- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นต้นชา สกิลรู้แจ้งข้ามันโกงเกินพิกัด
- บทที่ 170 - เศษเสี้ยววิญญาณที่ขาดวิ่น
บทที่ 170 - เศษเสี้ยววิญญาณที่ขาดวิ่น
บทที่ 170 - เศษเสี้ยววิญญาณที่ขาดวิ่น
บทที่ 170 - เศษเสี้ยววิญญาณที่ขาดวิ่น
ตงฮวงไท่อีตายไปแล้ว ร่างสามศพก็ดับสูญไปหมดแล้ว นี่เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้ เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดเหตุผิดพลาด
งั้นตัวตนของตงฮวงไท่อีที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาก็น่าคิดหนักแล้ว
ถึงตงฮวงไท่อีจะเก่งแค่ไหน ก็ไม่มีทางใช้วิชาจั๊กจั่นลอกคราบหลอกตาเหล่านักบุญได้แน่
ต่อให้ใช้ระฆังโกลาหลช่วย แต่ก็อย่าลืมว่ายุคนั้นยังมีบรมครูหงจวินจ้องมองอยู่จากเบื้องบน
ด้วยนิสัยขี้ระแวงและใจแคบของหงจวิน ไม่มีทางปล่อยให้ตงฮวงไท่อีเล่นลูกไม้รอดพ้นสายตาไปได้หรอก
เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด
เว้นเสียแต่ว่าหงจวินจะมีแผนการอื่นซ่อนอยู่ ถึงจะยอมปล่อยให้เกิดเรื่องผิดพลาดแบบนี้
"อืม ข้าขอเดานะ นี่น่าจะเป็นแค่เศษเสี้ยววิญญาณสินะ"
"ไม่สิ ไม่น่าใช่แค่เศษวิญญาณ มีคนจับตาดูเยอะขนาดนั้น ต่อให้เป็นเศษวิญญาณก็รอดยาก ต่อให้มีระฆังคุ้มครองก็เถอะ... ข้ารู้แล้ว นี่คือส่วนหนึ่งของดวงจิตวิญญาณที่เจ้าแยกออกมาก่อนหน้านั้นสินะ!"
"ฉลาด! ฉลาดจริงๆ"
ตงฮวงไท่อีปรบมือ หัวเราะร่าอย่างชอบใจ
"สมกับเป็นศิษย์เอกของจอมเซียนทงเทียน หัวไวมาก แป๊บเดียวก็เดาที่มาที่ไปของข้าออก มิน่าล่ะศิษย์สำนักอื่นถึงมองเจ้าเป็นเสี้ยนหนาม โดยเฉพาะสองคนจากนิกายตะวันตกที่จ้องจะกินเลือดกินเนื้อเจ้า ก็พอเข้าใจได้อยู่"
พอโดนแฉความลับ ตงฮวงไท่อีกลับไม่ตื่นตระหนกหรือโกรธเคืองเลยสักนิด สายตาที่มองเย่ อู๋ กลับยิ่งฉายแววชื่นชม
"ตอนนั้นข้าสังหรณ์ใจว่าทั้งเผ่าอสูรและเผ่าแม่มด จะไม่มีใครได้เป็นผู้ชนะที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นหกนักบุญหรือตาแก่นักต้มตุ๋นหงจวิน ก็คงไม่ยอมนั่งดูพวกเราหรือพวกคนเถื่อนนั่นชนะหรอก การที่ทั้งสองฝ่ายพินาศไปพร้อมกันคือผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับพวกมัน"
"ตอนนั้นข้าเองก็โดนกลิ่นอายของมหาสงครามครอบงำ จนคิดไม่ทัน ภัยมาถึงตัวแล้วยังไม่รู้ตัว จนนำไปสู่จุดจบที่เลวร้าย"
"ช่วยไม่ได้ พวกนักบุญอยู่สูงเสียดฟ้า จะยอมให้มีฮ่องเต้สวรรค์มานั่งอยู่บนหัวได้ยังไง"
"ด้วยเหตุผลบางอย่าง เพื่อกันเหนียว ข้าเลยกัดฟันเฉือนวิญญาณตัวเองออกมาส่วนหนึ่ง แล้วซ่อนไว้ในแดนลับตงฮวง จากนั้นก็ดัดแปลงที่นี่ใหม่"
"ไม่นึกเลยว่าลางสังหรณ์จะเป็นจริง วิญญาณส่วนที่แยกออกมาเพราะความคิดชั่ววูบ กลับรอดตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์"
ตงฮวงไท่อีเหมือนถูกกระตุ้นความทรงจำเก่าๆ จึงถอนหายใจยาว
ราชสำนักสวรรค์เผ่าอสูรในอดีตยิ่งใหญ่เกรียงไกรแค่ไหน ปกครองทั่วทั้งจักรวาล นอกจากเผ่าแม่มดแล้วไม่มีใครกล้าต่อกร แม้แต่เหล่านักบุญยังต้องถอยให้สามก้าว ไม่กล้าปะทะซึ่งหน้า
แต่สุดท้ายก็ต้องพินาศไปพร้อมกับเผ่าแม่มด ความรุ่งโรจน์กลายเป็นเพียงควันไฟ
ส่วนเขาที่เป็นถึงจักรพรรดิอสูรผู้ยิ่งใหญ่ กลับต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้ ต้องหลบๆ ซ่อนๆ เหมือนหนู
น่าเวทนาไหม
ก็คงงั้น!
แต่ในขณะเดียวกัน ตงฮวงไท่อีก็โชคดีมาก นอกจากจะรอดจากสงครามมาได้ ยังรักษาชีวิตไว้ได้อีก
แถมยังกระโดดออกมาจากกระดานหมากในตอนนั้น มีโอกาสผันตัวมาเป็นผู้เล่นหมากเสียเอง
ต้องยอมรับว่าการวางแผนเอาตัวรอดในสถานการณ์สิ้นหวังของตงฮวงไท่อี ทำให้เขาได้มาซึ่งวาสนาที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
"หลังจากนั้นข้าก็คอยวางค่ายกลและกับดักต่างๆ ในแดนลับแห่งนี้ จนกลายเป็นรูปแบบอย่างที่เห็น ทำให้ข้ามีพลังพอที่จะแทรกแซงกระดานหมากของโลกหงฮวงได้"
พูดถึงตรงนี้ แววตาของตงฮวงไท่อีก็ฉายแววสงสัย
"แต่การที่ระฆังโกลาหลโผล่ออกมาตอนนี้ มันเหนือความคาดหมายของข้ามาก ตามแผนเดิม มันควรจะปรากฏตัวอีกนานหลังจากนี้"
ไม่แปลกที่ตงฮวงไท่อีจะแปลกใจ การเคลื่อนไหวของระฆังทำเอาเขาตั้งตัวไม่ติด ถ้าไหวตัวไม่ทัน แผนการที่วางไว้คงพังไม่เป็นท่า
"แต่ยังดีที่แผนการส่วนใหญ่ของข้าได้ผล ถึงจะมีเรื่องผิดพลาดบ้าง แต่ก็ไม่กระทบภาพรวม"
"แถมยังได้ปลาตัวใหญ่อย่างเจ้าหลงเข้ามาด้วย ถือเป็นโชคหล่นทับจริงๆ"
"เดิมทีข้ากะแค่จะล่อศิษย์ตัวเป้งๆ ของสี่สำนักเข้ามา เพื่อวางหมากไว้สำหรับแผนการในอนาคต แต่ตอนนี้ดันมีตัวเลือกที่ดีกว่าโผล่มา"
"ดูเหมือนสวรรค์จะชดเชยให้ข้า ส่งวาสนาที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้มาให้ถึงที่!"
ตงฮวงไท่อีจ้องเย่ อู๋ ตาเป็นมัน แววตาเต็มไปด้วยความโลภที่ปิดไม่มิด
สายตานั้นเหมือนอยากจะกลืนกินเย่ อู๋ ลงไปทั้งตัว แทบจะอดใจไม่ไหวแล้ว
ถึงเขาจะซ่อนตัวอยู่ในแดนลับ แต่ด้วยอำนาจของระฆังโกลาหล เขารู้ความเป็นไปในโลกภายนอกเป็นอย่างดี
ไม่งั้นคงวางแผนจับศิษย์สำนักต่างๆ มาได้แม่นยำขนาดนี้ไม่ได้
การผงาดขึ้นมาของเย่ อู๋ ทำให้เขาแปลกใจมาก
การเปิดดอกไม้เต๋าได้สิบเอ็ดกลีบสมบูรณ์ เป็นความสำเร็จที่แม้แต่เขาในยุครุ่งเรืองที่สุดยังทำไม่ได้
ตงฮวงไท่อีรู้ดีว่าดอกไม้สิบเอ็ดกลีบมันหมายถึงอะไร
เขานึกไม่ออกเลยว่าในยุคนี้ ต้องมีรากฐานแบบไหนถึงจะทำเรื่องท้าทายสวรรค์แบบนี้ได้
ตามหลักแล้ว ยุคหลังสงครามไม่น่าจะมีรากฐานระดับนี้โผล่มาได้อีก เพราะสภาพแวดล้อมของโลกเปลี่ยนไปแล้ว
ถ้าตอนนั้นเขามีรากฐานระดับนี้ คงไม่หยุดอยู่แค่กึ่งนักบุญขั้นสูงสุด ดีไม่ดีก่อนสงครามครั้งสุดท้าย เขาอาจจะบรรลุระดับมหาเซียนฮุ่นหยวนต้าหลัวจินเซียน (นักบุญที่ไม่อิงลิขิตสวรรค์) ไปแล้วก็ได้
และจุดจบของสงครามคงพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่จบลงแบบนี้แน่
จากการเฝ้าสังเกตมานาน ทำให้เขามั่นใจว่าในตัวเย่ อู๋ ต้องมีความลับยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่
เพราะแบบนี้เย่ อู๋ ถึงได้บรรลุระดับต้าหลัวจินเซียนในเวลาสั้นๆ
ถ้าได้ความลับนั้นมาครอบครอง เขาอาจจะมีโอกาสก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในคราวเดียว
"พูดแบบนี้ แสดงว่าจักรพรรดิอสูรมั่นใจว่าจะกินข้าลงงั้นสิ"
เย่ อู๋ ยิ้มกริ่ม ไม่ได้รู้สึกสิ้นหวังที่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูระดับตำนานอย่างตงฮวงไท่อี
ตงฮวงไท่อีในอดีตอาจจะเก่งจริง แต่คนตรงหน้าก็แค่เศษเสี้ยววิญญาณที่ขาดวิ่น
แม้จะพักฟื้นมาหลายล้านปี แต่ด้วยเศษวิญญาณแค่นี้ จะให้กลับไปแกร่งเหมือนเดิมคงเป็นไปไม่ได้
สาเหตุที่เศษวิญญาณนี้ดูน่ากลัว ก็เพราะยังมีพลังของระดับกึ่งนักบุญหลงเหลืออยู่ บวกกับพลังของระฆังโกลาหล และการเตรียมการในแดนลับแห่งนี้
ปัจจัยหลายอย่างประกอบกันทำให้ดูน่าเกรงขาม
จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย ถ้าจับจุดถูกก็อาจจะฆ่าได้ในทีเดียว
และบังเอิญว่าเขามีไพ่ตายที่เอาไว้แก้ทางตงฮวงไท่อีอยู่พอดี