- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นต้นชา สกิลรู้แจ้งข้ามันโกงเกินพิกัด
- บทที่ 19 - ตะวันตกนี่มันขมขื่นจริงๆ
บทที่ 19 - ตะวันตกนี่มันขมขื่นจริงๆ
บทที่ 19 - ตะวันตกนี่มันขมขื่นจริงๆ
บทที่ 19 - ตะวันตกนี่มันขมขื่นจริงๆ
หนานจี๋เซียนเวิงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเจ็บแค้น
โบราณว่าตบหัวอย่าลูบหลัง แต่พฤติกรรมของเฮ่าเทียนในตอนนี้ มันไม่ต่างอะไรกับการขี่คอแล้วถ่ายอุจจาระรดหัวกันชัดๆ
รังแกกันเกินไปแล้ว
"ในเมื่อฝ่าบาททรงเชิญ ข้าหนานจี๋ก็มิกล้าปฏิเสธ"
แม้ในใจของหนานจี๋เซียนเวิงอยากจะสะบัดก้นเดินหนีไปเสียเดี๋ยวนี้ แต่ร่างกายก็ยังจำใจต้องเดินตรงเข้าไปยังตำหนักหลิงเซียว
เฮ่าเทียนคือประมุขแห่งสามโลกในนาม ส่วนเขาเองก็รับตำแหน่งหนึ่งในหกราชันย์สวรรค์ ขืนหันหลังเดินหนีไปดื้อๆ มีหวังได้โดนชาวบ้านนินทาเสียๆ หายๆ แน่
มุมปากของเฮ่าเทียนยกยิ้มขึ้นมาจางๆ การมาถึงของหนานจี๋เซียนเวิงนั้น เขาจับสัมผัสได้ตั้งแต่แรกแล้ว
ที่แกล้งทำเป็นเงียบ แล้วรอจังหวะให้อีกฝ่ายกำลังจะหันหลังกลับค่อยเอ่ยปากเรียก ก็เพื่อจังหวะเมื่อกี้นี้แหละ
ยั่วโมโหหนานจี๋เซียนเวิงเล่น
ถึงมันจะไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรให้หนานจี๋เซียนเวิง แต่มันทำให้เขาได้ระบายความอัดอั้นตันใจ
ความสะใจสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด
ใครใช้ให้พวกสำนักอธิบายธรรมชอบกดขี่ข่มเหงจิตใจเขามาตลอดเล่า
ในเวลานี้ เย่ อู้ไม่เพียงแต่ได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งเทพเท่านั้น ณ ห้วงอวกาศอันไกลโพ้น ท่ามกลางความโกลาหลของจักรวาล ดวงดาวนับล้านดวงพลันเปล่งแสงสว่างเจิดจ้า ระเบิดพลังดาราที่น่าสะพรึงกลัวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
โดยเฉพาะดาวจื่อเวยที่ระเบิดปราณม่วงอันทรงพลัง พุ่งข้ามห้วงมิติมายังสวรรค์
ปราณม่วงก่อตัวเป็นมงกุฎ แสงดาวถักทอเป็นอาภรณ์ สวมใส่ลงบนร่างของเย่ อู้
นี่คือ ชุดคลุมดารา
อาภรณ์ประจำตำแหน่งของมหาจักรพรรดิจื่อเวยแห่งขั้วเหนือ เป็นคำอวยพรจากดวงดาวนับล้านล้านดวงที่มีต่อราชาผู้ยิ่งใหญ่ของพวกมัน
แม้มันจะไม่ใช่สมบัติวิเศษโดยกำเนิด
แต่ในแง่ของอานุภาพ มันกลับน่ากลัวยิ่งกว่าสมบัติวิเศษบางชิ้นเสียอีก
มันช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถดึงพลังจากดวงดาวนับล้านมาใช้ได้ทุกที่ทุกเวลา โดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนใดๆ
ความเปลี่ยนแปลงในห้วงจักรวาลนี้ ย่อมดึงดูดความสนใจของเหล่าผู้มีอิทธิฤทธิ์ทั่วหล้าได้ทันที พวกเขาต่างพากันเพ่งมองและเริ่มคำนวณชะตาฟ้า
อยากรู้เหลือเกินว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงทำให้จักรวาลสั่นสะเทือนได้ขนาดนี้
วินาทีถัดมา เหล่าผู้ยิ่งใหญ่ต่างก็เบิกตาโพลงด้วยความตื่นตะลึง
ดวงดาว มีเจ้าของแล้ว
ตำแหน่งมหาจักรพรรดิจื่อเวยแห่งขั้วเหนือ หนึ่งในหกราชันย์สวรรค์ มีคนขึ้นไปนั่งบัลลังก์แล้ว
แถมคนคนนั้น ยังเป็นคนที่พวกเขาคุ้นหน้าคุ้นตากันดีในช่วงนี้
ศิษย์คนเล็กของเจ้าสำนักทงเทียนคนนี้ ช่างสรรหาเรื่องมาให้ประหลาดใจได้ตลอดจริงๆ
ณ ตำหนักปี้โหยว เจ้าสำนักทงเทียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะลั่นสั่นสะเทือนไปทั่วตำหนัก
"ไปขอตำแหน่งงานบนสวรรค์ แต่ดันคว้าเก้าอี้หนึ่งในหกราชันย์มาได้ เย่ อู้เอ๋ยเย่ อู้ เจ้าช่างทำให้อาจารย์เซอร์ไพรส์ได้ตลอดจริงๆ"
ในฐานะมหาเซียน ทงเทียนอาจจะมองข้ามสวรรค์ และคิดว่าเฮ่าเทียนไม่มีบารมีพอ แต่เขาก็ไม่ได้ดูถูกคุณค่าของตำแหน่งหกราชันย์
ตรงกันข้าม เขาให้ความสำคัญกับมันมาก
ติดก็ตรงที่ลูกศิษย์ในสำนักไม่มีใครยอมไปรับราชการกับเฮ่าเทียน อยากเป็นเซียนอิสระกันมากกว่า
เขาก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย
แต่ตอนนี้ การกระทำของเย่ อู้ ทำให้เขาพอใจสุดๆ
"พอมีตำแหน่งหกราชันย์อยู่ในมือ ช่องทางในการเดินเกมก็เปิดกว้างขึ้นเยอะ"
ทงเทียนไม่ใช่คนโง่ แค่เห็นตำแหน่งที่ได้มา เขาก็เดาเจตนาของเฮ่าเทียนออกทันที
คิดจะดึงสำนักสกัดสวรรค์มางัดข้อกับสำนักอธิบายธรรมสินะ
เมื่อก่อนไม่มีโอกาส แต่ตอนนี้เย่ อู้เสนอตัวไปเอง เฮ่าเทียนก็ต้องรีบตะครุบโอกาสทองนี้ไว้
แต่ทงเทียนก็หาได้แคร์ไม่
ตั่วเป่าและเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องต่างก็คำนวณรู้เรื่องนี้เช่นกัน ทุกคนอ้าปากค้าง
ศิษย์น้องเย่ อู้ โหดเกินไปแล้ว ไปคว้าตำแหน่งใหญ่โตมาได้แบบเงียบๆ
มีคนดีใจไปกับเย่ อู้ ก็ย่อมมีคนที่หมั่นไส้และโกรธแค้น
ทางฝั่งสำนักอธิบายธรรม สีหน้าของสิบสองเซียนทองดูไม่จืดเลยทีเดียว
พวกเขามีความคิดเหมือนกับหนานจี๋เซียนเวิง ว่าการที่เย่ อู้ได้นั่งตำแหน่งมหาจักรพรรดิจื่อเวย จะส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อโชควาสนาของสำนักอธิบายธรรม
แต่อนิจจา ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกไปแล้ว จะไปขัดขวางตอนนี้ก็สายเกินแก้
จอมเซียนหยวนสื่อเทียนจุนลืมตาขึ้น ในดวงตาฉายภาพการเปลี่ยนแปลงของดวงดาวนับล้าน
"เจ้าเด็กเย่ อู้คนนี้น่าสนใจดีนี่ ถึงกับกล้าเดินเข้าไปหาเจ้าเด็กรับใช้เฮ่าเทียนด้วยตัวเอง หรือว่า... น้องสาม เจ้าคิดจะวางหมากกระดานใหม่บนสวรรค์งั้นรึ"
พูดจบ แววตาของหยวนสื่อเทียนจุนก็พลันดุดันขึ้น ภาพดวงดาวในดวงตาแตกสลายกลายเป็นเถ้าธุลี
"หึ ก็แค่เด็กเฝ้าประตู รู้จักเอาตัวรอดไปวันๆ ก็พอแล้ว แต่นี่คิดจะมาหัวเราะเยาะสำนักอธิบายธรรมของข้า คิดจะวางแผนเล่นงานระดับมหาเซียน ข้าว่าเจ้าคงเบื่อที่จะมีชีวิตอยู่แล้วสินะ"
ทางด้านจอมเซียนไท่ซ่างเพียงแค่ปรายตามองไปยังทิศทางของสวรรค์อย่างเนิบนาบ แล้วก็หันกลับไปพัดไฟหลอมยาต่อ ไม่พูดไม่จา
แต่ร่างเงาสามศพของเขา กลับลอบออกจากตำหนักแปดทิศ มุ่งหน้าสู่สวรรค์อย่างเงียบเชียบ
จุ่นถีเพิ่งจะกลับถึงเขาพระสุเมรุ ก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงบนสวรรค์ พอคำนวณดูผลลัพธ์ เขาก็ถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก
เย่ อู้ ได้เป็นหนึ่งในหกราชันย์สวรรค์
นี่มัน... โชคหล่นทับชัดๆ
"รอให้เย่ อู้เข้าลัทธิตะวันตกของเราเมื่อไหร่ อิทธิพลของนิกายตะวันตกก็จะแทรกซึมเข้าสู่สวรรค์ได้อย่างถูกต้องชอบธรรม"
จุ่นถีเริ่มวาดฝันถึงชีวิตอันสวยหรูในอนาคต
สมัยก่อน พวกเขาเคยคิดจะฉวยโอกาสตอนเลือกฮ่องเต้สวรรค์เพื่อยึดอำนาจ แต่โดนพวกมหาเซียนทางฝั่งตะวันออกรุมค้านหัวชนฝา
จนแผนพังไม่เป็นท่า
แต่ตอนนี้ เขาเริ่มมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว
จอมเซียนเจาทิศกลับทำหน้าอมทุกข์ เหมือนมีใครติดหนี้เขาอยู่หลายล้าน
"ศิษย์น้อง พวกเราทำแบบนี้มันจะเสี่ยงเกินไปหรือเปล่า"
"ถ้าเย่ อู้เอาเรื่องนี้ไปฟ้องศิษย์พี่ทงเทียน เกรงว่าค่ายกลกระบี่สังหารเทพคงได้มาตั้งอยู่หน้าประตูเขาพระสุเมรุแน่ๆ"
เจาทิศยังคงกังวลใจ
คัมภีร์หัวใจมหาฝันเป็นวิชาที่เขาคิดค้นขึ้นมาเอง จุ่นถีเอามันไปฝังไว้ในจิตของเย่ อู้ เขาย่อมสัมผัสได้
นี่มันคือการบังคับขืนใจชัดๆ
ถ้าความแตกขึ้นมา ปัญหาใหญ่ตามมาแน่นอน
"ศิษย์พี่ ท่านขี้กลัวเกินไปแล้ว ท่านต้องรู้ไว้ว่า ไม่เข้าถ้ำเสือ แล้วจะได้ลูกเสือได้อย่างไร"
"รากเหง้าของเย่ อู้ไม่ต้องพูดถึง แค่สถานะของเขาในตอนนี้ ถ้าได้ตัวมา นิกายตะวันตกของเราคงเจริญรุ่งเรืองแบบก้าวกระโดด"
"เขาจะนำพาโชควาสนาจากสวรรค์มหาศาลมาให้เรา"
"นิกายตะวันตกของเรา ตอนนี้ยังติดหนี้บุญคุณวิถีสวรรค์อยู่บานเบอะ ถ้าไม่กล้าเสี่ยงบ้าง ก็ไม่รู้ว่าต้องรอไปถึงปีลิงเดือนค่างที่ไหน ถึงจะใช้หนี้หมด"
[จบแล้ว]