- หน้าแรก
- เส้นทางอมตะเริ่มต้นจากคนเชือดหมู
- บทที่ 150 - ยิ่งรีบยิ่งช้า มหันตภัยกำลังคืบคลาน!
บทที่ 150 - ยิ่งรีบยิ่งช้า มหันตภัยกำลังคืบคลาน!
บทที่ 150 - ยิ่งรีบยิ่งช้า มหันตภัยกำลังคืบคลาน!
บทที่ 150 - ยิ่งรีบยิ่งช้า มหันตภัยกำลังคืบคลาน!
คนโบราณว่าไว้ ยิ่งรีบยิ่งช้า!
หลังจากเว่ยหงปรับปรุงวิชามารผสานโลหิตเสร็จแล้ว เขาก็ยังไม่ได้เริ่มแผนการทันที
เพราะเขารู้ดีว่าตัวเองปลีกตัวไปไหนไม่ได้ เรื่องราวต่างๆ ต้องมอบหมายให้ล่วนเสี่ยวฉีและกลุ่มเด็กวัยรุ่นไปจัดการ ซึ่งตอนนี้ฝีมือของพวกเขายังอ่อนด้อยเกินไป
นอกเมืองหลวงเต็มไปด้วยโจรผู้ร้ายและภัยสงคราม!
หากไม่มีความสามารถในการป้องกันตัว การจะไปพื้นที่ทุรกันดารเพื่อพาเด็กกำพร้าจำนวนมากกลับมา ย่อมเป็นเรื่องเพ้อฝัน ดังนั้นจึงต้องมีเวลาครึ่งปีไว้สำหรับเตรียมความพร้อม!
เชื่อว่าเมื่อมีวิชามารผสานโลหิตบวกกับยาบำรุงจำนวนมหาศาล!
ล่วนเสี่ยวฉีและพรรคพวกต่อให้ไม่ทะลวงถึงขั้นขัดเกลาโลหิต ก็น่าจะมีฝีมือพอตัว แบบนี้เขาถึงจะวางใจปล่อยให้พวกนั้นออกไปทำงานได้
"ไม่ต้องรีบ กินเต้าหู้ร้อนต้องใจเย็นๆ!"
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ชีวิตของเว่ยหงก็กลับสู่ความสงบอีกครั้ง!
...
พริบตาเดียวก็ผ่านไปสองเดือน
ต้นเดือนสิบเอ็ด ความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของเขาก็ถึงจุดทะลวงด่านอีกครั้ง
เว่ยหงที่ผลัดเลือดสำเร็จเป็นครั้งที่ห้า ได้ก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดของขั้นขัดเกลาโลหิตอย่างเป็นทางการ
ตอนนี้เขาเพียงแค่ต้องสะสมเลือดลมไปเรื่อยๆ จนถึงขีดสุดของขั้นขัดเกลาโลหิต ระหว่างทางไม่มีคอขวดเล็กๆ ขวางกั้นอีกแล้ว พอเลือดลมเต็มเปี่ยมถึงขีดสุด ก็สามารถลองก้าวเข้าสู่ขั้นขัดเกลากระดูกได้เลย!
ยอดฝีมือขั้นขัดเกลากระดูกวัยสิบแปดปี!
พรสวรรค์ระดับนี้ช่างน่าขนลุกขนพอง!
แถมเว่ยหงยังเป็นเด็กหนุ่มที่มาจากครอบครัวชาวบ้านธรรมดาไร้อำนาจวาสนา
หากพวกตระกูลขุนนางรู้ข่าวนี้ คงนอนไม่หลับ และคงรีบส่งนักฆ่ามากำจัดเขาตั้งแต่วินาทีแรกแน่นอน
ด้วยความแข็งแกร่งระดับนี้ เว่ยหงไม่เกรงกลัวยอดฝีมือขั้นขัดเกลากระดูกช่วงต้นทั่วไปแล้ว
การข้ามรุ่นไปสังหารศัตรูไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา
น่าเสียดายที่เขายังไม่ทันรอให้สยงกังกลับมา คนของจวนอ๋องตวนก็มาหาถึงที่เสียก่อน
"กลับเข้าหน่วย?"
ในบ้านสวนจวนอ๋อง เว่ยหงที่กำลังหยอกล้อกับนกน้อย เงยหน้ามองเหลยเผิงที่มาแจ้งข่าวด้วยความประหลาดใจ สีหน้าของเขาดูแย่เหมือนกินขี้เข้าไป
"ถูกต้อง!" เหลยเผิงบ่นอย่างไม่สบอารมณ์ "ไอ้หนูเจ้าคงไม่ได้อยู่บ้านสวนจนเคยตัวเป็นจอมขี้เกียจไปแล้วหรอกนะ? อย่าลืมสถานะของตัวเองสิ"
"ไม่ลืม แต่ข้าบาดเจ็บอยู่นี่นา" เว่ยหงทำหน้าเซ็ง "จวนอ๋องคงไม่ใช้งานคนป่วยให้ไปเดินลาดตระเวนหรอกนะ?"
"เหลวไหล!" เหลยเผิงแค่นหัวเราะ "เจ้าคิดว่าคนในจวนอ๋องตาบอดหรือไง? ช่วงนี้เจ้าก่อเรื่องไว้ไม่น้อยนี่? เพื่อหาเงินเจ้าถึงกับไปแขวนป้ายคุ้มกันให้สมาคมการค้าเล็กๆ แถมยังต่อยตาแก่คนหนึ่งตายคาที่ในเขตอันเล่อ นี่หรือสภาพของคนช้ำใน?"
เว่ยหงหัวเราะแหะๆ ไม่กล้าเถียง
ความจริงการที่เขาทำแบบนั้นมันก็โจ่งแจ้งไปหน่อยจริงๆ
แต่เขาก็ยังพยายามแก้ตัว "ข้าก็จนปัญญาเหมือนกันนี่นา ไม่มีเงินซื้อยารักษาแผลดีๆ ก็ต้องหาโอกาสหาเงินบ้าง"
"ช่างเถอะ เรื่องแบบนี้ใครๆ เขาก็ทำกันลับหลัง ไม่มีใครมาว่าเจ้าหรอก ขอแค่อย่าให้มันมากเกินไปก็พอ!" เหลยเผิงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "แต่ในเมื่อเจ้าหายดีแล้ว จะมามุดหัวอู้งานอยู่ที่บ้านสวนต่อไปคงฟังไม่ขึ้นแล้วกระมัง?"
"เอ่อ..."
สมองของเว่ยหงคำนวณผลได้ผลเสียอย่างรวดเร็ว
เขาไม่อยากกลับไปเป็นยามเฝ้าประตูจวนอ๋องเข้างานเช้าเลิกงานเย็นหรอก
แบบนั้นทั้งเสียเวลาฝึกยุทธ์และเสี่ยงต่อการถูกเปิดเผยตัวตน มีแต่เสียกับเสีย เขาปลอมตัวเข้ามาในจวนอ๋องก็เพื่อหอคัมภีร์เท่านั้น ใครจะไปอยากเฝ้าประตูให้พวกมันจริงๆ กันเล่า?
แต่เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ!
หากจะปลีกตัวออกมาก็ต้องทิ้งตัวตนหลี่เถี่ยจู้ไป
แต่วิชายุทธ์และเคล็ดวิชาต่างๆ สำหรับขั้นขัดเกลากระดูกยังต้องพึ่งพาหอคัมภีร์จวนอ๋อง เว่ยหงย่อมตัดใจทิ้งไปไม่ได้!
จู่ๆ ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ มันน่าปวดหัวจริงๆ
"จริงสิ!" เหลยเผิงทำเหมือนมองไม่เห็นความกังวลของเขา พูดต่อว่า "เห็นแก่ที่ภารกิจคราวที่แล้วเจ้าทำผลงานได้ดี เบื้องบนเลยจัดสรรที่ที่มีน้ำมันเยอะๆ ให้เจ้า พรุ่งนี้ไปรายงานตัวที่ท่าเทียบเรือขนส่ง"
"หือ?"
ดวงตาของเว่ยหงสว่างวาบ
ไม่ใช่ให้กลับไปเดินลาดตระเวนในจวนอ๋องก็ดีแล้ว
ท่าเทียบเรือขนส่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านสวนจวนอ๋อง กลับเข้าเขตอันเล่อก็ใกล้
ไปนั่งคุมที่นั่นทุกวันไม่กระทบเวลาฝึกยุทธ์ และไม่กระทบเวลาฆ่าหมู
"ปัญหาคลี่คลายแล้วสินะ? โชคดีที่ยังไม่รีบทิ้งตัวตนนี้ไป" เว่ยหงบ่นพึมพำในใจ แล้วพยักหน้า "พรุ่งนี้ข้าจะไป แต่พี่เหลย ไปท่าเทียบเรือขนส่งนี่ต้องทำอะไรบ้าง? ได้ยินว่ารายได้ดีนี่นา"
"ก็ใช่น่ะสิ!" เหลยเผิงเดาะลิ้นหัวเราะเบาๆ "ท่าเทียบเรือขนส่งคุมการขนส่งทางเรือของเมืองหลวง แต่ละวันมีเรือนับพันลำมาจอดเทียบท่า คนนับแสนพึ่งพามันทำมาหากิน ขั้วอำนาจต่างๆ จะไม่ยื่นมือเข้ามาเอี่ยวได้ยังไง? จวนอ๋องตวนของเราก็มีเขตควบคุมที่ท่าเรือ ปกติพวกแก๊งอันธพาลลูกน้องเราจะเป็นคนเก็บเงิน เจ้าแค่ไปนั่งคุมเฉยๆ"
"แถมไม่มีใครกล้ามาหาเรื่องที่ท่าเรือหรอก คนที่เราส่งไปส่วนใหญ่ก็เหมือนไปนั่งเป็นพระประธาน แถมพวกข้างล่างยังต้องปรนนิบัติเจ้าเหมือนปู่โสมเฝ้าทรัพย์ เจ้าคิดว่ารายได้จะไม่งามหรือ?"
"ตอนแรกเบื้องบนกะจะให้คนอื่นไป ถ้าไม่ใช่เพราะข้ารู้ว่าช่วงนี้เจ้าร้อนเงิน แล้วช่วยเชียร์กับพ่อบ้านหยวนแบบสุดตัว งานดีๆ แบบนี้คงไม่หล่นใส่หัวเจ้าหรอก"
เว่ยหงฟังแล้วยิ่งพอใจ
สรุปว่าเป็นงานเงินดี งานน้อย อิสระไม่มีใครคุมสินะ
แบบนี้จะปฏิเสธทำไม ก็แค่เปลี่ยนที่ฝึกยุทธ์จากบ้านสวนไปเป็นที่ท่าเรือ ได้เงินด้วยแถมไม่เสียงาน จะหาเรื่องดีๆ แบบนี้ได้ที่ไหน?
"ขอบใจมากพี่เหลย ข้าขอเลี้ยงเหล้าเจ้าสักมื้อ" เว่ยหงยิ้มขอบคุณ
"กินกินอะไรกัน ช่วงนี้ยุ่งจะตาย" เหลยเผิงโบกมือ แล้วถามลอยๆ "เจ้าทำไมเลี้ยงนกไว้เยอะแยะ?"
"อ๋อ เลี้ยงแก้เหงาน่ะ" เว่ยหงตอบส่งเดช
เหลยเผิงพยักหน้าไม่ติดใจอะไร
เขาแค่บ่นอุบอิบว่า "แม่งเอ๊ย ช่วงนี้ไม่รู้เกิดบ้าอะไรขึ้น? ในจวนเกิดเรื่องใหญ่ติดๆ กันหลายเรื่อง ส่งคนออกไปปฏิบัติภารกิจลับตั้งเยอะ ต่อไปข้าก็ต้องออกไปทำภารกิจลับเหมือนกัน กลับมาค่อยกินเหล้าแล้วกัน!"
"ก็ได้!" เว่ยหงฉลาดพอที่จะไม่ซักไซ้
เขาแฝงตัวอยู่ในจวนอ๋องไม่ใช่เพื่อสืบข่าว แต่เพื่อของดีในหอคัมภีร์ ดังนั้นจวนอ๋องจะไปตีกับใครก็ไม่เกี่ยวกับเขา
แต่เหลยเผิงดันเป็นพวกปากสว่าง!
เขากดเสียงต่ำกระซิบว่า "เจ้าโกยเงินช่วงนี้ได้แล้วก็รีบซื้อเสบียงกับยาสมุนไพรตุนไว้ซะ ฝ่าบาทพระวรกายอาจจะทนไม่พ้นฤดูหนาวปีนี้ ถึงตอนนั้น..."
เหลยเผิงพูดค้างไว้แค่นั้น!
เว่ยหงได้ยินถึงกับสะท้านเฮือก
ได้ยินมานานแล้วว่าฮ่องเต้พระวรกายไม่สู้ดี ดูท่าคงใกล้จะถึงวาระสุดท้ายแล้วจริงๆ
เหลยเผิงเป็นองครักษ์จวนอ๋อง มักจะถูกดึงตัวไปทำภารกิจลับ สัญชาตญาณทางการเมืองย่อมฉับไว เขาคงรู้อะไรมาแต่พูดตรงๆ ไม่ได้
ฮ่องเต้สวรรคตเมื่อไหร่ เหล่าองค์ชายต้องเปิดศึกชิงบัลลังก์แน่นอน!
ถึงตอนนั้นคงเกิดพายุลูกใหญ่ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคดีลอบสังหารคราวนั้นเสียอีก
เมื่อคิดได้ดังนี้ สีหน้าของเว่ยหงก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
"เฮ้อ!"
หลังเสียงถอนหายใจ สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก