกเอาได้ น่าขำจริงๆ..."
บางทีในสายตาของเขา หลัวหยางก็ยังเป็นแค่เด็กน้อยในความทรงจำ เขาเลยไม่ได้เก็บเอาคำขู่เรื่องแจ้งความเมื่อครู่มาใส่ใจ
"ถ้าไม่พูดก็ไม่มีใครหาว่าเป็นใบ้หรอกนะ!"
หลัวหยางหันขวับไปแยกเขี้ยวใส่ลวื่อยุ่นโป "เดี๋ยวฉันค่อยมาจัดการบัญชีกับแก!"
ลวื่อยุ่นโปทำท่าจะสวนกลับ แต่พอโดนสายตาอำมหิตของฉู่จวินเผิงจ้องเขม็งใส่ ก็ถึงกับหุบปากเงียบกริบไม่กล้าหืออีก
พอทุกอย่างสงบลง เขาจึงหันไปหากู่หงหลาน "แม่ครับ ในช่องกระเป๋าซ่อนของกระเป๋าเดินทางผมมีซองเอกสารอยู่ซองหนึ่ง แม่ช่วยไปหยิบมาให้หน่อยครับ"
กู่หงหลานที่ยังงงๆ เดินเข้าไปในห้องตามคำบอก ไม่นานนักก็เดินถือซองเอกสารออกมา
"อาหยาง นี่เหรอ"
ตอนส่งให้ลูกชาย แววตาของกู่หงหลานเต็มไปด้วยความสงสัย เพราะซองเอกสารมันดูบางเบาเหลือเกิน
หลัวหยางแกะปากซอง หยิบสัญญาฉบับหนึ่ง บัตรธนาคารหนึ่งใบ และเอกสารรายการเดินบัญชีออกมา
"พ่อครับ ในบัตรนี้มีเงินอยู่ 1 ล้านหยวน พ่อเอาไปใช้หนี้ก่อนครับ"
พูดจบเขาก็ใช้นิ้วกดบัตรธนาคาร เลื่อนไปตรงหน้าหลัวเจี้ยนกั๋ว
หลัวเจี้ยนกั๋วถึงกับตะลึงงัน มองบัตรธนาคารตรงหน้าสลับกับมองหน้าลูกชายไปมาหลายรอบ
กู่หงหลานยิ่งงงเป็นไก่ตาแตก ยืนบื้ออยู่ข้างหลังหลัวหยางทำอะไรไม่ถูก
"เชอะ จะโม้ก็ให้มันมีขอบเขตหน่อย นายเป็นแค่นักศึกษา..."
ในจังหวะที่ลวื่อยุ่นโปเริ่มปากเสียอีกครั้ง หลัวหยางก็วางสัญญาในมือลงตรงหน้าหลัวเจี้ยนกั๋วอย่างเบามือ
"พ่อครับ ผมทำงานพาร์ตไทม์อยู่ที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเซี่ยงไฮ้ ตอนนี้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยประธานกรรมการ เงินเดือน 3 หมื่นหยวนครับ"
เรื่องที่เขาย้ายไปเป็นผู้ช่วยเหลียงอวี่ซินเป็นแค่ข้อตกลงปากเปล่าระหว่างเถ้าแก่เหลียงกับลูกสาว ไม่ได้ระบุไว้ในสัญญา
ดังนั้นในสถานการณ์นี้ หลัวหยางย่อมต้องพูดให้ดูยิ่งใหญ่ไว้ก่อน "อ้อ ใช่ครับ ยังมีเบี้ยเลี้ยงผู้ช่วยอีกเดือนละ 1 หมื่นหยวนที่ไม่ได้เขียนไว้ในสัญญา แล้วก็รถประจำตำแหน่งอีกหนึ่งคัน ก็คือรถออดี้ที่ผมขับกลับมานั่นแหละครับ..."
หลัวเจี้ยนกั๋วไม่รู้ว่าทำไมมือไม้ถึงได้สั่นเทา ทั้งที่สัญญาตรงหน้ามีแค่สามหน้ากระดาษเท่านั้น
กู่หงหลานผู้เป็นแม่ก็ทนไม่ไหว รีบชะโงกหน้าเข้ามาเบียดข้างๆ สามี อ่านสัญญาอย่างละเอียดถี่ยิบ
อาศัยจังหวะที่พ่อแม่กำลังดูสัญญา หลัวหยางหยิบซองนามบัตรออกมา แจกนามบัตรให้กับเจ้าหนี้ที่นั่งล้อมโต๊ะแปดเซียนทุกคน
พร้อมกับควักบุหรี่หงซวงสี่ออกมาแจกเรียงตัว แม้แต่หลัวเจี้ยนกั๋วก็ไม่เว้น
พ่อของเขากำลังอ่านสัญญาเพลินๆ ก็เผลอยื่นมือมารับบุหรี่และจุดไฟต่อจากมือลูกชายไปโดยไม่รู้ตัว
"หลัวหยาง ผู้ช่วยประธานกรรมการบริษัทจินเฉิงเรียลเอสเตท!"
ชายวัยกลางคนฝั่งตรงข้ามอ่านข้อความบนนามบัตรเบาๆ ก่อนจะเงยหน้ามองชายหนุ่มที่อยู่ตรงข้าม ลูกชายของหลัวเจี้ยนกั๋วที่ชื่อหลัวหยาง
"ยินดีที่ได้รู้จักครับ ผมหลัวหยาง ไม่ทราบว่าพวกคุณคือ..."
อาศัยจังหวะจุดบุหรี่ หลัวหยางเอ่ยถามฝ่ายตรงข้ามอย่างสุภาพ
"ยินดีที่ได้รู้จักครับ ผมชื่อสือกวงหลิน ทำธุรกิจให้เช่าเครนทาวเวอร์... ที่ท่านผู้ช่วยหลัวพูดเมื่อกี้ถูกต้องเลยครับ รีบยุติสัญญาเช่าที่ไซต์งานนั้นก่อนดีกว่า จะได้ช่วยเถ้าแก่หลัวประหยัดเงิน ทางผมเองก็จะได้ย้ายเครื่องจักรไปหมุนเวียนที่ไซต์อื่น ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว!"
คนทำมาหากินในวงการก่อสร้างอย่างสือกวงหลินย่อมมีสัญชาตญาณไวเป็นพิเศษ ผู้ช่วยประธานบริษัทอสังหาฯ ในเซี่ยงไฮ้เชียวนะ...
ไม่ว่าหลัวหยางจะได้ตำแหน่งนี้มายังไง ก็คุ้มค่าให้เขาให้เกียรติและจริงจังด้วย
อีกสามคนที่เหลือก็เริ่มแนะนำตัวบ้าง คนที่นั่งข้างสือกวงหลินชื่อทังเหวินหรง ทำธุรกิจขายและให้เช่าแบบเหล็กหล่อคอนกรีต มาทวงเงินงวดสุดท้าย คนที่นั่งตรงข้ามหลัวเจี้ยนกั๋วชื่อซาหย่งเปียว เป็นเถ้าแก่ร้านวัสดุก่อสร้าง ส่วนอีกคนชื่อเปาชิ่งโหย่ว ทำธุรกิจให้เช่านั่งร้าน
"อาหยาง ทั้งหมดนี่เป็นเรื่องจริงเหรอ"
หลังจากอ่านสัญญาจบ หลัวเจี้ยนกั๋วยังไม่ทันได้เอ่ยปาก กู่หงหลานก็ชิงถามขึ้นก่อน "ลูกไม่ได้หลอกพ่อกับแม่ใช่ไหม"
ไม่ใช่แค่สัญญาจ้างงานเงินเดือน 3 หมื่น แต่ประเด็นคือบัตรธนาคารที่มีเงินฝาก 1 ล้านหยวนนี่สิ ทุกอย่างมันดูแฟนตาซีเกินจริงไปมาก
ลูกชายของตัวเองยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ปีนี้เพิ่งจะขึ้นปีสอง กู่หงหลานรู้สึกเหมือนฝันไป จนเผลอมองข้ามเรื่องที่หลัวหยางสูบบุหรี่ต่อหน้าต่อตาไปเสียสนิท
ถ้าเป็นเวลาปกติ ฝ่ามืออรหันต์คงฟาดลงกลางกบาลลูกชายไปนานแล้ว
[จบแล้ว]