- หน้าแรก
- เส้นทางอมตะเริ่มต้นจากคนเชือดหมู
- บทที่ 70 - บังอาจเทียมฟ้า กฎเหล็กสี่ประการ
บทที่ 70 - บังอาจเทียมฟ้า กฎเหล็กสี่ประการ
บทที่ 70 - บังอาจเทียมฟ้า กฎเหล็กสี่ประการ
บทที่ 70 - บังอาจเทียมฟ้า กฎเหล็กสี่ประการ
คนฆ่าหมูคิดจะเปลี่ยนอาชีพมาเป็นเพชฌฆาตเนี่ยนะ
เรื่องนี้ทำเอาเติ้งไห่เซิงงงเป็นไก่ตาแตก อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัย "เจ้าหนุ่ม เอ็งไม่ได้มาล้อข้าเล่นใช่ไหม รายได้จากการฆ่าหมูเดือนนึงก็ไม่ใช่น้อยๆ เรื่องอะไรต้องมาทำงานสกปรกแบบนี้ด้วย"
"ฮะๆ"
เว่ยหงหัวเราะเบาๆ พลางรินเหล้าใส่แก้วให้ตัวเอง
แม้อาชีพเพชฌฆาตกับคนฆ่าสัตว์จะดูคล้ายกันตรงที่ต้องฆ่าเหมือนกัน
แต่ในรายละเอียดนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
เพราะอย่างหนึ่งฆ่าคน อีกอย่างหนึ่งฆ่าหมู
คนฆ่าสัตว์แม้งานจะสกปรกและเหนื่อยยากแต่ก็ได้เงินเยอะ แถมเดินไปไหนมาไหนก็ยังมีคนนับหน้าถือตา
ส่วนเพชฌฆาตนั้นต้องคลุกคลีอยู่กับกลิ่นคาวเลือดและความตาย รังสีอำมหิตจับตัว คนส่วนใหญ่ในอาชีพนี้มักอารมณ์ฉุนเฉียวและขี้เหล้า เมามาย แถมยังมีคำร่ำลือว่าดวงกินญาติกินพ่อแม่ ทำให้ส่วนมากหาเมียไม่ได้ ต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวไปจนตาย
แถมการฆ่าคนเยอะๆ ยังเสี่ยงที่จะเจอเรื่องลี้ลับหรือภูตผีปีศาจได้ง่ายๆ
ดังนั้นในยุคสมัยนี้ คนฆ่าสัตว์อาจเป็นอาชีพที่น่าอิจฉา แต่เพชฌฆาตกลับเป็นอาชีพชั้นต่ำที่ใครๆ ต่างก็รังเกียจ
เติ้งไห่เซิงคิดจนหัวแทบแตกก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเว่ยหงถึงอยากกระโดดลงกองไฟกองนี้
"เจ้าหนุ่ม เอ็งอย่าหาทำเลย" เติ้งไห่เซิงพยายามเกลี้ยกล่อม "ปีนี้เอ็งอายุแค่สิบเจ็ดสิบแปดเองใช่ไหม ขืนมาเป็นเพชฌฆาต ต่อไปจะหาลูกสาวบ้านดีๆ ที่ไหนมาแต่งงานด้วย ใครเขาจะอยากยกลูกสาวให้คนที่วันๆ เอาแต่ฆ่าคนกันล่ะ"
"เรื่องแต่งงานข้าไม่สนหรอก" เว่ยหงยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ "พูดตามตรงนะท่านเติ้ง จริงๆ แล้วข้าป่วยเป็นโรคคลั่งเลือดมาตั้งแต่เด็ก วันไหนไม่ได้ฆ่าสิ่งมีชีวิตจะคุมอารมณ์ไม่อยู่ ข้าถึงเลือกมาเป็นคนฆ่าสัตว์ แต่ตอนนี้แค่ฆ่าหมูมันไม่ค่อยตอบโจทย์แล้ว ข้าอยากฆ่าคน"
"ซี้ด"
เติ้งไห่เซิงสูดปากด้วยความหนาวเหน็บ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
โรคบ้าบออะไรวะเนี่ย หรือไอ้หมอนี่จะเป็นฆาตกรโรคจิตโดยกำเนิด
ในโลกนี้มักจะมีคนที่ดูภายนอกสุภาพเรียบร้อยแต่จิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต นึกไม่ถึงเลยว่าเว่ยหงจะเป็นคนประเภทนี้ เติ้งไห่เซิงรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจับใจ
คนแบบนี้ตอแยด้วยไม่ได้เด็ดขาด
"หลานชาย" เติ้งไห่เซิงปั้นหน้ายิ้ม "วงการนี้มันอยู่ยากนะ เอ็งจะไปล่วงเกินคนอื่นได้ง่ายๆ แถมยังต้องเจอเรื่องอัปมงคลสารพัด เอ็งลองกลับไปคิดดูให้ดีอีกทีก่อนดีไหม"
"ไม่ต้องคิดแล้ว ข้าแค่อยากฆ่าคน" เว่ยหงขี้เกียจพูดพร่ำทำเพลง ควักตั๋วเงินร้อยตำลึงออกมาตบลงบนโต๊ะ "ท่านเติ้ง นี่เป็นค่าฝากตัวเล็กๆ น้อยๆ ท่านไม่ต้องกลัวว่าข้าจะเกิดคลุ้มคลั่งอาละวาด ข้าแค่อยากฆ่าคนแบบถูกกฎหมายและเปิดเผยเท่านั้น ไม่คิดจะไปทำเรื่องชั่วช้าสามานย์ปล้นฆ่าใครหรอก"
"เอ่อ"
เติ้งไห่เซิงสีหน้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
สุดท้ายก็ยิ้มกว้างแล้วกวาดตั๋วเงินเข้ากระเป๋า
"ได้" เติ้งไห่เซิงพยักหน้า "ในเมื่อหลานชายอยากเรียน ข้าก็จะสอนให้หมดเปลือก"
พูดจบเขาก็กระดกเหล้าเข้าปาก แล้วอดบ่นด้วยความแปลกใจไม่ได้ "สมัยนี้ยังมีคนวิ่งแจ้นมาสมัครเป็นเพชฌฆาตอีกเรอะ แปลกคนจริงๆ เมื่อก่อนถ้าไม่จนตรอกจริงๆ ไม่มีใครเขาอยากทำงานสกปรกแบบนี้หรอก"
"คนเราชอบไม่เหมือนกันนี่นา" เว่ยหงหัวเราะเบาๆ
"ก็จริงของเอ็ง คนเราชอบไม่เหมือนกัน" เติ้งไห่เซิงเลิกบ่นแล้วเข้าเรื่อง "ในทางนิตินัย เพชฌฆาตอย่างพวกเราสังกัดกรมอาญา แต่ไม่มีตำแหน่งขุนนางและไม่มีเบี้ยหวัด แค่ลงชื่อในบัญชีของกรมอาญาไว้ มีงานเมื่อไหร่ก็ไปทำเมื่อนั้น"
"ปกติค่าจ้างตัดหัวคนละ 2 สลึงเงิน ถ้าเจอญาติพี่น้องนักโทษมาขอเก็บศพก็อาจจะได้ซองแดงบ้าง นอกนั้นก็ไม่มีรายได้อื่น ชีวิตส่วนใหญ่เลยค่อนข้างขัดสน ว่างๆ ก็ต้องไปหางานอื่นทำเลี้ยงปากท้อง"
"ถ้าเอ็งอยากเป็นเพชฌฆาตก็ง่ายนิดเดียว เดี๋ยวข้าไปหาคนรู้จักให้ลงชื่อเอ็งในบัญชีกรมอาญา ให้เอ็งไปฝึกมือในฐานะลูกศิษย์ข้าก่อน"
เว่ยหงยิ้มอย่างพอใจ
โบราณว่าไว้มีเงินใช้ผีโม่แป้งก็ยังได้ คนโบราณไม่โกหกจริงๆ
แค่ยอมทุ่มเงินลงไป การจะหาอาชีพเสริมเป็นเพชฌฆาตก็ง่ายเหมือนปอกกล้วย
"หลานชาย เอ็งอยากเรียนตัดหัวหรืออยากเรียนแล่เนื้อล่ะ" เติ้งไห่เซิงถามต่อ
"แล่เนื้อคืออะไร"
"ตัดหัวก็แค่ใช้แรง แต่แล่เนื้อเป็นงานฝีมือ" เติ้งไห่เซิงจิบเหล้าพลางอธิบาย "รู้จักโทษประหารแบบแล่เนื้อเถือหนังไหม ที่ต้องใช้มีดสั้นแล่เนื้อนักโทษสามพันครั้ง ระหว่างนั้นห้ามให้นักโทษตายเด็ดขาด ไม่งั้นเพชฌฆาตต้องรับโทษตายแทน ถ้าไม่ใช่พวกที่สืบทอดวิชามาจากตระกูลเก่าแก่ ไม่มีใครกล้ารับงานนี้หรอก"
"ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้น" เว่ยหงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "ข้าแค่อยากตัดหัวให้เลือดสาด ไม่สนใจเรื่องแล่เนื้อเถือหนังหรอก"
"ก็ดี" เติ้งไห่เซิงถอนหายใจโล่งอก "ถ้าเอ็งจะเรียนแล่เนื้อ เห็นแก่ค่าเล่าเรียนร้อยตำลึงข้าคงต้องปวดหัวสอนวิชาประจำตระกูลให้ แต่ถ้าเอ็งอยากเรียนแค่ตัดหัวก็ง่ายหน่อย"
"เอ็งฆ่าหมูที่ร้านทุกวัน แถมยังฝึกยุทธ์อีก ความแม่นยำในการใช้มีดคงไม่เลว เวลาตัดหัวให้เล็งไปที่ข้อต่อกระดูกคอข้อที่สาม จำไว้ให้ดีล่ะ"
เว่ยหงยกมือลูบคอตัวเอง
ในใจประเมินคร่าวๆ ว่าด้วยฝีมือดาบของเขา การฟันตรงจุดนี้ไม่ใช่เรื่องยาก รับรองว่าดาบเดียวหัวหลุดกระเด็น ไม่มีการคาราคาซังแน่นอน
"แล้วถ้าเจอนักโทษที่มีวรยุทธ์สูงส่ง หนังเหนียวฟันไม่เข้าจะทำยังไง" เว่ยหงถามต่อ
เติ้งไห่เซิงเคี้ยวเนื้อวัวตุ๋นพลางแค่นหัวเราะ "เก่งแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์ วันแรกที่เข้าคุกกรมอาญา จะโดนโซ่เหล็กเจาะกระดูกไหปลาร้า แล้วยังโดนทำลายเส้นเอ็นมือเท้า โดนทรมานในคุกสักพัก ต่อให้เป็นยอดยุทธ์ระดับเหนือธรรมชาติก็มีสภาพไม่ต่างจากผีตายซาก"
"อีกอย่าง ดาบที่ใช้ประหารคือกรรมสิทธิ์ของกรมอาญา เป็นดาบหัวยักษ์ที่ทำจากเหล็กไหลผสมทองคำทมิฬ คมกริบชนิดตัดเหล็กดุจตัดหยวกกล้วย ต่อให้หนังเหนียวแค่ไหนก็ต้านทานไม่ได้ เอ็งวางใจเถอะ"
จากนั้น
เติ้งไห่เซิงก็ร่ายยาวถึงกฎและข้อห้ามของเพชฌฆาต
กฎข้อที่หนึ่ง ห้ามพูดคุยกับนักโทษ และห้ามสบตานักโทษ
กฎข้อที่สอง ก่อนลงมือต้องพ่นเหล้าใส่ดาบ เหล้านั้นต้องเป็นเหล้าดีกรีแรงผสมเลือดสุนัขดำ มีฤทธิ์ช่วยป้องกันแรงอาฆาต
กฎข้อที่สาม ก่อนลงมือต้องไหว้ฟ้าดินและภูตผี เพื่อป้องกันไม่ให้กรรมตามสนอง
กฎข้อที่สี่ หลังลงมือเสร็จให้กลับไปที่กรมอาญาโดยห้ามหันหลังกลับ พอไปถึงโถงกลางให้เจ้าหน้าที่ใช้ไม้กระดานตีก้น เพื่อไล่วิญญาณอาฆาต ชาวบ้านเรียกพิธีนี้ว่า 'ตีไล่เสนียด'
"นี่เป็นกฎที่คนรุ่นก่อนทิ้งไว้ให้" เติ้งไห่เซิงทำหน้าจริงจัง "ถ้าเอ็งไม่อยากโดนเรื่องลี้ลับเล่นงานก็จำให้ขึ้นใจ ฆ่าคนเยอะๆ แล้ววิญญาณตามทวงหนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เพชฌฆาตที่ตายดีมีไม่กี่คนหรอกนะในยุคนี้"
เว่ยหงรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาวูบหนึ่ง
แต่เขาเป็นคนใจกล้าบ้าบิ่น ไม่ได้ถูกคำพูดไม่กี่ประโยคนี้ทำให้กลัวจนหัวหด เขาพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม "ขอบคุณท่านเติ้งที่ชี้แนะ ข้าจำได้หมดแล้ว ไม่ทราบว่าข้าจะเริ่มงานได้เมื่อไหร่"
"อีกไม่กี่วันหรอก เอ็งก็เห็นสถานการณ์ช่วงนี้แล้วนี่" เติ้งไห่เซิงหัวเราะหยัน "ทุกครั้งที่พวกผู้ลากมากดีทะเลาะกัน มักจะมีแพะรับบาปเสมอ เผลอๆ ไม่ต้องรอถึงฤดูใบไม้ร่วงหรอก มีหัวให้ตัดทุกวันแน่"
"อีกสองวันข้าจะไปวิ่งเต้นใส่ชื่อเอ็งในบัญชี พอมีงานตัดหัวข้าจะไปแจ้ง ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีหัวให้ตัดหรอก ข้ากลัวแต่ว่าถึงเวลาจริงเอ็งจะใจอ่อนซะมากกว่า"
"ใจอ่อนงั้นเหรอ"
เว่ยหงชะงักไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจเงียบๆ
เขาเป็นคนไม่ใช่ปีศาจ จะฆ่าคนทั้งทีจะไม่ให้ใจอ่อนได้ยังไง
สังคมศักดินาที่เอะอะก็ประหารเจ็ดชั่วโคตร ลูกเด็กเล็กแดงคนแก่คนเฒ่าที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต้องถูกลากขึ้นแท่นประหาร
ถึงเวลาเขาจะลงมือได้ลงคอจริงๆ หรือ
[จบแล้ว]