- หน้าแรก
- อสังหาฯพลิกโลก เกิดใหม่เป็นเจ้าพ่อหมื่นล้าน
- บทที่ 25 - เดิมพันสักตา
บทที่ 25 - เดิมพันสักตา
บทที่ 25 - เดิมพันสักตา
บทที่ 25 - เดิมพันสักตา
◉◉◉◉◉
หลังจากเดินออกมาจากประตูทางทิศตะวันตก หลัวหยางก็เลี้ยวไปทางย่านการค้าทางทิศใต้
เขาเดินเลาะไปตามถนนสายนี้จนสุดทาง แล้วเดินอ้อมถนนเล็กๆ ข้างมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศเพื่อจะลัดไปออกถนนเจียซง นี่เป็นเส้นทางประจำที่หลัวหยางใช้เดินไปสถานีรถไฟฟ้าซงเจียง ซึ่งต้องใช้เวลาเดินเท้าประมาณสิบกว่านาที
พอเดินมาถึงสุดถนน ขณะกำลังผ่านหน้าประตูมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศ โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงก็ดังขึ้น
หลัวหยางเพิ่งจะล้วงมือถือออกมาดู ก็ได้ยินเสียงดังขึ้นที่ข้างหูว่า "ได้ข่าวว่าบ่ายนี้พวกนายไม่มีเรียนเหรอ"
"?"
เขาตรวจสอบดูอีกรอบอย่างแน่ใจว่าตัวเองยังไม่ได้กดรับสาย
"คิกคิก!"
เสียงหัวเราะดังอยู่ใกล้แค่เอื้อม หลัวหยางเงยหน้าขึ้นก็เห็นเจียงเหวินยืนยิ้มแป้นแล้นอยู่ห่างออกไปแค่สองเมตร
ระดับปรมาจารย์ด้านบริหารเสน่ห์คนนี้หุ่นดีเกินต้านจริงๆ ชุดเดรสแขนกุดเรียบง่ายถูกเธอใส่จนดูเย้ายวนใจ แต่ใบหน้ากลับดูใสซื่อบริสุทธิ์ ชวนให้คนนึกถึงคำจำกัดความที่ว่า ใบหน้าใสซื่อแต่หุ่นยั่วยวน ขึ้นมาทันที
"ไหนบอกว่าเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ไง"
หลัวหยางพยายามจะบ่ายเบี่ยงโดยสัญชาตญาณ แต่การขมวดคิ้วของเขากลับทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด
"ฉันรู้น่า จะทำตัวเป็นเด็กดีที่ว่าง่ายและเรียบร้อยค่ะ"
เจียงเหวินตอบกลับอย่างขี้เล่น แล้วพูดต่อว่า "หาที่เงียบๆ คุยกันหน่อยไหม"
"ไม่ว่าง ฉันต้องไปทำธุระที่เขตซงเจียง"
"วางใจเถอะ ระหว่างนายทำธุระฉันจะรออยู่เงียบๆ พอนายเสร็จธุระแล้วเราค่อยไปหาที่นั่งดื่มกาแฟคุยกัน"
เธอเน้นจุดขายที่ความว่านอนสอนง่าย พูดพลางกะพริบตาปริบๆ "นายแน่ใจเหรอว่าจะยืนคุยกับฉันที่หน้าประตูโรงเรียนแบบนี้"
ดูท่าทางแล้วต่อให้หลบวันนี้พ้น ก็คงหนีวันหยุดสุดสัปดาห์ไม่พ้นอยู่ดี
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเจียงเหวินต้องเป็นคนดังประจำมหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศแน่นอน หลัวหยางเองก็ไม่อยากยืนเป็นเป้าสายตาให้คนมุงดูอยู่ที่หน้าโรงเรียน จึงเดินมุ่งหน้าไปทางสถานีรถไฟฟ้าโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
เจียงเหวินเดินตามมาเงียบๆ แล้วแอบยิ้มมุมปากอยู่ที่ด้านหลังโดยที่หลัวหยางไม่เห็น
เดิมทีเธอคิดว่าจะต้องนั่งรถไฟฟ้าไป แต่คิดไม่ถึงว่าหลัวหยางที่เดินนำอยู่ข้างหน้าจะเลี้ยวเข้าไปในลานจอดรถข้างทางเสียอย่างนั้น
ภาพในจินตนาการผุดขึ้นมาในหัวของเธอทันที ภาพแผ่นหลังที่คุ้นตาของใครคนหนึ่งกำลังยืนพิงกระโปรงรถสูบบุหรี่
และก็เป็นไปตามคาด เธอเห็นหลัวหยางล้วงกุญแจรถออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เสียงปลดล็อกดังติ๊ด พร้อมกับไฟหน้ารถออดี้ A6 ที่กะพริบตอบรับหนึ่งครั้ง
"ยืนบื้ออยู่ทำไม ขึ้นรถสิ!"
"อ้อ..."
เจียงเหวินได้สติ รีบเดินอ้อมหน้ารถแล้วเปิดประตูฝั่งคนนั่ง ก้าวขึ้นไปนั่งในตำแหน่งตุ๊กตาหน้ารถทันที
ตลอดทางไม่มีใครพูดอะไร ต่างคนต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเอง
รถมุ่งหน้าตรงไปยังถนนจงซานตะวันออกในเขตซงเจียง ซึ่งที่นั่นมีสำนักงานสาขาของบริษัทหลักทรัพย์เซินอิ๋นว่านกั๋วตั้งอยู่ หลัวหยางตั้งใจจะไปเปิดพอร์ตหุ้น
"นายจะเล่นหุ้นเหรอ"
เจียงเหวินที่พยายามคีพลุคสาวน้อยผู้เงียบขรึมและว่านอนสอนง่ายมาตลอดทาง ในที่สุดก็เก็บความสงสัยไว้ไม่อยู่ เมื่อเห็นหลัวหยางหยิบบัตรประชาชนกับบัตรธนาคารออกมาเตรียมเปิดบัญชี
"อืม ในทางทฤษฎีแล้ว ถ้ามีเงินเย็นอยู่ในมือ การแบ่งสรรปันส่วนที่สมเหตุสมผลคือ หนึ่งในสามฝากธนาคารไว้ใช้ยามฉุกเฉิน หนึ่งในสามลงทุนในหุ้นและหลักทรัพย์ และอีกหนึ่งในสามลงทุนในอสังหาริมทรัพย์"
แน่นอนว่าการลงทุนในหุ้นที่ว่านี้ไม่ใช่การหลับหูหลับตาเล่นจนกลายเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟ
วิธีที่มั่นคงหน่อยก็คือซื้อหุ้นของสี่ธนาคารยักษ์ใหญ่ อาจจะไม่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ แต่ถ้าถือยาวๆ ก็ยังรักษาผลตอบแทนที่ประมาณ 10% ต่อปีได้นิ่งๆ ซึ่งดีกว่าการซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทกองทุนรวมอะไรพวกนั้นเยอะ
พอได้ฟังคำพูดนี้ ความตื่นตะลึงในใจของเจียงเหวินก็พุ่งสูงปรี๊ด
ในขณะที่นักศึกษามหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังมัวแต่เล่นเกม เล่นบาสเกตบอล หรือคิดแต่วิธีเก๊กหล่อจีบสาว แต่ผู้ชายคนนี้กลับเริ่มวางแผนการลงทุนทางการเงินแล้ว...
หลังจากเปิดพอร์ตเสร็จ หลัวหยางก็ไปเช็กราคาหุ้นเหล้าเหมาไถ
เงินแค่นี้ของเขาเข้าไปใช้บริการห้องวีไอพีไม่ได้ จึงต้องไปนั่งเบียดเสียดในห้องค้าหลักทรัพย์ธรรมดา
ความยึดติดกับการเล่นหุ้นของชาวเซี่ยงไฮ้นั้นเรียกได้ว่าฝังลึกเข้าไปในกระดูก ตั้งแต่ยุคใบจองซื้อหุ้นปี 91 หรือยุคหุ้นแปดอรหันต์ พวกเขาเป็นพยานรู้เห็นปาฏิหาริย์ชั่วข้ามคืนมามากเกินไป ดังนั้นสัดส่วนของนักเล่นหุ้นในหมู่ชาวเมืองเซี่ยงไฮ้จึงสูงมาก
พอเดินเข้ามาในห้องค้า หลัวหยางพบว่าคนข้างในค่อนข้างเยอะ เขาทำได้แค่หาที่นั่งว่างๆ นั่งรอ
เจียงเหวินเสนอตัวทำหน้าที่ทันที เธอรีบไปช่วยหลัวหยางจองเครื่องคอมพิวเตอร์
"อ้าว เล่าโจว ไม่เจอกันนานเลยนะเนี่ย"
"โอย อย่าพูดถึงเลย หมูที่เลี้ยงไว้ที่บ้านตายไปกว่าครึ่ง ปีนี้ขาดทุนย่อยยับเลย"
"คงไม่ใช่ไอ้โรค H อะไร N อะไรนั่นหรอกนะ"
"ไม่พูดแล้ว ไม่พูดแล้ว ยังไงก็ขาดทุนไปแล้ว มาหาทางถอนทุนคืนจากตลาดหุ้นดีกว่า..."
หลัวหยาง "..."
ฟังบทสนทนาของคนสองคนข้างๆ แล้วหลัวหยางก็ได้แต่พูดไม่ออก จะมาถอนทุนคืนจากตลาดหุ้นเนี่ยนะ เป็นแค่แมงเม่ารายย่อยแท้ๆ ช่างกล้าพูดออกมาได้
"เดี๋ยวนะ เมื่อกี้ตาลุงแซ่โจวคนนั้นพูดว่าอะไรนะ"
เพิ่งจะนึกหัวเราะเยาะเขาอยู่ในใจ จู่ๆ ความทรงจำสายหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของหลัวหยาง
ปี 2009 หมูที่เลี้ยงไว้ที่บ้านตายไปกว่าครึ่ง... ข้อมูลเหล่านี้พอมารวมกัน มันก็คือโรคระบาดที่กำลังฮิตอยู่ในตอนนี้นั่นเองไม่ใช่หรือ
บางคนอาจจะสงสัยว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเล่นหุ้น
เกี่ยวเต็มๆ เลยล่ะ
พอย้อนนึกถึงเหตุการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้ก่อนที่หลัวหยางจะกลับชาติมาเกิด ผลกระทบที่สะท้อนมาถึงตลาดหุ้นก็คือหุ้นกลุ่มธุรกิจยาและเวชภัณฑ์พากันพุ่งทะยาน โดยเฉพาะไอ้ยาเหลียนฮวาอะไรสักอย่างนั่น ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปจนน่าตกใจ
ประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยเสมอ ถ้าไล่ตามร่องรอยไปเรื่อยๆ ก็จะพบวิถีโคจรที่คล้ายคลึงกัน
"หลัวหยาง!"
เจียงเหวินที่ช่วยไปจองเครื่องคอมพิวเตอร์ตะโกนเรียก ทำให้หลัวหยางได้สติกลับมา
"ขอบใจ"
หลังจากกล่าวขอบคุณ เขาก็เดินไปที่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วเริ่มค้นหาราคาหุ้นเหล้าเหมาไถ
"แพงขนาดนี้เลยเหรอ"
เจียงเหวินที่ชะโงกหน้ามาดูอยู่ข้างๆ อุทานออกมาเบาๆ เพราะเธอเห็นราคาต่อหุ้นปาเข้าไป 86 หยวนกว่าๆ
เหอะๆ เธอยังไม่เคยเห็นตอนมันพุ่งไปหุ้นละพันหกร้อยพันเจ็ดร้อยหยวนน่ะสิ
หลัวหยางจดรหัสหุ้นเหมาไถ 600519 เอาไว้ แล้วเริ่มค้นหาบริษัทชีวเภสัชภัณฑ์
เขาดูหุ้นในตลาดเซี่ยงไฮ้ที่ขึ้นต้นด้วยเลข 6 ไปสองสามตัว จากนั้นก็ลองค้นหาหุ้นในตลาดเซินเจิ้นที่ขึ้นต้นด้วยเลข 0 ดูบ้าง
"000078 ไห่หวังไบโอ"
กราฟ K-Line เด้งขึ้นมาให้เห็น หุ้นตัวนี้เริ่มขยับจากราคาห้าหยวนกว่าๆ ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม พุ่งขึ้นไปแตะสิบเอ็ดหยวนกว่าๆ แล้วก็ย่อตัวลงมาเล็กน้อย ตอนนี้ราคายืนอยู่ที่เก้าหยวนต้นๆ
"จะเปลี่ยนแผนดีไหมนะ"
"หุ้นตัวนี้ถูกกว่าเหล้าเหมาไถเมื่อกี้ตั้งเยอะแน่ะ"
เจียงเหวินเห็นหลัวหยางหยุดดูหน้าจอหุ้นตัวนี้อยู่นาน ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความคิดเห็นออกมาว่า ถูก!
"วัดดวงกันสักตั้ง จำนวนหุ้นหมุนเวียนในตลาดมีน้อย แถมเป็นหุ้นที่มีสตอรี่ ต่อให้ร่วงก็คงร่วงไม่เท่าไหร่ ถึงขาดทุนก็ยังพอรับไหว"
ก็เพราะคำพูดประโยคเดียวของเจียงเหวินนี่แหละ หลัวหยางที่กำลังลูบคางใช้ความคิดจึงตัดสินใจได้ทันที
จากนั้นเขาก็ส่งคำสั่งซื้อที่ราคา 9.17 หยวน กว้านซื้อหุ้นไห่หวังไบโอรวดเดียว 5 หมื่นหุ้น ใช้เงินไป 4 แสน 5 หมื่นกว่าหยวน แล้วก็พาเจียงเหวินเดินออกจากห้องค้าหลักทรัพย์เซินอิ๋นว่านกั๋วโดยไม่หันหลังกลับไปมอง
ลูกผู้ชายตัวจริง วางระเบิดแล้วต้องไม่หันกลับไปมอง
ตอนออกมาจากห้องค้าก็เป็นเวลาเกือบสามโมงครึ่งแล้ว หลัวหยางไม่ได้พาเจียงเหวินไปร้านกาแฟสตาร์บัคส์ตามที่เธอขอ แต่กลับพาไปหาร้านน้ำชาแทน
เจียงเหวินไม่ได้งอแงหรือเหวี่ยงวีน ซึ่งผิดคาดหลัวหยางไปหน่อย
ต้มน้ำ ลวกกาน้ำชา ลวกถ้วยชา...
กระบวนการชงชาอันคล่องแคล่วลื่นไหล ดึงดูดความสนใจจากปรมาจารย์ด้านบริหารเสน่ห์ได้อยู่หมัด
"หลัวหยาง นายเก่งจังเลยอะ!"
นี่แหละข้อดีของผู้หญิงอย่างเจียงเหวิน ต่อให้จริงๆ แล้วเธอจะชอบดื่มกาแฟมากกว่า แต่เธอก็ยังสามารถมอบความสุขทางอารมณ์ให้คู่สนทนาได้แม้จะนั่งอยู่ในร้านน้ำชาก็ตาม
"เมื่อกี้เธอก็เห็นแล้วนะ ฉันเทเงินทั้งหมดลงไปในตลาดหุ้นหมดแล้ว"
จังหวะนั้นเองหลัวหยางก็หยิบบัตรธนาคารออกมาวางบนโต๊ะ ใช้นิ้วเคาะลงบนบัตรเบาๆ "ในนี้เหลือเงินอยู่ไม่เท่าไหร่แล้ว"
ความหมายแฝงก็คือ ฉันไม่มีเงินเปย์เธอแล้วนะ!
[จบแล้ว]